Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
   
 

การแต่งกายสำหรับผู้ชายเมื่อต้องสัมภาษณ์งาน
สุภาพบุรุษหลายคนที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณวุฒิ และวัยวุฒิ เต็มไปด้วยประสบการณ์ ในการสัมภาษณ์งาน ทั้งเป็นผู้สัมภาษณ์งานเอง หรือเป็นผู้ถูกสัมภาษณ์ คงไม่ประสบปัญหาในเรื่องของการแต่งกาย ที่ให้ดูดี เหมาะสมกับกาลเทศะเป็นแน่ แต่สำหรับสุภาพบุรุษ ที่ประสบการณ์ในการสัมภาษณ์งานยังไม่แก่กล้า ไม่เกิดขึ้นบ่อย หรือพึ่งจบการศึกษาใหม่ ย่อมตื่นเต้นเป็นกังวลกับการที่ต้องเตรียมตัวเลือกเสื้อผ้า แต่งกายไปสัมภาษณ์งาน ไม่ทราบว่าจะเลือกเสื้อผ้าแบบไหน ชุดไหนไปสัมภาษณ์งานให้เหมาะสมดี
นอกจากความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ บุคคลิกภาพแล้ว การแต่งกายไปสัมภาษณ์งานของสุภาพบุรุษ นั้นก็เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาในกระบวนการสัมภาษณ์งานไม่มากก็น้อย เพราะสายตาคณะกรรมการผู้สัมภาษณ์ ย่อมมองตรงมาที่คุณตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณเดินผ่านประตูห้องสัมภาษณ์เข้าไป จนกระทั่งนั่งลงต่อหน้าพวกเขา
บทความนี้ใคร่ขอนำเสนอการแต่งตัวการไปสัมภาษณ์งานของท่านสุภาพบุรุษ เพื่อให้เหมาะสมกับโอกาส และประทับใจผู้สัมภาษณ์ ไม่มากก็น้อย นั้น อาจจะ แบ่งออกเป็นสองแบบ คือ “แต่งกายแบบเป็นทางการ” และ”การแต่งกายแบบเป็นไม่ทางการ” ทั้งนี้ต้องพิจารณาให้เหมาะสมว่าควรแต่งตัวอย่างไร แต่ถ้าจะแนะนำ หากคุณมีเวลาเตรียมตัว เตรียมพร้อม แต่งตัวอย่างเป็นทางการน่าจะดีที่สุด
การแต่งกายอย่างเป็นทางการเพื่อไปสัมภาษณ์งานของท่านสุภาพบุรุษ (ควรใส่ชุดสูท)

  • ผมควรตัดให้สั้นแลดูเรียบร้อย และโกนหนวดเคราให้เกลี้ยง
  • ถ้าจะพรมน้ำหอม ควรใช้น้ำหอมกลิ่นอ่อนๆ ไม่ควรใส่เยอะจนเกินไป
  • สุภาพบุรุษบางท่าน อาจจะชอบรองพื้น ควรใช้โทนสีอ่อน หรือ เอิร์ทโทน และไม่ควรรองพื้นหนาจนเกินไป และควรรองพื้นก่อนใส่เสื้อผ้า ไม่งั้นรองพื้นจะไปถูกเสื้อผ้า เลอะเทอะ
  • เสื้อเชิ้ตด้านในควรเป็นสีขาวหรือสีฟ้า
  • ควรสวมเนคไทสีเข้ม ไม่ควรใช้สีสันแสบตา
  • สูทควรสวมใส่สีเข้ม เพราะจะทำให้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น
  • กระดุมสูทให้ติด 2 - 3 เม็ด
  • หากคุณต้องการเพิ่มลูกเล่นให้เสื้อสูทด้วยการใส่ผ้าเช็ดหน้าลงในกระเป๋าเสื้อตรงหน้าอก พยายามให้ผ้าเช็ดหน้าโผล่ออกมาเพียงเล็กน้อย แค่บริเวณรอยพับเท่านั้น
  • ความยาวของแขนเสื้อสูท ไม่ควรยาวเกินบริเวณข้อมือของเสื้อเชิ้ตด้านใน
  • แขนเสื้อเชิ้ตด้านในควรโผล่ออกมาจากเสื้อสูทประมาณครึ่งนิ้ว
  • กางเกงสแล็คนั้นให้พับขาเล็กน้อย สำหรับคนที่ตัวสูง แต่ถ้าคนเตี้ย ไม่แนะนำให้พับ เพราะจะทำให้คุณยิ่งดูเตี้ย
  • รองเท้าหนังควรขัดให้มันวับ และควรเป็นรองเท้าที่เข้ากับชุดสูท โดยมีสีโทนเดียวกัน เป็นไปได้ควรเป็นสีดำ
  • ถุงเท้าควรเป็นสีเดียวกับรองเท้า
  • กระเป๋าถือ หรือกระเป๋าสะพาย ควรเป็นกระเป๋าหนัง ที่ไม่ใหญ่เกินไป ขนาดพอใส่เอกสาร อุปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น
  • ถ้าเป็นแฟ้มเอกสาร ควรมีความหนาพอสมควร สีสุภาพ ไม่ควรมีลายต่างๆ และไม่ควรเป็นพลาสติกใส ถ้าเป็นแฟ้มหนังได้ยิ่งดี
  • เครื่องประดับที่ไม่จำเป็น ก็ไม่ควรใส่ อาจจะใส่แค่นาฬิกาก็พอ

การแต่งกายอย่างไม่เป็นทางการเพื่อไปสัมภาษณ์งานของท่านสุภาพบุรุษ

  • ถ้าผมยาวควรหวีให้เป็นทรง ถ้าหวีแสกด้านข้าง ด้านใดด้านหนึ่งจะดีกว่าแสกกลาง หรือหวีปรกลงมา  และหากไว้หนวดเครา ก็ให้ตกแต่งให้เรียบร้อย
  • ถ้าจะพรมน้ำหอม ควรใช้น้ำหอมกลิ่นอ่อนๆ ไม่ควรใส่เยอะจนเกินไป
  • สุภาพบุรุษบางท่าน อาจจะชอบรองพื้น ควรใช้โทนสีอ่อน หรือ เอิร์ทโทน และไม่ควรรองพื้นหนาจนเกินไป และควรรองพื้นก่อนใส่เสื้อผ้า ไม่งั้นรองพื้นจะไปถูกเสื้อผ้า เลอะเทอะ
  • เสื้อเชิ้ตจะใส่เป็นลายทางก็ได้ แต่สีก็ไม่ควรฉูดฉาดนัก แต่ถ้าจะแนะนำ ควรเป็นสีพื้นดีที่สุด
  • หากใส่เสื้อเชิ้ตลายทาง ก็ควรหาเนคไทที่เข้ากันกับเสื้อ
  • ถ้าไม่อยากใส่สูทที่ดูเป็นทางการ ให้หาเสื้อเบลเซอร์หรือสูทแบบเข้ารูปมาใส่แทนก็ได้
  • กระดุมเสื้อนอก ติดเพียงแค่เม็ดเดียวก็พอ กรณีที่ใส่ทับเสื้อด้านใน
  • กางเกงจะใส่สีกากี สีเทาหรือสีเข้มก็ได้ เลือกตามชอบหรือที่เข้ากันกับเสื้อสูทด้านบน
  • กระเป๋าถือ หรือกระเป๋าสะพาย ควรเป็นกระเป๋าหนัง ที่ไม่ใหญ่เกินไป ขนาดพอใส่เอกสาร อุปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น
  • ถ้าเป็นแฟ้มเอกสาร ควรมีความหนาพอสมควร สีสุภาพ ไม่ควรมีลายต่างๆ และไม่ควรเป็นพลาสติกใส ถ้าเป็นแฟ้มหนังได้ยิ่งดี
  • เครื่องประดับที่ไม่จำเป็น ก็ไม่ควรใส่ อาจจะใส่แค่นาฬิกาก็พอ
  • ถุงเท้าให้ใส่สีเดียวกับกางเกง
  • รองเท้าจะใส่เป็นรองเท้าหนังแบบหุ้มข้อก็ได้

จากประสบการณ์โดยตรงของผู้นำเสนอบทความนี้ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Area General Manager ของบริษัทฯ สรรหาพนักงานอยุ่ ย่อมผ่านการสัมภาษณ์งานมาแล้วทุกระดับ ทั้งเป็นผู้ถูกสัมภาษณ์เอง และสัมภาษณ์ผู้สมัครงานมาแล้วมากมาย ใคร่ขอแนะนำการแต่งตัวสำหรับคุณสุภาพบุรุษ ที่จะไปสัมภาษณ์ในบริษัทฯ ต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งอาจจะมีวัฒนธรรม ประเพณี ที่ต่างจากสากลทั่ว รวมทั้งประเทศเราเป็นประเทศที่อากาศค่อนข้างร้อน ใคร่ขอแนะนำดังนี้

การแต่งกายสำหรับท่านสุภาพบุรุษเพื่อสัมภาษณ์งานที่นิยม (ดูไม่มาก เยอะ และน้อยเกินไป)

  • ทรงผมสั้น ควรตัดผมก่อนไปสัมภาษณ์งาน สามวัน เพื่อไม่ให้ดูว่าเพิ่งตัดมาใหม่ๆ
  • หน้าตาสะอาด เกลี้ยงเกลา
  • ท่านสุภาพบุรุษ ที่ชอบรองพื้น ควรเป็นสีอ่อน บางที่สุด
  • น้ำหอมกลิ่นอ่อนๆ ไม่ฉุนกึก จนเกินไป อาจจะทำให้ผู้สัมภาษณ์จามได้
  • เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีพื้น เช่น ขาว น้ำเงิน ฟ้า พร้อมเน็คไท สีที่เข้ากับเสื้อ
  • กางเกงสีพื้น ไม่ควรใช้สีอ่อน ควรใช้สีเข้ม ที่นิยมคือสีดำ ไม่ควรพับขากางเกง
  • เข็มขัดที่ใหม่ มัน ไม่มีลวดลาย สีเข้ากับกางเกง
  • รองเท้า สีดำ หรือสีเข้ม ทึบ ขัดมันวาว
  • ถุงเท้าควรเป็นสีเดียวกับรองเท้า
  • กระเป๋าถือ หรือกระเป๋าสะพาย ควรเป็นกระเป๋าหนัง ที่ไม่ใหญ่เกินไป ขนาดพอใส่เอกสาร อุปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น
  • ถ้าเป็นแฟ้มเอกสาร ควรมีความหนาพอสมควร สีสุภาพ ไม่ควรมีลายต่างๆ และไม่ควรเป็นพลาสติกใส ถ้าเป็นแฟ้มหนังได้ยิ่งดี
  • เครื่องประดับที่ไม่จำเป็น ก็ไม่ควรใส่ อาจจะใส่แค่นาฬิกาก็พอ

 

ข้อแนะนำในการแต่งตัวของท่านสุภาพบุรุษ สำหรับการไปสัมภาษณ์ด้านบนนั้น เป็นเพียงเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยที่ได้อ่าน ได้รับการอบรมมา และจากประสบการณ์ นำมาเสนอให้ผู้อ่าน ได้เตรียมพร้อมก่อนการไปสัมภาษณ์ แต่สิ่งควรคำนึงให้มากที่สุด คือ ความเหมาะสมกับโอกาส และกาลเทศะ ซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยให้ผู้สัมภาษณ์ ประทับใจ มีความรู้สึกอยากสัมภาษณ์ อยากคุยกับคุณนานๆ ถึงไม่ได้มอบตำแหน่งงานให้ก็ตาม แต่เก็บแฟ้มประวัติของคุณไว้เป็นอย่างดี และอาจจะเรียกคุณมาสัมภาษณ์อีกครั้ง ถ้ามีตำแหน่งงานอื่นที่เหมาะสมกว่า เพราะความประทับใจในการแต่งตัวของคุณ

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก

www.manager.co.th
PANTIP.COM : Q11045481
www.toptenthailand.com

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.rd1677.com/Activity/tak-14may53/main.html

  • ครูแค้มป์ คนแค้มป์ (ภาคแรก)
  • ชีวิตในรั้วลวดหนหนาม
    Life in the Barbed Wired


ตั้งใจมานานว่าจะต้องเขียนอะไรเกี่ยวกับศูนย์อพยพที่ทำงานมานานเป็นเวลาห้าปีกว่าหลังจากที่เรียนจบมาใหม่ๆ อยากเล่าเรื่องมากมายที่ได้เห็นมากับตาและได้ยินมากับหู หลากหลายเรื่องราวได้อุบัติขึ้นในโรงละครเล็กๆโรงนี้ หลากหลายชีวิตได้เกิดขึ้นที่นี่และจบลงที่นี่ มีทั้งความสุข ความทุกข์ เสียงหัวเราะ ร้องไห้คละเคล้ากันไปตามบทละครที่ได้รับจากผู้กำกับคนไหนก็ไม่รู้ มิอาจจะทราบได้ หลากหลายชีวิตฉันหมายถึงผู้อพยพที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา ผู้ซึ่งคิดว่าตัวเองหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่อาจจะเจอจระเข้ตัวเขื่องที่คอยขย้ำเหยื่ออันโอชะก็ได้
จริงๆแล้วก็ไม่รู้จะเรียบเรียงถ้อยคำออกมาเป็นตัวอักษรได้ดีอย่างไร เพราะตัวเองก็ไม่ได้จบเอกภาษาไทย จบเอกภาษาอังกฤษแต่ก็ไม่แตกฉานเท่าที่ควร แต่ก็ไม่ถึงกับโง่นะจะบอกให้ ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนและจบอย่างไรด้วยซ้ำ ก็ลองดูก่อนก็แล้วกัน เคยเริ่มเขียนอะไรหลายอย่างเหมือนกันแต่ไม่เคยสำเร็จเลยสักที คงเป็นเพราะว่าความขยันมีน้อยกว่าความอยากเลยลงเอยด้วยการวางกองไว้เฉยๆ ขอเริ่มตั้งแต่การเริ่มเรื่องราวเกี่ยวกับรั้วลวดหนามตั้งแต่การสอบเข้ามาทำงานที่นี่ดีกว่า
ฉันได้ทราบข่าวการสมัครงานขององค์การคอนซอร์เทียมจากอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษว่าวันเสาร์จะมีตัวแทนจากองค์การมาทำการทดสอบทักษะการฟังภาษาอักฤษ ถ้าผ่านก็จะมีการสัมภาษณ์เลย ฉันตื่นแต่เช้าเดินไปยังคณะมนุษยศาสตร์ เพื่อเข้าทำการทดสอบ คู่แข่งน่ากลัวทั้งนั้น ทั้งรุ่นพี่ที่จบไปแล้วและพวกที่เรียนเกินสี่ปีเพราะความรักมหาวิทยาลัย ทักษะการฟังก็คงจะแน่นแอออเต็มสมอง เขาเริ่มประกาศรายชื่อคนที่สอบผ่าน ฉันดีใจมากได้อันดับสี่กระโดดกอดเพื่อนที่เรียนเกาะกลุ่มเดียวกันซึ่งไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ เหลือบมองดูพวกที่เรียนเก่งเห็นหงอยไปหลายคนเพราะสอบไม่ผ่าน ฉันนั่งรออีกสักครึ่งชั่วโมงก็ถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์ รอบแรกใจเต้นตุบๆตับ แทบไม่ได้ยินเสียงอันไพเราะของตัวเองเลย แต่ก็จบลงด้วยดีและประทับใจ คนสัมภาษณ์นัดให้ไปสัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ที่โรงแรมแมนฮัตตัน
"น้องไปถูกไหมโรงแรมนี้อยู่แถวสุขุมวิท"
"คิดว่าไปถูกครับ"

"เคยไปกรุงเทพฯหรือยัง"

"ยังไม่เคยไปเลย"
ความดีใจวิ่งปี๊ดเข้ามาในความรู้สึก เด็กบ้านนอกคนนี้จะได้เข้ากรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์แล้ว รีบติดต่อหาเพื่อนทันทีที่กลับหอพัก เพื่อหาที่พักสักคืนหนึ่ง ตื่นเต้นมากเที่ยวถามใครต่อใครหลายคนว่ากรุงเทพฯเป็นอย่างไร ใครเคยไปบ้าง เลยทำให้รู้ว่าภายในคณะของฉันก็มีบ้านนอกหลายคน เพราะยังไม่เคยเข้ากรุงเทพฯก็มีเหมือนกัน ที่ทำเชิดๆ ก็คงอยากปิดบังเบื้องหลังของตัวเอง
ระหว่างการเดินทางเข้ากรุงเทพฯฉันหลับๆ ตื่นๆตลอดมาด้วยกันสามคน ฉันนั่งมากับยุ้ยสาวแสนสวย ทราบข่าวว่าตอนนี้ทำงานบนเครื่องบินการบินไทย อีกคนเป็นเพื่อนรุ่นพี่เป็นสาวเจียงใหม่นั่งมากับผู้โดยสารที่มีอาชีพครู เขาคุยกันเยอะแยะเกี่ยวกับอาชีพครู และปัญหาต่างๆ ฉันเงี่ยหูฟังเพื่อเก็บข้อมูลเผื่อจะได้เอาไปเป็นคำตอบในการสัมภาษณ์ได้บ้าง และก็เป็นจริงอย่างที่คิด เพราะตอนถูกสัมภาษณ์ฉันได้ใช้บางประโยคที่ได้จากการแอบฟังมาเป็นคำตอบ ซึ่งฉันตอบเป็นภาษาอังกฤษนะจะบอกให้
"ทำไมคุณถึงอยากทำงานที่นี่"
"เพราะว่างานด้านการสอนเป็นสิ่งที่ฉันฝันมาตั้งแต่เด็ก และถ้าความฝันฉันเป็นจริงได้ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดและฉันจะสมมติตัวเองให้เป็นนักวาด และนักเรียนก็จะเป็นผ้าขาวของฉัน ฉันจะบรรจงละเลงแต่งแต้มสีต่างๆซึ่งก็คือความรู้ลงบนผ้าขาวนั้นให้ออกมาอย่างสวยงามเท่าที่ความสามารถจะเอื้ออำนวยให้"
ฉันไม่รู้ว่าคำพูดของฉันจะเว่อร์ไปหรือเปล่า แต่ดูท่าทางคนสัมภาษณ์ท่าทางจะพอใจ เพราะเห็นก้มหน้าก้มตาจดอะไรก็ไม่รู้ยุกๆยิกๆ เอ! หรือว่าเขาไม่ได้ฟังอะไรจากฉันเลย งั้นก็พูดคนเดียวก็แล้วกัน
"ผ้าสีขาวจะมีลวดลายปราณีต สวยงาม อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความพยายามความตั้งใจของผู้วาด ซึ่งก็เหมือนกับครู ถ้ามีใจรักการสอนอย่างจริงจัง บวกกับความพยายาม มานะ อดทนในการสอนก็ย่อมพัฒนาเด็กให้เป็นบุคคลที่มีคุณค่าของสังคมได้"
ผู้สัมภาษณ์เงยหน้าขึ้นมากล่าวคำชมและถามคำถามทั่วไปจนเป็นที่พอใจ ก็เซกู๊ดบาย ซียูอะเกน พอเดินผ่านพ้นประตูห้องสัมภาษณ์ก็มานั่งหอบแฮ่กๆรอเพื่อนที่มาด้วย เขาเข้าไปทดสอบการฟังภาษาอังกฤษอยู่ หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านแก้เขินเพราะอายคนกรุงเทพฯที่แต่งตัวสวยๆหล่อๆ นั่งรอสัมภาษณ์อยู่หลายคน บางคนก็มองมาทางเรา ก็เราแต่งตัวเฉิ่มจะตาย เสื้อก็เป็นเสื้อเก่าของพี่อ้วน รูมเมทเก่ายกให้ กางเกงก็เอาผ้าไปให้เขาตัดแถวๆร้านข้างถนนเชียงใหม่ กำลังอ่านหนังสือพิมพ์เพลินๆเจ้าหน้าที่เช็คอินก็เดินมานั่งใกล้ๆและกระซิบที่ข้างหูชวนให้สยิว ขนลุกขนพอง
"น้องแสดงความดีใจด้วยนะ ฝรั่งเขาพอใจในคำตอบของน้อง"
ฉันตัวลอยเบาหวิวเหมือนล่องลอยไปในท้องพ้าที่เต็มไปด้วยปุยนุ่นของเมฆแห่งความสุขปกคลุมทั่วทุกแห่งหน โอ..ฉันจะมีงานทำแล้วหรือ มีเงินใช้ทุกเดือนๆละแปดพันกว่าบาท ฉันจะส่งให้พ่อกับแม่ ให้ท่านหยุดค้าขาย แม่ก็ไม่ต้องไปตลาดตั้งแต่ตีหนึ่งตีสอง ฉันก็ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อเหมือนตอนเรียนหนังสืออีกแล้ว จริงนะตอนเรียนฉันจนจะตายไป ขอทุนยากจนทุกปี บางวันกินข้าวเพียงแค่สองมื้อ อยากซื้ออะไรก็ไม่มีเงิน บางครั้งแอบร้องไห้คนเดียว แต่ฉันก็ขวนขวายหางานพิเศษทำ เป็นไกด์ พนักงานยกอาหาร ขายผ้าไหม ทำตั้งหลายอย่างจนกระทั่งเรียนจบ
"เฮ้ย! หนึ่งเสร็จหรือยัง ไปกันเถอะ เดี๋ยวพี่ต้องไปโทรศัพท์ด้วย"
เฮ้อ.. ตกใจหมดเลย พี่บอยคงสอบฟังไม่ผ่านเลยรีบกลับ พี่เขาเป็นคนให้ที่พัก และเป็นคนพาฉันมาถึงโรงแรมที่สัมภาษณ์งาน ให้คำแนะนำการขึ้นรถต่างๆในกรุงเทพๆ แถมพาเที่ยวอีกต่างหาก อ้อ! ให้เสื้อฉันตัวหนึ่ง คงเห็นว่าจน เสียดายที่พี่แกอายุสั้นไปหน่อย จมน้ำตายที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ก็ขอให้ไปสู่สุขคติก็แล้วกัน แต่ว่าพี่ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป จนกว่าผมจะตามพี่ไป
"อยากเห็นอะไรหล่ะ เดี๋ยวพี่จะพาไป"
"อยากเห็นสลัมคลองเตย กับแม่น้ำเจ้าพระยา"
"เธอ.. นี่ก็แปลกนะมากรุงเทพฯ ทั้งทีอยากเห็นอะไรก็ไม่รู้"
เอ้า...จะให้อยากเห็นอะไรหละ ก็สองอย่างนี้มันติดหูฉันมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมแล้วแต่ยังไม่มีบุญตาหรือวาสนามาดูซะที กลับไปจะได้เอาไปเล่าอวดพวกอีบ้านนอกด้วยกันฟัง จริงๆแล้วก็ไม่ค่อยประทับใจกรุงเทพฯ เท่าไหร่หรอก คนไม่ค่อยมีน้ำใจ รถราก็ติด ขอทานนั่งห่างกันทุกสิบวาว่างั้นเถอะ นี่หรือกรุงเทพๆ เมืองฟ้าอมรที่อยากมาดู เห็นแล้วทำให้เกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าไปหมด ไม่เห็นสวยอย่างในหนังเลย
อย่างวันที่มาเยือนกรุงเทพฯ วันแรกฉันเอาตั๋วไปสำรองที่นั่งขากลับ มาถึงบ้านพี่บอยก็ลองเอาตั๋วออกมาดู ปรากฎว่าตั๋วปั๊มวันเดินทางผิด ก็เลยคุยกับคุณป้าของพี่บอยที่นั่งหน้าดุเชิดอยู่ข้างตู้ปลาตู้เบ้อเริ่ม มองเห็นฉันเป็นคนบ้านนอก
"คุณป้าครับผมจะทำยังไงดี"
"มีเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทรถทัวร์ไหมละ บอยก็ไปทำงานแล้ว"
"มีครับ นี่ไงครับ เบอร์โทรศัพท์"
"ออกไปโทรข้างนอกซิ ตรงปากซอยมีโทรศัพท์อยู่"
แค่นี้ก็แสดงให้เห็นอะไรเยอะแยะเลย ก็บ้านนี้มีโทรศัพท์ ทำไมไม่ให้เราใช้ ก็แปลกใจตรงนี้แหละ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าค่าโทรศัพท์มันแพงก็ได้ตอนนั้น หนึ่งบาทโทรได้ตั้งสามนาที ค่าเงินบาทคงแพงมั้ง โทรเสร็จก็ต้องนั่งรถไปหมอชิต ไอ้เราก็ไม่เคยนั่งรถเมล์ข้ามไปนั่งฟากตรงข้ามขามาเมื่อกี้ดีกว่า จำได้ว่าสายสิบสาม หมอชิตก็เป็นครั้งที่สองที่ไป เดินหาบริษัททัวร์เป็นนานสองนาน ขากลับก็อาศัยรถคันเบอร์เดิมนั่งย้อนกลับ จำได้ว่าหลงผิดป้าย เดินไปเดินมาเป็นชั่วโมงกว่าจะหาบ้านพี่บอยเจอ
หลังจากนั้นประมาณสักห้าวันก็มีโทรศัพท์ให้ลงไปทำงานเลยไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะยังมีอีกสามสี่วิชาที่ยังไม่ได้สอบ ก็เลยต้องวิ่งพล่านขอสอบก่อนนักศึกษาคนอื่น อาจารย์ฝรั่งให้สอบได้เพราะคิดว่าเป็นโอกาสดีของนักศึกษาไม่อยากจะปิดกั้นอนาคตการทำงาน ผิดกับอาจารย์ไทยบางคน ทั้งตื๊อ ทั้งขอ เกือบจะกราบแทบเท้าของอาจารย์ ท่านยังทำหน้าเชิด แต่ก็เข้าใจนะว่าถ้าเกิดผิดพลาด อาจารย์ก็ต้องรับผิดชอบ
"คิดเอาเองก็แล้วกันว่างานกับอนาคตอันไหนจะดีกว่ากัน"
"อนาคตนะสำคัญอยู่แล้วครับอาจารย์ แต่งานก็คืออนาคตเหมือนกันนะครับ"
"ไม่รู้ล่ะ ฉันคิดว่าจะต้องเจอคุณในวันสอบนะ"
ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ยังจำคืนที่จากเพื่อนที่ยังเรียนไม่จบ อ้อ! ลืมบอกไปว่าฉันเรียนแค่สามปีครึ่ง ส่วนเพื่อนๆเขาเรียนสี่ปีจบตามหลักสูตร พวกเขาตามมาส่งถึงสถานีขนส่งอาเขตเชียงใหม่ ฉันยังจำและคิดถึงรสชาดของไก่ย่างอบน้ำผึ้งห้วยแก้วได้ดีเพราะว่าสมัยก่อนกว่าจะได้มากินทีก็ต้องเจียดค่าโน่นค่านี่มาซื้อทาน แต่ตอนนี้ได้เงินเดือนแล้วนี่ ต้องทำให้หน้าหญ่ายเข้าไว้เป็นเจ้ามือเลี้ยงเพื่อน ก่อนรถจะออกก็รับมอบของขวัญจากเพื่อนๆเยอะแยะไปหมด จำได้ว่าเจอพวกเขาครั้งสุดท้ายวันรับปริญญา และไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เดินทางมาถึงพนัสนิคมก็เป็นช่วงบ่ายพี่ขาวมารอรับฉันกับพี่บี๋ที่สถานีขนส่ง พี่ขาวก็ขาวสมชื่อจริงๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวขาวไปหมด ตัวเล็กๆ เสียงเล็กๆ เขาช่วยหาหอ จัดห้อง จ่ายค่าประกันแทน เราแค่ขนของเข้าไปอยู่ และจ่ายค่าที่พัก ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ว่าต้องทำยังไงบ้าง สำหรับการเริ่มต้นทำงานวันแรก ต้องเจอใครบ้างก็ไม่รู้ พี่ขาวเคยบอกว่าที่นี่แต่งตัวตามสบาย รองเท้าแตะยังใส่ได้เลย ไม่ต้องพิถีพิถันมาก ไม่เน้นเรื่องแต่งตัว เน้นเรื่องคุณภาพ แต่วันแรกของการทำงานก็อยากหล่อ อยากสร้างความประทับใจให้ผู้คนรอบข้างก็ต้องพิถีพิถันไปดูลาดเลาก่อน แล้ววันต่อไปค่อยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อไป
ตื่นแต่เช้านั่งรอพี่บี๋มาเรียกเพื่อเดินไปด้วยกัน บรรยากาศช่วงเช้าช่างสดชื่นเหลือเกิน เห็นผู้คนมากมายปั่นจักรยานไปไหนกันไม่รู้ บางคนก็สะพายย่าม ใส่กางเกงขาก๊วย ผู้หญิงบางคนก็ปั่นจักรยานไปสูบบุหรี่ไป บางคนก็ปั่นเคียงคู่ฝรั่งคุยกันสนุกสนาน เราเดินผ่านตลาดตอนเช้า ผู้คนเยอะแยะไปหมด ช่างวุ่นวายดีจัง
"หนึ่งเห็นพวกที่ปั่นจักรยานไหม พวกเขาทำงานแค้มป์เหมือนกับพวกเรานั่นแหละ ทุกคนจะมีพาหนะเคียงกายเป็นจักรยาน"
"เว้า! น่าสนใจจัง งั้นเราก็คงต้องซื้อจักรยานคนละคันแล้วซิ"
"ก็คงงั้นมั้ง"
ถึงที่ทำงานก็ทำการเช็คอิน เข้ารับการอบรมจากองค์การ มีการแนะนำตัวให้รู้จักกัน ครูรุ่นนี้มีทั้งหมดประมาณเกือบสามสิบคน จบมาจากหลากหลายแขนงวิชา จากหลากหลายสถาบัน ฉันคงเด็กสุดมั้งเพราะยังเรียนไม่จบ ดูท่าทางแต่ละคนเคยผ่านงานมาแล้วหลายแห่ง เขาก็แนะนำให้รู้จักเจ้าหน้าที่แต่ละฝ่าย หัวหน้าองค์การที่เป็นฝรั่ง รวมทั้งพาทัวร์รอบตัวเมืองพนัสนิคม เป็นเมืองเล็กๆที่คราคร่ำไปด้วยคนจีนรุ่นเก่าๆที่เขาเรียกอาซิ้ม อาแปะกัน ผสมปนเปไปกับคนท้องถิ่น ถนนในตัวเมืองค่อนข้างจะแคบ ดูท่าทางจะขยายไม่ได้อีกแล้ว สองข้างถนนขนาบไปด้วยร้านค้านานาชนิด เป็นตึกแถวเกือบสุดถนน ส่วนถนนหลังตลาดก็จะมีร้านขายพวกเครื่องจักสานตลอดแนว ซึ่งจะเป็นหน้าตาของเมืองในเรื่องเครื่องจักสานอันปราณีต ผู้คนก็ดูคึกคักวุ่นวาย รุ่นพี่คนหนึ่งเขาเล่าว่าสมัยก่อนเมืองนี้คนดุ พูดจาโผงผางแบบนักเลง ประเภทหมาไม่แดก โดยเฉพาะแม่ค้าขายผลไม้หน้าศาลเจ้า แกเคยไปด้อมๆมองๆกำลังจะตัดสินใจว่าจะซื้อมังคุดหรือไม่ซื้อดี แม่ค้าเห็นพี่เขายืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าแผงนานหน่อย แกก็ทำหน้าเม้ง แว๊ดเสียงออกมา ด้วยหน้าตาที่ไม่สบอารมณ์เหมือนเพิ่งไปกินรังแตนสักร้อยรังมา
"เอาอะไรยะ"
"เอามังคุดลูกหนึ่ง ลูกนี้ขายไหม"
พี่เราก็ไม่ใช่ย่อย สวนกลับไปทันควัน บรรจงหยิบมังคุดขึ้นมาหนึ่งผล แล้วตอกกลับไป เสร็จสะบัดหน้าพรืด เดินหน้าตั้งไปยังร้านอื่นต่อไป ถ้าเป็นเราเป็นแม่ค้าก็คงช็อคเป็นลมไปหลายตลบเพราะเจอของจริงเข้าอย่างจังเบ้อเร่อ อ้อ! ลืมบอกไป พี่คนนี้ชื่อเจี๊ยบมวย เป็นที่รู้จักกันทั่วองค์การ ถ้าใครไม่รู้จักแกก็ถือว่าเชยระเบิด แกเป็นสาวมั่น เซอนิดๆ สาเหตุที่แกได้รับฉายาว่าเจี๊ยบมวยก็เพราะว่าไว้ผมยาวสลวยสวยเก๋เกือบถึงบั้นเอวไปไหนมาไหนก็จะมวยเหมือนพวกพราหมณ์ ทรงสูงเสียด้วย แถมมีตะเกียบไม้ปักหนึ่งอัน ยอมรับว่าเริ่ดมาก
มีอีกวันหนึ่งที่เจอกับตัวเอง เป็นวันศุกร์ตอนเย็น เรามักจะมารวมกันที่ร้านขายยำ เพื่อดื่มกินก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ละคนก็มีสไตล์การดื่มเหล้าต่างกัน เช่น ครูเท้ก็จะผสมโซดาน้ำ ครูปั๊ม ก็โซดาโค๊ก ฉันเองก็โซดาอย่างเดียว กินกันพอหอมปากหอมคอนั่นแหละ ไม่ถึงกับเมาเละเทะหรอก พอหมดแก้ว เด็กเสริฟก็จะมาเติมให้พี่เจี๊ยบมวยของเรา
“พี่ผสมอะไรครับ”
“ผสมโซดาโค๊กไม่ต้องคน”
บังเอิญน้องคนนั้นลืมตัว คิดว่าทุกคนเวลาผสมเหล้าต้องคนก่อน ก็จัดการรินเหล้าลงไปก่อน ตามด้วยโซดา และโค๊ก จากนั้นก็ยกมาเสริฟพี่เขาด้วยรอยยิ้ม ด้วยใจรักบริการ
“ไม่เอา ก็พี่บอกแล้วว่าโซดาโค๊กไม่ต้องคน”
น้องเด็กเสริฟ ถึงกับจ๋อยเดินคอตกเข้าไปหลังร้าน และก็เป็นหน้าที่ของครูเท้ตามเคย ที่ต้องดื่มแก้วนั้นให้หมดไป
อีกวีรกรรมที่รุ่นพี่ได้สร้างไว้ก็คือวันที่ฉันไปตลาดกับพี่ขาว พี่แกก็พาไปซื้อเงาะ เล็งเอาไว้แล้ว เจ้าที่ขายอยู่ใกล้โรงหนัง เพราะเห็นเงาะลูกใหญ่สีแดงสด น่ากินมาก แต่หารู้ไม่ว่า แม่ค้าที่แสนจะฉลาดได้เลือกเอาลูกสวยมาโปะบังลูกที่แห้งๆ ใกล้เน่าเอาไว้ พอชั่งเสร็จพี่ขาวก็จัดการแกะถุงพลาสติกดู เห็นมีลูกเน่าๆปนมาบ้างประปราย  ใบหน้าที่ขาวซีดก็เริ่มแดงขึ้นมาทันทีพร้อมกับปรารภออกมา
"สองสามลูกนี้ขอเปลี่ยนได้ไหมพี่ มันเสียแล้ว คงกินไม่ได้"
"อุ๊ย ไม่เสียหรอกค่ะ ยังสดอยู่เลย"
"ไม่เสียเหรอ งั้นพี่ก็เก็บไว้ขายให้คนอื่นหรือเก็บไว้กินเองซิครับ"
แม่ค้าพอได้ฟังคนที่ปากตลาดกว่าก็รีบกุลีกุจอเปลี่ยนให้ทันที ฉันก็ไม่รู้จะทำไงดี ช็อคนิดๆเหมือนกัน และแอบตระหนักในใจว่า อ้อ! มิน่าคนท้องถิ่นถึงไม่ค่อยชอบชาวแค้มป์เท่าไหร่ เพราะพกพาเอาความมั่นใจไปเยอะ อิทธิพลที่ทำให้คนแค้มป์มีความมั่นใจ กล้าพูด กล้าทำ กล้าคิด คงจะมาจากลักษณะงานที่ค่อนข้างจะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในการออกกฎเกณฑ์ต่างๆขององค์การ หลายๆคนที่ได้เข้ามาทำงานที่องค์การ จึงเกิดความมั่นใจขึ้นโดยไม่รู้ตัว ฉันหมายถึงคนที่มีความมั่นใจมาแล้วพอสมควร แต่สำหรับคนที่มีมากอยู่แล้ว พอมาทำงานที่นี่ก็ยิ่งมากๆไปอีก ส่วนฉันไม่รู้ว่าอยู่ระดับไหน แต่รู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น หลายๆคนที่เห็นฉันวันเริ่มทำงานวันแรกจนกระทั่งวันปิดองค์การได้มาแสดงความคิดเห็นกับฉันว่า
"อยากให้หนึ่งกลับไปเป็นคนเดิม ที่มีแต่ความซื่อ น่ารัก เป็นน้องหนึ่งของพวกพี่คนเดิม"
"ผมก็อยากให้พวกพี่ๆเป็นผู้เป็นคนที่คอยแนะนำสั่งสอนและเป็นพี่ๆที่น่ารักอย่างเดิม"
พี่ๆก็คงงงๆเหมือนกันว่าเป็นคำชมหรือประชดกันแน่ แต่พวกเราก็ยังคบกันอยู่ เจอกันก็ทักทายกัน เฮกันตามประสาชาวคอนซอร์ ผู้ที่มีแต่ความสนุกสนานฮาเฮ อย่างฉันกับพี่ส้ม ที่ต้องมาอยู่ทีมเดียวกันหลังจากผ่านการอบรมร่วมกัน ทีมเราจะทำหน้าที่สอนเด็กอายุ 11 1/2 - 16 ปี เราสอนภาษาอังกฤษ เด็กที่มาเรียนจะผ่านการทดสอบเพื่อแบ่งแยกระดับการเรียน จากเด็กเริ่มเรียน เอบีซี ถึงห้องเก่งสุดโดยสังเกตจากชื่อห้อง ถ้า 01 ก็จะเป็นเริ่มเรียน ความสามารถของเด็กก็เป็นไปตามตัวเลข ถ้าห้อง12 ก็แสดงว่าเป็นเด็กเก่งมาก
ฉันเริ่มรู้สึกแย่ในมหกรรมการกระทำของพี่ส้มครั้งแรกก็ตอนเข้าทีม ซึ่งมีครูประมาณ 13 คน หัวหน้าทีมเป็นฝรั่งชื่อ อีริค (Eric) จริงๆแล้วต้องออกเสียงเป็น แอริค มากกว่า หัวหน้าทีมก็เริ่มแนะนำตัวเอง
"ผมชื่อ แอริค เป็นหัวหน้าทีม มาจากอเมริกา ก่อนที่จะแนะนำเทคนิค การสอนต่างๆก็ขอให้ทุกคนทำความรู้จักกันก่อน และบอกเหตุผลของการมาทำงานที่นี่"
ทุกคนก็เริ่มแนะนำตัวเองทีละคน บางคนก็บอกว่ามาทำเพราะเงิน บ้างก็บอกว่าอยากเปลี่ยนงาน หรือหาประสบการณ์ ฉันก็อยากจะสร้างความประทับใจให้ผู้ถามโดยการตอบให้เหมือนตอนที่สอบสัมภาษณ์ครั้งแรก ปรากฎว่าทุกคนเฮกันเสียงดังเหมือนดูตลกซึ่งก็นำโดยพี่ส้มคนสวย ฉันก็แปลกใจว่ามันผิดตรงไหน อีกใจหนึ่งก็อยากแทรกแผ่นดินหนีเอาหน้าไปซ่อนชั่วคราว ยอมรับว่าอายสุดๆ
ช่วงเช้าหลังจากแนะนำตัวให้เป็นที่รู้จักของสมาชิกในทีมแล้ว พวกเราก็ถูกพาเข้าแค้มป์เพื่อทัวร์แค้มป์ ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก มองดูรถขององค์การประมาณหกคันขับเรียงแถวกันผ่านไปตามท้องถนนซึ่งผ่านหลายหมู่บ้าน มองเห็นสวนผัก และทุ่งนาตามข้างทางเขียวชอุ่มไปหมด ชาวบ้านเขาคงชินกับขบวนรถแล้ว จึงไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่ ถ้าเป็นหมู่บ้านของฉันต้องแห่กันมาดูรถเมล์สีส้มที่บรรทุกคนเยอะแยะ คล้ายกับขบวนผ้าป่า เด็กๆก็ต้องดีใจวิ่งตามรถไป
รถวิ่งมาถึงเกาะโพธิ์ เลยออกไปอีกประมาณห้ากิโลเมตร ฉันมองผ่านกระจกรถไป มองเห็นรั้วลวดหนาม มีผู้คนมากมายกำลังวุ่นวายอยู่ภายใน บ้างก็เกาะลวดหนามมองรถที่ผ่านไปมา อีกหลายชีวิตก็กำลังวุ่นวายกับการเข็นรถน้ำ รถอาหารสวนกันไปมา ใจฉันเต้นตุบๆ เพราะไม่รู้จะเจออะไรบ้าง ยิ่งตอนที่ทหารประจำประตูหน้าค่าย ขึ้นมาตรวจดูบัตรอนุญาตเข้าแค้มป์ ฉันรู้สึกหนาวๆร้อนๆชอบกลเพราะพี่แกพูดไม่ค่อยไพเราะเท่าไหร่ ใครลืมพกบัตรก็จะถูกเม้งไล่ลงรถไปเซ็นชื่อที่ตู้ยาม ถ้าใครเซ็นช้าก็ต้องเดินฝ่าดงฝุ่นและความร้อนเข้าไปที่ทำงาน ซึ่งไกลพอสมควรจากประตูใหญ่
หลังจากที่ทัวร์แค้มป์พวกเราก็ถูกส่งไปอยู่ในทีมของตัวเอง มีแอริค (Eric) เป็นหัวหน้าทีม เรามารวมตัวกันอยู่ในห้องหนึ่ง เป็นห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาพื้นเทซีเมนต์ ฝาห้องเป็นไม้ไผ่ตีเป็นซี่ๆ หลังคามุงสังกะสี มองไปทางไหนก็มีแต่ฝุ่นเกาะไปหมด บนพื้นห้องมีกองเสลดอยู่สองสามกอง หลายๆคนเริ่มทำจมูกย่นๆ สูดดมหากลิ่นที่โชยมาจากข้างนอกห้อง ฉันมองลอดหน้าต่างที่มีไม้สานขัดแตะปิดไว้ มองเห็นกองอึกองเบ้อเริ่มสองสามกอง ไม่รู้ว่าเป็นของหมาหรือของคน
"เดี๋ยวก็ชินไปเอง ไม่ต้องห่วงหรอก"
"แล้วใครมาทำไว้ล่ะครับ"
"จะมีใครล่ะ ก็พวกชาวอพยพนะแหละ"
พี่อ้น ตอบคำถามฉัน จากนั้นก็หยิบเอากระดาษแผ่นใหญ่ กับปากกาออกมาแจกพวกเราเพื่อให้ช่วยกันเขียนแผนการสอนสำหรับวันแรก บังเอิญฉันไม่ได้รับการอบรมในเรื่องนี้ เนื่องจากต้องลาไปสอบที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ก็อยากจะมีส่วนร่วมในการทดลองเขียนแผนการสอน ก็เลยลองเสนอความคิดดูบ้าง เท่านั้นแหละ เป็นเรื่อง
"โอ๊ย จะทำยังงั้นได้ยังไง ขั้นตอนนี้ต้องมาก่อน เธอนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย อ้อ! เข้าใจแล้ว เธอไม่ได้เข้ารับการอบรมใช่ไหม"
เสียงของเจ๊ส้มที่ผรุสออกมาเต็มอัตรากำลังเสียงของเธอ ทำให้หลายคนตกใจ ส่วนฉันถ้าเป็นไปได้ก็คงจะเปลี่ยนตัวเองเป็นแมลงตัวนั้นตัวนี้แทรกเข้าไปใต้พสุธาชั่วคราว พอค่อยหายใจสะดวก แล้วค่อยโผล่ออกมาเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงต่อไป แต่ก็ยังดีที่รุ่นพี่คนหนึ่งเขาอยากจะสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น จึงรีบกรีดกรายท่าอันสวยงามแบบกึ่งหญิงกึ่งชายออกมายืนหน้าห้อง พร้อมกับปรบมือสามครั้ง และจีบปากจีบคอพูดถึงประสบการณ์ที่เคยเจอในการสอนเด็กห้องเก่งสุด
"วันนั้นพี่สอนเรื่องส่วนต่างๆของร่างกาย ตั้งแต่หู ตา ปาก จมูก สอนไปเรื่อยๆ ก็มีเด็กคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม"
"ถามว่าอะไรครับพี่"
"ถามว่าขนตรงนั้นเรียกว่าอะไร บังเอิญพี่ก็ไม่ได้เตรียมศัพท์คำนั้นไป ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าเด็กจะถามซอกแซกอย่างนั้น"

                "แล้วพี่แก้ปัญหายังไงคะ"

"พี่ก็จัดการเขียน เอ็ม โอ ไอ (MOI) ไว้บนกระดาน อ่านให้เด็กฟัง แล้วก็พูดตาม เสียงดังลั่น เอ็ม โอ ไอ เอ็ม โอ ไอ อีส มอย อีสมอย"
ฟังพี่เขาเล่าพวกเราผู้ชอบคิดลึกก็หัวเราะลั่น เพราะเสียง "อิสมอย" มันไปคล้ายบางส่วนของร่างกาย ส่วนพวกที่เส้นขันอยู่ลึกก็ต้องอธิบายอยู่นานกว่าจะถึงบางอ้อ
"รู้ไหมคำว่า เอ็ม โอ ไอ สำหรับที่นี่ก็คือ พวก อ.ส. หรือทหารที่คุมผู้อพยพที่นี่ บังเอิญวันนั้น มีทหารเดินผ่านมา พี่ก็เลยให้นักเรียนหยุดท่อง วันรุ่งขึ้นก็เอาคำศัพท์ที่ถูกต้องไปบอกนักเรียน ส่วนเอ็ม โอ ไอ ก็บอกนักเรียนว่าเป็นคำศัพท์โบราณ ไม่สุภาพ เชย ไม่มีใครใช้ ถ้าใครพูดถือว่าล้าสมัยสุดๆ"
นั่นก็คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของครูที่นี่ เวลาเจอคำถามแปลกๆ หรืออาจเจอนักเรียนเก่งๆลองของครู โดยเฉพาะเด็กเวียตนามที่แสนจะฉลาด ชอบทดสอบความสามารถของครูบ่อยๆ บางครั้งก็จะหยิบโน่น หยิบนี่ขึ้นมาถามก็ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ อย่างพี่อีกคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเคยถูกเด็กหยิบเอาปรอทวัดไข้ขึ้นมาถามว่าภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เขาก็คิดไม่ออก ก็เลยทำวิธีเดียวกันกับพี่ที่เล่าคนแรก
"อันนี้หรือคะ นักเรียนพูดตามครูนะคะ หนึ่ง สอง สาม อิส อะ ปรอท  อิส อะ ปรอท"
พวกเราหัวเราะจนปวดท้องไปหมด คิดว่าคงเป็นวิธีการทำลายบรรยากาศที่เกือบจะตึงเครียดเมื่อกี้นั่นเอง เพราะหลังจากตลกสองเรื่องนี้แล้ว ทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ทุกคนได้รับรายชื่อของนักเรียนตัวเอง ห้องหนึ่งมีประมาณสิบห้าคน ฉันได้สอน 01M และ 02M คือเด็กเผ่าเมี่ยน ( เย้า ) และเป็นครูประจำชั้นห้องสูงสุด ซึ่งจะมีเด็กหลายเผ่าปะปนกัน มีเขมร ลาว ม้ง และ เมี่ยน ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ต้องมาพบฉันทุกวัน ประมาณห้านาทีเพื่อรับฟังการอบรม เช็คชื่อ ตลอดจนรับฟังข่าวสารต่างๆในแค้มป์ จะเป็นเด็กหนุ่มๆ สาวๆแล้ว ส่วนห้อง 01M เป็นเด็กเล็ก อายุ 10-12 ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ถึง จะโกหกอายุตัวเองให้สูงขึ้น โดยอาจจะแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าหาเอกสารไม่เจอ หรืออ้างว่าถูกเผาทิ้งตอนสงคราม เพื่อจะได้เข้าโรงเรียนที่นี่ และมีโอกาสไปต่อที่อเมริกาตามเกณฑ์อายุ ส่วนห้อง 02M เป็นเด็กโต แต่ภาษาอังกฤษยังไม่เก่งเลยไม่ได้อยู่ห้องสูงสุด บางคนปะแป้ง เขียนคิ้ว เขียนตา ทาลิปมาสวยเชียว
หลายคนเจอปัญหากับการเขียนชื่อโดยเฉพาะเด็กม้ง เพราะไม่รู้ว่าอันไหนคือชื่อ อันไหนคือนามสกุล แต่ฉันสบายหน่อย เพราะเด็กเมี่ยนนามสกุลจะขึ้นต้นด้วยคำว่าแซ่ อย่างเช่น ก้อยโฝว แซ่ลี, เฉ็งโฝว แซ่ว่าง บางคนที่ชอบคิดลึกก็จะหัวเราะไปเขียนไป แถมตะโกนบอกเพื่อนครูด้วยกัน ฉันก็อดขำไม่ได้เพราะถึงแม้จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่พอเทียบเป็นภาษาไทยก็ดูตลก ตัวอย่างเช่น
Vang Mai Lor                        =              ว่างไม่ล่อ
Vang Vang Lor                      =              ว่างว่างล่อ
Kao Chiew                             =              เกาเจี้ยว
Vang Moua Lor                     =              ว่างมัวล่อ               
Vang Ger Lor                         =              ว่างเจอล่อ
Vang Yer Lor                         =              ว่างเย่อล่อ
Youa Lor                                =              ยั่วล่อ
นี่คือตัวอย่างเล็กๆน้อยๆของชื่อเด็กๆที่ชวนให้หัวเราะได้ทั้งวัน พอวันรุ่งขึ้น ครูๆทั้งหลายก็ต้องขำไม่ออกเพราะเจอเด็กแต่ละคนหน้าตาน่าสงสาร แววตาใสซื่อ ไร้เดียงสายืนเข้าแถวรอคุณครูอยู่ แดดจะร้อนยังพวกเขาก็เฝ้ารอ รอบุคคลที่จะมาให้ความรู้ ให้ความสว่าง เพื่อนำทางพวกเขาให้ไปเจอในสิ่งที่ดีต่อไปในอนาคต ส่วนตัวฉันตื่นเต้นเป็นพิเศษ จะเป็นครูเขาแล้วเหรอ จะทำได้ดีไหม การเป็นผู้ให้ความรู้นั่นต้องทำอย่างไรบ้าง แต่ส่วนลึกในหัวใจบอกให้ฉันสู้ เพื่อเด็กพวกนี้ อย่างน้อยเราก็จะเป็นผู้ขัดเกลาพวกเขา มีอิทธิพลในชีวิตเขา ทำให้ดีที่สุดนะวาที  วันนั้นฉันต้องพาเด็กห้องเก่งสุด ซึ่งเป็นห้องประจำชั้น (Homeroom) ไปถ่ายรูปทำบัตรประจำตัวนักเรียนและพาทัวร์ แนะนำห้องเรียนต่างๆ ห้องครูใหญ่ ห้องครูแนะแนว ห้องเรียนพิเศษ จากนั้นก็ขออาสาสมัครสองคนเพื่อมาช่วยยกหนังสือเรียน สมุด ดินสอในตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น เพราะฉันเริ่มสอนประมาณบ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น ส่วนเก้าโมงเช้าถึงเที่ยงก็ทำงาน เตรียมการสอนและเข้ารับการอบรมที่สำนักงานในตัวอำเภอ
เด็กประจำชั้นนี้เก่งมาก ภาษาอังกฤษอาจจะดีพอเท่ากับนักศึกษามหาวิทยาลัยบางคน พูดภาษาไทยได้ชัดเจน แต่งตัวสะอาดเรียบร้อย บางคนแต่งตัวเหมือนกับหลุดมาจากแคตตาล็อก ซึ่งทราบมาว่าเสื้อผ้าสวยๆสามารถเลือกซื้อได้ที่ตลาดในแค้มป์ โดยพ่อค้าแม่ค้าหัวใสจะเอาหนังสือแคตตาล็อกมาจากตึกใบหยก และรับออร์เดอร์จากเด็กๆประมาณหนึ่งอาทิตย์ก็จะเอาเสื้อผ้ามาให้เด็ก เด็กห้องนี้จะตัวโตกว่าฉันมาก จะมีความอยากรู้อยากเห็นสูง ชอบถามคำถามแปลกๆ อ้อ!ชอบดูหนังมาก บางคนก็จะนัดแฟนไปดูวีดีโอที่พวก อ.ส. เอามาฉายเก็บเงินในแค้มป์ตอนกลางคืน บางครั้งก็ฉายหนังโป๊แบบโจ๋งครึ่มด้วย รู้สึกจะเป็นธุระกิจที่ดีมาก เห็นนักเรียนบอกว่ามีโรงหนังหลายโรง แข่งขันกันเอาหนังดีๆมาฉาย เด็กบางคนก็ไปทำงานตามโรงหนัง ทำหน้าที่เรียงเก้าอี้ เก็บตั๋ว ทำความสะอาดโรงหนัง ได้ค่าตอบแทนครั้งหนึ่งก็ยี่สิบสามสิบบาท และได้ดูหนังฟรี จำได้ว่าเคยแอบไปดูครั้งหนึ่งกับเด็กๆ โรงหนังก็จะมืดอับ ร้อนมาก ค่าดูถ้าเริ่มจากเจ็ดสีคอนเสิร์ตบวกหนังหนึ่งเรื่องคือห้าบาท แต่ถ้าไม่ดูคอนเสิร์ตก็จะถูกเก็บสามบาท
หลังจากแนะนำห้องเรียน แจกตารางเรียนให้เด็กๆแล้ว เวลายังเหลืออีกตั้งชั่วโมงกว่ารถจะมารับ เลยถือโอกาสเดินไปดูตลาดม้งกับพี่บี๋ ตลาดก็จะเป็นเพิงเล็กๆ มีแม่ม้งแก่ๆสองสามคนมานั่งปักเย็บ ปั่นเด๋าขาย ปั่นเด๋าก็คือชิ้นผ้าที่คนม้งเย็บปักด้วยมือ อาจจะนำมาทำเป็นกระเป๋า ใส่กรอบ หรือทำหมอน ชิ้นงานจะเป็นลวดลายแปลกๆบางชิ้นก็จะบรรยายถึงวัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก่อนจะเข้ามาอยู่ในแคมป์ นอกจากนั้นก็มีผ้าคลุมเตียงเย็บด้วยมือเหมือนกันโดยการนำหลากสีมาพับเก็บต่อกันทำให้เกิดลายสีที่เข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะสวยงาม ใจจริงก็อยากได้แต่ราคาค่อนข้างแพงมากสำหรับฉันตอนนั้น ก็เลยซื้อเฉพาะพวงกุญแกที่เด็กหน้าตาบ้องแบ๋วเลอะเทอะขี้มูกโป่งมาอ้อนวอนขายให้ด้วยภาษาอะไรก็ไม่รู้ก็เลยซื้อเพราะความช่างเจรจาน่ารักของเด็ก
ฉันกลับมาถึงบ้านก็เกือบมืดเพราะแวะทานข้าวก่อนและแวะซื้อจักรยานคันใหม่รู้สึกดีใจเพราะเป็นสมบัติชิ้นแรกที่ได้จากหยาดเหงื่อแรงกายของตนเอง จะขอปั่นไปทำงานอย่างสง่างาม ฉันสอนกะบ่ายเริ่มงานเก้าโมงเช้าเลิกห้าโมงเย็น ช่วงเช้าก็ทำงานในเมือง มีการอบรมต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธภาพการสอนรวมทั้งการเตรียมวัสดุอุปกรณ์การสอน ตอนบ่ายก็จะต้องเข้าไปสอนในแค้มป์ คิดถึงวันสอนวันแรก ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ นักเรียนที่ฉันต้องสอนหน้าตาจะเป็นอย่างไร เพราะว่าวันแรกไม่ได้เห็นพวกเขาอย่างชัดเจน พวกเขาจะดื้อไหม จะเข้าใจสิ่งที่ฉันจะสอนหรือเปล่า พูดกันจะรู้เรื่องไหม ฉันนั่งเตรียมแผนการสอน และอุปกรณ์ต่างๆ จนดึก คาดว่านักเรียนก็คงจะตื่นเต้น กับการเปิดเทอมวันแรกของพวกเขาเหมือนกัน
วันรุ่งขึ้นพี่บี๋ก็มาเรียกตั้งแต่เช้า ดูเขาแต่งตัวตามสบายเราก็ทำตามแบบอย่าง จูงจักรยานออกจากบ้านปั่นเคียงคู่มากับพี่เขาก็เจอคนแค้มป์เยอะแยะ แต่ละคนท่าทางมั่นใจ บางคนใส่หมวกคล้ายๆงอบ ใส่แว่นตาดำรองเท้าแตะ ครูผู้หญิงบางคนก็สูบบุหรี่ขณะขี่จักรยาน พอออกมาสู่ถนนใหญ่ โอ้โห! กองทัพจักรยานเรียงกันเป็นแถวไปตามแนวถนน มองดูเหมือนกับผู้คนในเมืองจีน พี่เคยเห็นในโทรทัศน์ จักรยานหลากสีสันขยับเขยื้อนเข้าสู่สำนักงาน จอดเรียงกันเป็นร้อยๆคันเหมือนกับโรงรถสมัยฉันเรียนที่โรงเรียนมัธยม ประจำอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
หลังจากจอดรถทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าห้องเทรน (Training Room) อันหมายถึงห้องทำงาน ซึ่งที่นี่จะทำงานกันเป็นทีมโดยมีหัวหน้าทีมเรียกว่าซุปเปอร์ไวเซอร์ ทีมฉันมีครูประมาณ 11 คน มีหัวหน้าครูคือ ซีเนียร์ 1 คน มีครูพิเศษ 2 คน พวกเขาจะมีชั่วโมงสอนน้อยกว่าคนอื่น เพื่อเอาเวลาที่เหลือไว้คอยสอนแทนครูที่ขาดหรือลาในแต่ละวัน ทีมของฉันคือ พาสจูเนียร์อังกฤษ (PASS ESL Junior) ส่วนทีมอื่นที่อยู่ในพาส (PASS ย่อมาจาก Preparation for American Secondary School) ก็คือ พาสเลข (PASS Mathematics) และพาสวัฒนธรรม (PASS American Studies) เพราะฉะนั้นโรงเรียนนี้ก็คือโรงเรียนพาส (PASS) ครูประจำวิชาที่สอนนักเรียนห้องเดียวกันก็ต้องมาเจอกันบ่อยๆ เพื่อปรึกษากันเรื่องพัฒนาการ ความสามารถของเด็กๆ บางครั้งก็จะมีปัญหาเรื่องการย้ายนักเรียนขึ้นหรือลงไปห้องที่เก่งหรือเรียนช้ากว่าเพราะเด็กคนหนึ่งอาจจะสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ดีกว่าวิชาเลข หรือวิชาวัฒนธรรม ทำให้เกิดความคิดเห็นไม่ตรงกัน ต้องหาเหตุผลมาหักล้างกันจนกว่าจะหาทางออกได้ เมื่อฉันได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น พูดโต้เถียง เสนอเหตุผลในการแก้ปัญหาต่างๆ บ่อยๆ ทำให้ตนเองเกิดความมั่นใจในการแสดงความคิด พูด และทำอะไรหลายอย่าง มีอิสระในการกระทำดังกล่าวจนกระทั่งบางครั้งลืมนึกถึงความถูกต้อง และความรู้สึกของคนอื่นรอบข้าง
วันแรกช่วงเช้า ซุปกับหัวหน้าครูก็สอนการใช้ และแนะนำอุปกรณ์การสอนบทแรกให้พวกเราดู และเน้นให้เราอย่าลืมแขวนบัตรผ่านเข้าศูนย์ รวมทั้งดูพฤติกรรมของเด็กนักเรียนในห้อง ตกเที่ยงก็ให้พักทานข้าวเที่ยง ฉันกับเพื่อนร่วมทีมก็เลยข้ามไปทานร้านฝั่งตรงข้าม ซึ่งหลังจากนั้นก็กลายเป็นขาประจำไปเลย มีเจ้าประจำสองเจ้า คือพี่ทากับพี่แดง ซึ่งช่วงแรกไม่เคยชอบแกเลย เพราะทั้งสองพูดจาได้เหมือนแม่ค้าตามตลาดเลย อาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ สมควรได้รับตะกร้อทองคำ หรือตะกร้อเพชร ซึ่งพวกเรามักจะมอบให้พวกที่ชอบคุย นินทา เม้าท์เก่งๆ เอาตะกร้าไปครอบปากบ่อยๆ  แต่สำหรับพี่ทากับแดงก็คงแสดงทุกอย่างออกมาด้วยความจริงใจ จากความรู้สึกที่ปราศจากการเสแสร้งมั้งเลยถูกยกเว้น
ช่วงบ่ายครูที่สอนกะนี้ก็นั่งรถเข้าศูนย์ซึ่งใช้เวลาประมาณสามสิบนาที ฉันนั่งกับพี่อุ้ม ครูทีมเดียวกันและค่อนข้างสนิทกันมากในช่วงแรกๆ แต่ต้องมาก็ต้องเหินห่างกัน เพราะความมั่นใจของแต่ละคน ที่มักจะปะทะคารมช่วงเสนอแนะความคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนไม่เข้าใจกันบางเรื่องความไม่ลดลาวาศอกยอมกันบางครั้งก็สามารถบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่าเพื่อนได้ ซึ่งก็เสียดายความสัมพันธ์ ความสนิทสนมที่ผ่านมา เราทั้งสองมักจะนั่งคุยกันไปตลอดทางและเกือบจะทุกวัน (ปัจจุบันก็ยังคบหา ติดต่อกันอยู่ คงเป็นเพราะวัยวุฒิ และวุฒิภาวะอารมณ์ได้รับการพัฒนาขึ้น พี่เขาเป็นเจ้าของบริษัท Crosssky International Co.,Ltd)
"ตื่นเต้นจังเลยพี่อุ้ม"
"นั่นซิ ไม่รู้เด็กที่นัดไว้เมื่อวานจะมารับหรือเปล่า"
ถึงแค้มป์ฉันก็เจอเด็กที่นัดไว้มานั่งรออยู่ ท่าทางเด็กก็ตื่นเต้นไม่เบา เดินตามฉันไปที่ห้องวัสดุอุปกรณ์ เพื่อช่วยยกหนังสือสมุด ดินสอมาแจกเพื่อนร่วมห้อง นักเรียนประจำชั้นของฉันเป็นเด็กโตจึงค่อนข้างสะอาด รู้จักแต่งตัว วางตัวค่อนข้างดีในขณะที่สองห้องที่ฉันต้องสอนน่าสงสารมาก บางคนใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดรุ่งริ่ง หน้าตาดำมอมแมม ขี้มูกโป่งสีขาวข้น ในขณะที่อีกหลายคนหน้าตาเนื้อตัวเต็มไปด้วยเกลื้อน กลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ทำให้ฉันเกิดความมานะ และตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะเปลี่ยนแปลงเด็กพวกนี้ไปในทางที่ดีให้ได้ กะเอาไว้ว่าจะไม่สวมวิญญาณครูอย่างเดียว ต้องเป็นอะไรหลายอย่างที่เด็กต้องการ จำได้ว่าหกเดือนแรกได้รับบทบาทหลายอย่างเป็นทั้งนักแสดง นักร้อง นักแปล เพื่อน ที่ปรึกษา นักกฎหมาย ตลอดจนเป็นพยาบาล บทบาทแรกที่ได้ก็คือคำว่า ครู ผู้มีหน้าที่ให้ความรู้ สั่งสอนศิษย์ ตามเนื้อหาหลักสูตรที่ได้ร่ำเรียนและได้รับการอบรมมา ต้องเป็นครูด้วยจิตวิญญาณ ดังนั้น ครูจะทำทุกอย่างออกมาจากใจ จากความรู้สึกที่แท้จริง พร้อมความตั้งใจ ไม่ใช่ทำหน้าที่ของตนไปวันๆ เพื่อแลกกันเงินเดือนที่ได้รับ หลายคนบอกว่านักเรียนของตนนั้นโง่ เรียนช้าไม่ทันเพื่อน ฉันมักจะแย้งในใจเสมอว่าเด็กทุกคนไม่มีใครโง่ เพียงแต่มีพัฒนาการในการเรียนรู้ต่างกัน อาจจะมีเหตุผลมาจากพื้นฐานทางด้านครอบครัวด้านจิตใจ และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ครูควรพิจารณาหาเหตุผลหลายๆอย่างมาตรึกตรองดู จำไว้เลยว่าครูไม่ใช่พระเจ้า ครูอาจจะโง่ ไม่รู้ไม่เห็นในหลายอย่างที่นักเรียนได้รู้ได้เห็นได้พบประสพมา นักเรียนเรียนช้าไม่เข้าใจอาจเป็นเพราะตัวเนื้อหาวิชาที่ยากหรือซับซ้อนเกินไปหรือครูอธิบายได้ไม่ค่อยชัดเจน ทำให้นักเรียนไม่เข้าใจ
"ไม่เข้าใจทำไมไม่ถาม มัวแต่นั่งอายบิดตัวม้วนไปมาอยู่นั่นแหละ" ครูคนหนึ่งบ่น
"แล้วพี่ทราบเหตุผลหรือเปล่าว่าทำไมเขาไม่ถาม ทำไมเขาขี้อาย และขาดความมั่นใจ ลองส่งไปให้ครูแนะแนวซิ เผื่อเขาช่วยได้"
ฉันชอบโรงเรียนนี้ที่เขาจะมีครูจิตวิทยาฝ่ายแนะแนว ที่คอยให้คำปรึกษาครู และนักเรียนในด้านต่างๆ บางครั้งก็มีการจัดกิจกรรมสร้างเสริมปัญญา ความมั่นใจให้เด็กร่วมทำเสมอ นอกจากนี้ก็มีแผนกสอนเพิ่มเติม คือเพื่อนช่วยเพื่อน โดยครูแผนกนี้จะคัดเอานักเรียนเก่งมาทำงานด้วยช่วงเช้าโดยองค์การจะให้เงินเดือน และข้อยกเว้นไม่โดนเกณฑ์แรงงาน การเกณฑ์แรงงานก็คือเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไปจะต้องไปช่วยเก็บขยะ ทำความสะอาดห้องน้ำ ยกอาหารเหล่านี้เป็นต้น
เด็กเรียนเก่งพวกนี้จะได้รับการอบรมพิเศษให้รู้เทคนิคการสอนการใช้วัสดุอุปกรณ์การสอนต่างๆเพื่อทำการสอนเด็กที่เรียนไม่ทันเพื่อนหรือขาดเรียน หลังจากนั้นก็จะส่งไปเรียนตามปกติ เด็กพวกนี้จะไม่เสียการเรียนเลยเพราะกิจกรรมเหล่านี้ทำกันตอนเช้า ตอนบ่ายก็กลับไปเรียนตามปกติ
อีกบทบาทหนึ่งที่ครูผู้มีใจรักในอาชีพนี้ควรเป็นก็คือนักแสดง นักร้อง ผู้ที่เข้าใจเนื้อวิชาที่จะทำการสอนอย่างถ่องแท้ มีการเตรียมพร้อม ท่องบทเสมอก่อนจะทำการสอน ช่วงไหนของเนื้อหาสามารถดึงมาทำเพลง ทำบทละครได้ก็ควรทำเพื่อไม่ให้เนื้อหาวิชาน่าเบื่อ เพราะถ้านักเรียนมองเห็นว่าเนื้อหาวิชารวมทั้งตัวครูน่าเบื่อแล้ว การสอนก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร นักแสดงที่ดีต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองเสมอ ห้องเรียนก็เปรียบเหมือนโรงละครควรมีการจัดฉากตกแต่งที่ดีด้วย เพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน ยิ่งให้นักเรียนมีบทบาทในการแสดง ตบแต่งห้องเรียน และจัดฉากด้วยแล้วเขาจะเข้าถึงบทบาทที่ครูกำลังแสดงได้ดี เพื่อนฉันบางคนสอนบทสนทนาเด็กได้สนุกมาก เพราะเขาจะใช้ตัวหุ่นหรือตุ๊กตามาประกอบ แถมทำเสียงเล็กเสียงน้อยตามบทสนทนาฟังแล้วก็เพลินดี
นักแปลก็เป็นบทบาทที่สำคัญเหมือนกันสำหรับครูสอนภาษา ศัพท์ สำนวนเนื้อหาที่ยาก ครูต้องรู้จักความหมายอย่างแท้จริง ต้องศึกษามาก่อน อันไหนไม่แน่ใจไม่ควรโมเม ครูบางคนกลัวเสียเชิงแปลมั่วๆไปก่อน ไม่กล้าบอกว่าตัวเองไม่รู้ กลัวเด็กเสื่อมศรัทธา เด็กจะขาดความไม่แน่ใจในตัวครูมากกว่าถ้าเด็กค้นคว้าด้วยตัวเองแล้วได้คำตอบที่ไม่ตรงกับครู ทางที่ดีถ้ารู้ไม่จริงครูควรบอกนักเรียนว่าขอเวลาค้นคว้าอีกนิด แล้วจะหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ นอกจากการแปลเนื้อหาวิชาแล้ว ควรจะแปลเจตนา อารมณ์และความต้องการของนักเรียนออก ครูหลายคนพยายามยัดเยียดเนื้อหาวิชาให้นักเรียนมากเกินไป อาจจะสอนไม่ทัน นักเรียนรับไม่ไหว เกิดความไม่สนใจ ง่วงเหงาหาวนอน ครูก็แปลเจตนาอารมณ์และความต้องการของนักเรียนว่าขี้เกียจ ไม่อยากเรียน ความผิดก็ตกอยู่กับนักเรียน
วัฒนธรรมและพื้นฐานของนักเรียนครูก็ควรจะแปลออก ตัวอย่างเช่น ครูคนหนึ่งไม่ทราบว่าเด็กม้งจะชอบพูดคำว่า กู แปลว่า ฉัน ถึงกับส่งเด็กไปหาครูใหญ่ให้ลงโทษทางวินัย
"หวังล่อ คำนี้ใช้ยังไง"
"กูไม่รู้ กูไม่เข้าใจ" เด็กตอบเสียงเพี้ยนๆ เพราะพูดไทยไม่ชัด ครูคนนั้นก็ถามซ้ำเพื่อความแน่ใจว่าเด็กม้งคนนี้ว่าอะไร
"เธอว่าอะไรนะ หวังล่อ"
"กูบอกว่า กูไม่รู้ กูไม่เข้าใจที่มึงถามกู"
"ว้ายตายแล้ว เธอตั้งใจพูดไม่สุภาพกับครู ไปหาครูใหญ่เดี๋ยวนี้"
ภายหลังครูคนนี้ถึงกับหัวเราะ เมื่อรู้ว่าเจตนาของเด็กคืออะไรและรู้ว่าเด็กคนนี้ภาษาไทยจำกัดมาก เขาคิดว่าคำว่า "มึง" หมายถึงคำสรรพนามบุรุษที่สอง เป็นคำสุภาพ จำมาจากในหนังที่เคยดูในแค้มป์ ครูอีกคนหนึ่งที่เกือบรายงานให้ครูใหญ่จัดการกับ "เหมยปุ๊" ที่ชอบมาสายบ่อย เพราะถ้ามาสายเกินสามครั้งถือว่าขาดหนึ่งครั้ง และถ้าขาดบ่อยๆอาจจะถูกลงโทษเก็บขยะหรือคัดคำศัพท์ แต่ครูคนนี้ก็ถึงบางอ้อ เมื่อได้คุยกับเด็กเมี่ยน (เย้า) คนนี้
"นี่เหมยปุ๊ ทำไมหนูมาสายบ่อยจ๊ะ"
"ก็หนูต้องทำอาหารให้ผัวกิน และต้องให้นมลูกกิน"
"ฮ้า หนูอายุสิบสี่มีลูกแล้วเหรอ"
นี่คืออีกตัวอย่างหนึ่งที่ครูควรจะรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มา ที่ไปของนักเรียน ชีวิตความเป็นอยู่ ครอบครัวที่บ้าน เพราะสามารถนำมาวิเคราะห์ วิจัยในการปรับการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็ก จะได้ผ่อนปรน ไม่ยึดหลักเกณฑ์ หรือกฎเกณฑ์ จนทำให้นักเรียนเสียความรู้สึก ไม่ประทับใจในตัวผู้สอน ช่องว่างก็จะเกิดขึ้น
มีเรื่องที่น่าเศร้าเกิดขึ้นเกี่ยวกับการขาดลามาสายของนักเรียนเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟัง  โดยที่นักเรียนคนนี้ให้ความไว้ใจในตัวคุณครูเจี๊ยบมวยของเรา จึงเล่าให้ฟัง ว่าทำไมถึงไม่มาเรียน เนื่องจากวันนั้นครูเจี๊ยบกำลังสอนเรื่องสถานที่ต่างๆ โดยมีรูปหนึ่งที่เป็นรูปของหาดแถวๆ พัทยา เพียงแค่ครูเอารูปติดกระดานและถามคำถามนักเรียน
“What is this? นี่คืออะไรคะนักเรียน”
“หนูรู้คะ ทะเลที่พัทยาคะ”
ไหมช่ง ยืนขึ้นและตอบด้วยความมั่นใจ ทำให้ครูเจี๊ยบงงว่าทำไมนักเรียนคนนี้ถึงรู้จักสถานที่นี้ ทั้งที่ไม่เคยไปเที่ยวที่นั่นมาก่อน จึงพยายามตะล่อมถามเอาความจริง ในที่สุดก็ได้ความว่า ไหมช่งได้แอบหนีไปเที่ยวกับเด็กผู้ชายคนไทยสี่คน พวกเขาแอบเอารถมอร์เตอร์ไซมารับไหมช่ง ออกไปเที่ยวที่พัทยา เช่าโรงแรมอยู่ด้วยกันห้องเดียวและร่วมหลับนอนผัดเปลี่ยนกันหลายคืน เสร็จก็พามาส่ง นั่นคือสาเหตุที่ไหมช่งไม่ได้มาเรียน จากนั้นไม่นานไหมช่งก็ท้อง โดยที่ไม่รู้ว่าใครคือพ่อของเด็กในท้อง ป่านนี้ลูกคงเติบโตอยู่ที่อเมริกา ซึ่งฉันก็ไม่ทราบข่าวคราวอะไรอีกเลย ฉันฟังเรื่องราวแล้วรู้สึกหดหู่ กับชะตาชีวิตของพวกเขา
ไหนๆได้เล่าก็ขอเล่าอีกเรื่องหนึ่ง ปัจจุบันถ้าผ่านไปที่เคยเป็นแค้มป์นั้น จะยังเห็นต้นยางหรือต้นอะไม่รู้สูงเด่นตระหง่านอยู่ ไม่มีใครกล้าตัด (ขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้อาจจะถูกตัดไปแล้วก็ได้ไม่แน่ใจ) เนื่องจากว่ามีหญิงสาวเวียตนามคนหนึ่งผูกคอตายที่นั่น (เด็กเล่าให้ฟังอีกแล้ว) สาเหตุเนื่องมาจากเป็นโรคเอดส์ ผู้หญิงคนนี้น่าตาสะสวย ช่วงแรกที่มาอยู่ในแค้มป์ ก็จะได้รับการเอาใจใส่และดูแลจาก………...(พูดไม่ได้ เอาเป็นว่าผู้ดูแลศูนย์อพยพบางคนก็แล้วกัน) จนเสียตัวให้พวกเขาเพราะคิดว่าจะมีชีวิตที่ดีในแค้มป์ ในที่สุดชีวิตของตัวเองก็ผกผันกลายเป็นแม่จ้าง (คนม้งหมายถึงผู้หญิงขายตัว) ขายให้ทุกคนทั่วไปที่ต้องการมาใช้บริการ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น…………(นั่นแหละ) จนตนเองได้รับเชื้อเอดส์ และผูกขอตายในที่สุด และคนในแค้มป์เชื่อว่าวิญญาณของหญิงสาวคนนี้ยังอยู่ที่นั่น เพราะวันดีคืนดีก็จะมีคนพบเห็น นี่แหละอีกหนึ่งชีวิตของคนอพยพที่ต้องมาตายในแค้มป์
บทบาทของการเป็นเพื่อนและที่ปรึกษา ก็มีส่วนช่วยให้การเรียนการสอนที่นี่ประสบผลสำเร็จเหมือนกัน เพราะบางครั้งเด็กอยากพูดอยากปรึกษาปัญหาของตนเองทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน แต่ก็หาเพื่อนที่จะมารับฟังในสภาพการณ์ในแค้มป์ หรือเรื่องที่เคยพบเคยเจอมานั้นแสนยาก จะคุยกับพ่อแม่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะบางครั้งโลกทัศน์ของลูกอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะลูกเป็นเด็กรุ่นใหม่ ได้เข้าโรงเรียน ได้พบเห็นสื่อต่างๆที่โรงเรียน บางครั้งก็ได้รับข่าวสารต่างๆจากทีวีที่เขาเปิดให้ดูตามโรงหนังเก็บเงินในแค้มป์ ครูก็ควรจะลดอายุของตัวเอง พยายามติดตามสถานการณ์ต่างๆที่เด็กวัยนี้เขาสนใจกันเพื่อจะได้คุยกับเด็กให้รู้เรื่อง เมื่อเราเข้าใจ สามารถฟังเรื่องราวได้ เขาก็จะเกิดความไว้ใจขึ้น
เด็กบางคนก็จะมีปัญหามาถามฉันมากมาย ถามถึงประเทศที่เขาจะต้องไปอยู่ ถามถึงอนาคต แม้แต่เรื่องส่วนตัวเขาก็อยากรู้ ครูหลายคนอาจจะเจอคำถามที่ไม่คาดฝันแต่ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กว่าเขาอยากรู้อยากเห็น เมื่อเด็กเขาได้คำตอบเขาก็จะพอใจ และมีเรื่องราวให้ฟังมากมาย อย่างครูสอนเรื่องเซ็กส์เอ็ดดูเคชั่นเกี่ยวกับเพศศึกษา ต้องมีการแยกหญิงแยกชายสอน ครูคนนี้สอนการใช้ถุงยางอนามัยให้เด็กชายกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นเด็กม้งผู้แสนจะไร้เดียงสา
"สมมติว่ากล้วยนี้เป็นอวัยวะเพศของเรา และนี่คือถุงยางอนามัย เราก็ใส่ไปอย่างนี้"
"ครูครับ" เด็กย่างป๋อว่าง ยกมือขึ้นถามเป็นภาษาม้ง ล่ามที่มาช่วยสอนก็แปลตามปกติ
"ผมจะใช้ได้ยังไง ในเมื่อของผมมันเล็กกว่ากล้วยตั้งเยอะ"
ครูคนนี้ได้แต่หน้าแดง จะโกรธก็ไม่ได้ ก็เลยอธิบายให้เด็กทั้งหมดฟังอย่างเปิดอก แบบเพื่อนคุยกับเพื่อนใช้ภาษาที่ง่ายๆคุยกับเด็กเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
วันแรกของการสอนครูควรวางตัวเป็นนักกฎหมาย โดยการตั้งกฎกติกาของห้องเรียน ความต้องการของครู สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ และผลที่ได้รับจากการฝ่าฝืน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การออกกฎต่างๆภายในห้องเรียนต้องสอดคล้องและไม่ขัดแย้งต่อกฎระเบียบของโรงเรียน รวมทั้งควรให้สิทธิแก่นักเรียนในการตั้งกฎกติกาภายในห้องเรียน โดยอนุญาตให้ใช้ปัจเจกความคิด แล้วใช้เสียงส่วนใหญ่ในการเลือก เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันแล้วก็ควรมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแปะไว้ข้างห้อง ถ้าใครฝ่าฝืนเด็กเขาก็จะปรามกันเอง และเด็กจะมีความรู้สึกที่ดีในการยอมรับผิด เพราะเขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งกฎระเบียบขึ้น ฉันไม่ค่อยประสบปัญหาในการควบคุมเด็กเท่าไหร่ เพราะเด็กเขาจะควบคุมกันเอง บางครั้งยังมาควบคุมฉันด้วย ฉันจะอนุญาตให้เด็กออกกฎให้ฉันด้วย เพราะคิดอยู่เสมอว่า เรายังออกกฎมากมายได้เพื่ออยากให้เด็กปฏิบัติในสิ่งที่เราต้องการ เด็กก็คงอยากให้ฉันเป็นครูตามแบบอย่างที่เขาต้องการ แต่ถ้ากฎไหนที่ฉันทำไม่ได้ก็ต้องบอกเขาด้วยเหตุผลว่าทำไม ตัวอย่างเช่น ฉันไม่ค่อยพูดภาษาไทยในห้องเรียนเพราะอยากให้คุ้นกับภาษาอังกฤษ และไม่อยากปลูกฝังนิสัยให้เด็กรอครูแปลทุกอย่างให้ เด็กก็เลยออกกฎว่า ครูต้องพูดภาษาไทยในห้องเรียนบ้าง
"อันนี้ครูคงทำไม่ได้ ถ้าไม่เข้าใจนักเรียนต้องค้นคว้าด้วยตนเอง อาจจะมาถามครูตอนพักก็ได้ ครูยินดีพูดภาษาไทยให้ หรืออาจจะใช้พจนานุกรมเองก็ได้ จำไว้เสมอว่า ถ้านักเรียนไปอยู่อเมริกา ทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษหมด ไม่มีใครมานั่งแปลเป็นภาษาไทยให้ฟัง"
ครูหลายคนมักจะมีปัญหาในการควบคุมดูแลเด็ก บางคนถึงกับบ่นว่า เด็กในศูนย์อพยพเป็นพวกไร้วัฒนธรรม โง่ ชอบดื้อด้านและต่อต้าน พวกเขาไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็กที่ผ่านความเป็นความตาย ความโศกเศร้า สูญเสีย ตลอดจนความพลัดพราก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากภัยสงคราม จึงทำให้พวกผู้อพยพมีความแข็งกระด้าง ไม่ไว้ใจ พยายามสร้างกำแพงกั้นผู้อื่นเอาไว้ ครูผู้เป็นนักกฎหมายต้องพยายามทำลายหรือปีนป่ายกำแพงนั้นเข้าไป สร้างความไว้ใจให้เกิดขึ้นแล้วทุกอย่างก็ดีเอง สิ่งไหนไม่ดี เราต้องบอกเขาด้วยเหตุและผล ปลูกฝังสิ่งที่ดีให้เขา ไม่ใช่พยายามสร้างกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติจนพวกเขาขาดความเป็นตัวของตัวเองไป ที่พวกเขาอพยพหนีข้ามน้ำ ข้ามฟ้า ข้ามภูเขามา ก็เพราะว่าพวกเขาโหยหาอิสระภาพ หนีกฏเหล็กต่างๆ มา
เด็กผู้หญิงม้งเขามักจะใส่ผ้าถุงมาเรียนหนังสือ และคิดว่าคงไม่ใส่ชั้นในอย่างแน่นอน เพราะบางครั้งขณะที่สอนอยู่ ฉันจะตกใจกับเสียงน้ำตกที่ดังมาจากข้างห้อง พอชะโงกหน้าออกไป ก็แทบช็อค เด็กหญิงม้งยืนถลกผ้าถุง ยืนถ่างขาคร่อมร่องน้ำอยู่ ปล่อยก๊อกสุดแรง มิน่า แถวบริเวณโรงเรียนถึงมีแต่กลิ่นอึ กลิ่นฉี่ บางทีสอนไปก็ต้องทนดมกลิ่นที่โชยมา ครูบางคนโชคไม่ดีก็จะเจอกองเบ้อเริ่มขวางทางเดินเข้าห้องเรียนอยู่ ครูที่นี่มีความอดทนเป็นเลิศ จะเจออะไรโหดๆมากมาย พอเจอสถานการณ์น้ำตกข้างห้องฉันก็เลยพยายามออกกฎขึ้นมา
"ถ้านักเรียนปวดท้อง อยากเข้าห้องน้ำ ต้องเข้าห้องน้ำ เพราะว่าเราไม่เข้าห้องน้ำโรงเรียนเราก็จะสกปรก พวกเราก็ต้องมานั่งดมกลิ่นเอง ยิ่งถ้าเราทำอย่างนี้ที่อเมริกา เขาจะดูถูกเอา"
ฉันก็จัดการทำกุญแจกระดาษอันใหญ่ แขวนไว้ข้างประตูเพื่อเป็นการฝึกให้เด็กมีวินัย ถ้าใครจะเข้าห้องน้ำก็ต้องมาหยิบเอากุญแจไป และต้องเอามาแขวนไว้ที่เดิม เมื่อเสร็จธุระแล้ว หลังจากนั้นฉันก็ไม่เห็นนักเรียนผู้หญิงที่ฉันสอน ทำน้ำตกอีกเลย
ฉันทำการสอนมาหลายวันก็เริ่มสังเกตเห็นลุเปียท่อนั่งเกา หว่างขาบ่อยๆ บางครั้งก็ล้วงเข้าไปข้างในแทบยกออกมาเกาข้างนอกทั้งพวง ถามไปถามมาก็ทราบว่าเป็นเกลื้อน เพราะเด็กชายบอกว่ามันเหมือนสีขาวๆที่แก้ม บทบาทพยาบาลของฉันก็ถูกนำมาใช้โดยการไปหาซื้อยามาทาให้เด็กทุกวัน ส่วนที่ลับก็ให้เด็กยืมยาไปใช้ที่บ้านแล้วเอามาคืนวันรุ่งขึ้น ฉันทาให้เด็กที่เป็นเกลื้อนในห้องทุกคน จนกระทั่งข่าวแพร่สะพัดออกไป เด็กจากห้องอื่นมายืนเข้าแถวหน้าห้องเวลาพักเรียนเป็นสิบๆคน ฉันก็เลยเลิกโครงการ และแนะนำให้เด็กไปใช้บริการได้ที่โรงพยาบาลในแค้มป์ เพราะเพิ่งรู้เหมือนกันว่าเขามีโรงพยาบาลที่นี่ แต่ก็ยังไม่วายโดนค่อนขอดจากเพื่อนร่วมงานด้วยกันว่า หว่านพืชเพื่อหวังผล ทีแรกก็ยังไม่เข้าใจหรอก มารู้ก็อีตอนที่จบไซเคิล คือหนึ่งไซเคิลจะมีหกเดือน วันสุดท้ายเด็กๆก็จะเอาของที่ระลึก อาจจะเป็นแหวน เงิน ผ้าเย็บเอง พวงกุญแจ มาให้ครู เพื่อเป็นการขอบคุณและอำลาไปอเมริกา บังเอิญฉันได้เยอะกว่าใคร จึงถูกแซวจากเพื่อนๆ
"ไอ้หนึ่งมันได้เยอะก็เพราะมันลงทุนสูง ซื้อขนมมาให้เด็กบ่อยๆ เด็กมันก็เลยรัก"
"แหมพี่ก็ลองทำดูซิว่า ถ้าซื้อขนมมาให้จะสามารถเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อครูได้"
ครูบางคนที่นี่ค่อนข้างจะใจแคบไปหน่อย พวกเขาเป็นครูที่ดี แต่บางครั้งมุมมองอาจจะแคบไปนิด แต่ฉันไม่สนใจเพราะเชื่อว่าความรักความจริงใจบวกกับความตั้งใจทำงานก็สามารถได้รับน้ำใจจากเด็กๆที่นี่ได้ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งของมาล่อ แต่ที่ทำไปเพราะอยากจะทำ อยากจะให้ เผื่อพวกเขาจะได้รู้ ได้สัมผัส ได้ลิ้มลองในสิ่งที่ไม่เคยพบพานมาก่อน ยิ่งถ้าพวกเขาไปอยู่ประเทศที่สามแล้วอาจจะเจอหลายอย่างที่แปลกใหม่มากกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละมันอาจจะเป็นเพียงแค่ความคิดของฉันฝ่ายเดียวก็ได้
ความที่นักเรียนไว้ใจและฉันให้ความสนิทสนมกับพวกเขาทำให้ทราบเรื่องราวบางอย่างที่ไม่น่าเกิดขึ้นภายในแค้มป์แห่งนี้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ครั้งแรกก็ได้มันอาจจะเกิดขึ้นมานาน อาจจะเป็นเพราะสถานภาพของคนอพยพจึงไม่มีใครกล้าพูด หรือเล่าออกมาให้ฟังอย่างชัดเจน คงเป็นแค่เรื่องเล่าปากต่อปากเท่านั้น เช่น เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ คือเรื่องของเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ซึ่งฉันก็เคยได้พูดคุย และรู้จักบ้าง เขาเป็นระดับหัวหน้าทหาร อ.ส. สามารถเข้านอกออกในแค้มป์ หรือบ้านของคนอพยพได้ และเป็นที่เกรงขามของพวกเขา ฉันไปเวียตนาม เจอกับเด็กสาวชื่อจุ๊ง ได้ฝากของมาให้หัวหน้าคนนี้ด้วย เด็กเวียตนามเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นแฟนกัน แต่อีกกลุ่มก็จะเล่าให้ฟังว่าหัวหน้าคนนี้ชอบพาเด็กผู้ชายไปนอนด้วยที่แค้มป์ ฝากตรงข้ามของถนนเกาะโพธิ์  ก่อนนอนก็จะชวนเด็กดื่มเบียร์ และฉายหนังโป๊ให้ดู พอเด็กดื่มเบียร์ได้สักพักก็รู้สึกง่วงนอน และก็มีเรื่องราวบนเตียงเกิดขึ้นหลังจากนั้น พวกเด็กเวียตนามจะรู้ดี อันนี้จะเท็จจริงอย่างไรก็คงไม่ทราบ เป็นแค่เพียงเรื่องเล่าเท่านั้น เจ้าหน้าที่คนนี้ชื่อเหมือนกับดาราตลกอมตะชื่อดังของฝรั่งตั้งแต่สมัยหนังขาวดำ ไม่มีเสียง พระเอกคนนี้จะมีหนวดหย่อมหนึ่งใต้จมูก ตอนแรกก็คิดว่าเป็นแค่เรื่องเล่า แต่บังเอิญวันหนึ่งได้มีโอกาสไปบ้านของเก๊าว่าง
“ครูครับ ผมขอโทษที่ไม่ได้ไปโรงเรียน”
“ทำไมหรึ”
“เมื่อวานผมไปดื่มเบียร์กับหัวหน้า….”
“ผมตกใจมากเลยครับครู รู้สึกว่าหลังจากดื่มได้สักสองสามแก้ว ผมก็รู้สึกเมาและง่วงมากจะขอกลับ แต่เขา….”
“ทำไมหรึ เขาทำอะไรละ”
“เขายืนขวางประตูไว้ ใส่แต่กางเกงในสีขาวตัวเดียว และให้ผมช่วยทำ…..ให้”
“ผมไม่ยอม ร้องไห้ทั้งคืน จนเขายอมมาส่ง ผมเหนื่อยและง่วงมากจึงไม่สามารถไปโรงเรียนได้”
หลังจากนั้นครอบครัวของเก๊าว่าง ก็แอบหนีออกจากแค้มป์ ไปอยู่ที่ถ้ากระบอก สาเหตุก็คือพ่อของเขาไม่อยากไปอยู่อเมริกา เขาหนีออกไปตอนเช้าตรู่ โดยการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ที่มักจะทำธุรกิจแบบนี้ โดยคิดค่าขนของและพาหนีออกจากแค้มป์ 2000-2500 บาทแล้วแต่จำนวนคนและเข้าของที่ต้องขนไป
บทบาทของครูที่นี่มีมากมายหลายอย่างเกินที่จะเอื้อนเอ่ยให้หมดไปได้ มีทั้งหน้าที่ล่าม พ่อครัวแม่ครัว นักร้องนักเต้น เยอะแยะไปหมดบางครั้งอาจจะกลายเป็นคนบ้าที่บางคนอาจจะซึมเอาเข้าไปในสายเลือดโดยไม่รู้ตัว กล้าพูดกล้าทำมากขึ้น เอามาใช้กับเพื่อนๆจนลืมคำว่า "เกรงใจ" บ้างก็มี อย่างตัวฉันเองก็เคยเจอช่วงที่อยู่กับพี่แกละ บ้านของเราเป็นบ้านหลังเล็กๆมีห้องนั่งเล่นก่อนเข้าไปถึงห้องนอน ซึ่งเรานอนด้วยกันบนเตียงตลอด ก็เพราะว่ามันมีเตียงเดียว อยู่ด้วยกันสักสองเดือนพี่เขาก็เริ่มมีแฟนเป็นครูสอนหนังสืออยู่กะเช้าเหมือนกัน ส่วนฉันอยู่กะบ่าย กลับมาตอนเย็นๆสังเกตเห็นที่นอนว่า เอะ ทำไมมันยับยู่ยี่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ ซึ่งความรู้สึกก็เป็นจริงจนได้เมื่อครูสาวคนนี้มาหาพี่แกละตอนเช้าทุกวันเสาร์ และอาทิตย์ ก็เป็นอันว่าทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ฉันไม่ต้องอยู่บ้าน เพราะเวลาหล่อนมาถึงก็จะกระโดดขึ้นบนเตียงล้มตัวลงนอนบนที่นอนของฉันอย่างหน้าตาเฉย ก็ไม่อยากจะจินตนาการต่อว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป บางวันฉันยังไม่ตื่นเลย ต้องถูกปลุกขึ้นมา อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ออกจากบ้านไป เพื่อเสียสละเตียงนอนให้เขาทั้งสอง ที่ฉันไปก็จะมีสองแห่งถ้าไม่ไปบ้านพี่มิ่งก็คงไปบ้านพี่บี๋
"เฮ้ย ไอ้หนึ่ง เอ็งทำไมมาหาพี่แต่เช้าเลย ยังไม่ได้อาบน้ำเลย"
"ก็ถูกไล่ออกจากบ้านมา"
"ฮ้า ไอ้แกละนะเหรอ ที่ไล่เอ็งออกจากบ้าน"
"ไม่ใช่ ก็แฟนเขามาอีกแล้ว ก็คงนอนบนเตียงกันต่อ"
"เอ็งก็เลยเป็นผู้เสียสละผู้ยิ่งใหญ่ว่างั้นเถอะ"
"ผมก็ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกัน เนี่ยะ ถ้ากลับไปก็คงต้องไปทำความสะอาดเตียง บนหมอนผมก็มีแต่ผมร่วงอยู่ และบนเตียงก็มีแต่ขนอะไรไม่รู้ หยิกๆงอๆอยู่"
พี่มิ่งฟังแล้วก็หัวเราะพร้อมกับเดินหัวยุ่งหัวยีเข้าห้องน้ำไป ฉันก็เลยต้องปลุกพี่อุ้มที่นอนอยู่ลุกขึ้นมาคุยด้วย
สองอาทิตย์ต่อมา พี่แกละก็ย้ายออกจากบ้านไปอยู่กับครูผู้หญิงคนนั้น รู้สึกว่าตรงกับวันสิ้นเดือนพอดี เขาทั้งสองช่วยกันขนของ โดยไม่คิดว่า ต่อไปฉันต้องจ่ายค่าบ้านคนเดียวในเดือนต่อไป
"พี่คิดว่าขาวคงจะย้ายมาอยู่กับหนึ่งนะ"
"ไปก่อนนะหนึ่ง ต่อไปเธอก็คงไม่ถูกแย่งที่นอน และไม่ต้องมาทำความสะอาดเตียง และคอยเก็บเส้นผมของฉันอีก"
ฉันฟังแล้วรู้สึกหน้าร้อนผ่าว เลยทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าคำพูดบางคำอาจจะสามารถทำร้ายคนบางคน ตลอดจนความเป็นเพื่อนลงได้ ทั้งที่เราไม่ได้เจตนา บางสิ่งบางอย่างก่อนเล่าให้ใครฟังก็ควรพิจารณาไตร่ตรองเสียก่อนว่า มันจะย้อนมากระทบเราทีหลังหรือเปล่า แต่ถ้าคิดจะเล่าให้คนอื่นฟังก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับผลของมันไม่ว่าจะออกมาในแง่บวกหรือลบ เรียกว่าต้องกล้าเผชิญกับความจริงนั่นแหละ พ่อเคยบอกฉันว่ามีสองสิ่งที่สูญเสียมันไปแล้วไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ นั่นคือโอกาส และคำพูด เสียไปแล้ว ก็เสียไปเลย ย้อนอดีตไปแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว
ช่วงอยู่กับพี่ขาวก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะแกเป็นคนใจเย็น มีน้ำใจ ทุกเย็นก็จะออกไปทานข้าวด้วยกัน แกสอนเด็กกะเช้า เป็นม้งที่แต่งงานแล้ว ผู้ชายไม่ค่อยมีปัญหา จะมีก็เฉพาะผู้หญิง ซึ่งบางคนก็ท้องโย้ บางคนก็มีลูกเล็กๆ ถึงเวลาก็จะมีแม่ม้งแก่ๆเอาลูกม้งตัวแดงมาขอกินนม ความที่พวกผู้หญิงไม่เคยเจอระบบการเรียนการสอนมาก่อนจึงมักทำให้การเรียนการสอนล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนการสอนที่ถูกวางไว้ พี่ขาวแกก็มักจะเจอปัญหานี้เช่นกัน แกชอบมาบ่นให้ฟังเสมอ
"พวกแม่ม้งเนี๊ยะ ทั้งโง่และทั้งขี้เกียจ เวลาให้ทำกิจกรรมในห้องเรียน ก็เชื่องช้าอืดอาด"
ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยให้ใครมาว่าฉันโง่ (แต่ก็ชอบว่าคนอื่นบ้างเหมือนกัน) และไม่อยากให้คนอื่นถูกว่าโง่ เมื่อมาได้ยินก็เริ่มหงุดหงิด แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งพี่ขาวไป เพราะเขาย่อมมีสิทธิและเหตุผลที่จะวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น แต่ฉันมักจะคิดเสมอว่าไม่มีใครโง่หรอก การไม่รู้ไม่ใช่เป็นการโง่ เรื่องอื่นเขาอาจจะฉลาดกว่าก็ได้ ยิ่งพวกแม่ม้งเขาผ่านความเป็นความตาย และเรื่องอื่นๆมาแล้วมากมาย ถ้าเขาโง่ เขาคงไม่มีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ เขาอาจจะไม่มีประสบการณ์ หรือทักษะในการเรียนมาก่อน แต่ที่พวกเขามีมากกว่าคือประสบการณ์ชีวิต นึกถึงเรื่องที่วาสนาดี เด็กลาวเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ตอนที่หนีมาจากประเทศลาวก็อดจะสงสารไม่ได้
"ผมชื่อวาสนาดีนะครับครู แต่ไม่เห็นเหมือนชื่อเลย"
"ตั้งใจเรียนให้มากซิ แล้วจะได้ดีในอนาคต เออ..ว่าแต่เธออพยพมาเมืองไทยได้อย่างไร"
"อ้อ! ผมนั่งแพมากับครอบครัว มากันหลายคน มาถึงเกาะกลางแม่น้ำโขง ทหารไทยไม่ยอมให้ขึ้นฝั่ง ก็เลยค้างอยู่บนเกาะหลายคืน ไม่มีอะไรกิน ก็เลยไปถอนเอาหน่อของต้นอ้อมาต้มกิน อร่อยมากเลยครู แต่วันรุ่งขึ้นท้องเสียกันหมดเลย"
ฟังเรื่องนี้ ฉันรู้สึกรักเมืองไทยขึ้นเป็นกอง และขอบคุณรัฐบาลไทยที่สามารถประคับประคองประเทศมาได้จนถึงทุกวันนี้โดยปราศจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขไม่ต้องหนีร่นไปทางไหนเหมือนกับเด็กๆพวกนี้
"แต่ผมเจอโหดมากกว่านี้อีกครู"
บัววันท่อ เด็กม้งที่นั่งฟังอยู่ก็อยากเล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองบ้าง ฉันจึงปล่อยโอกาสให้เด็กเล่าทุกสิ่งทุกอย่างออกมาเต็มที่ นี่กระมั้งทุกวันฉันจึงมีเด็กมานั่งล้อมหน้าล้อมหลัง จนอาจารย์ (ครู) บางคนรู้สึกอิจฉา บางคนก็ถามฉันตรงๆว่า ฉันเป็นม้งหรือเปล่า ถึงทนกลิ่นเหม็นสาปของเด็กๆได้ดี บางครั้งก็กินอะไรก็ไม่รู้ที่เด็กหยิบยื่นให้ สกปรกจะตาย อาจจะเป็นเพราะฉันเป็นเด็กบ้านนอกมาก่อน จึงไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่ฉันได้ทำลงไปนั้น ได้สร้างความไว้ใจ มั่นใจให้เกิดขึ้นกับตัวเด็ก เด็กจะกล้าแสดงออก ไม่อายในห้องเรียน ทำให้การเรียนการสอนราบรื่นไม่ค่อยมีปัญหา เด็กสามารถกอดคอ ถูกเนื้อต้องตัวฉันได้ เมื่อเด็กมีความไว้ใจ มั่นใจในตัวฉันแล้ว การสร้างกฎระเบียบของห้องเรียนก็ง่ายขึ้นเพราะฉันจะแอบแทรกมันลงไปโดยที่เด็กไม่รู้ตัว เช่นบอกว่าบางครั้งการถูกเนื้อ ต้องตัวกันในบางประเทศ หรือในบางสถานที่ก็ทำไม่ได้ เราต้องดูความเหมาะสมเป็นที่ตั้ง
"ตอนที่ผมอพยพมานั้น ผมอายุประมาณ 5 ขวบ ตอนกลางคืนพวกผู้ใหญ่ก็จะแอบเอาเงินเอาทองไปฝัง"
"เอ้า ทำไมล่ะ"
"พวกเขากลัวเจอทหารกลางทาง และถ้าไปอยู่อเมริกาค่อยกลับมาเอาทีหลัง"
"แล้วจะหาเจอได้ยังไง"
"ก็ทำลายแทงเอาไว้"
ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าเท็จจริงแค่ไหน แต่ดูหน้าของบัววันแล้วก็คงจะจริง เพราะยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าเด็กจะโกหกไปทำไม
"เวลาเราเดินทางนะครู ต้องเดินตามป่า ส่งกองหน้าล่วงหน้าไปก่อนสองสามคน ถ้าเขากลับมา เราก็เดินทางต่อไป"
"เอ้า แล้วถ้าพวกเขาไม่กลับมาล่ะ"
"ก็มีสองกรณี ถ้าไม่ถูกฆ่าตาย ถูกจับ ก็หลงทาง"
"แล้วพวกเราทำยังไงต่อ"
"ก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางใหม่"
หลากหลายชีวิตคงเผชิญกับความยากลำบากช่วงที่อพยพกันมา บางคนอาจถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ หรือตายไปก่อนที่พวกเขาจะเข้ามาถึงเมืองไทยก็ได้ มิน่าพวกเขาถึงได้แข็งแรงกัน เพราะช่วงเย็นๆที่บ่อน้ำข้างโรงเรียน มักจะมีเด็กผู้หญิงผู้ชายมาออกันเต็ม เพื่อรอตักน้ำไปไว้ใช้ที่บ้าน ซึ่งก็ไกลพอสมควร
ก็เพราะบัววันท่อนี่แหละที่ทำให้ฉันย้ายออกจากบ้าน ทิ้งพี่ขาวให้อยู่คนเดียว อาจจะเป็นเพราะความโกรธ อารมณ์ชั่ววูบก็เป็นได้ พี่ขาวเขาต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเอง คนเราก็เป็นกันอย่างนี้แหละ มิน่าเขาถึงบอกว่า คิดก่อนจึงทำ ถ้าทำแล้วคิดทีหลัง สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขได้ การไม่รู้จักระมัดระวังคำพูด อารมณ์ของตัวเอง อาจจะทำร้ายคนหลายคนได้จำได้ว่าวันหนี่งบัววันท่อมาหา ด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนเหงื่อ ผมเผ้ายาวรุงรัง กลิ่นตัวเหม็นหึ่งเชียว
"ไปทำอะไรมาหรือ"
"อ้อ! ไปหาบน้ำให้พี่สะใภ้"
"ดีนะ ขยันดี เอครูว่าผมเรายาวแล้วนะ"
"อยากตัดเหมือนกัน แต่ว่าไม่มีเงินจ่ายค่าตัดผม"
"เดี๋ยวพรุ่งนี้มาหาครูก็แล้วกัน"
พอกลับบ้าน ฉันก็รีบเขียนจดหมายเล็กๆขึ้นหนึ่งฉบับ เนื้อความก็เป็นการสอนเด็กให้ประพฤติปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี และขอร้องไม่ให้บัววันท่อบอกใครว่าฉันให้เงิน 20 บาท เพราะไม่อยากให้เด็กคนอื่นรู้ กลัวจะเหมือนกับตอนที่ฉันทายาแก้เกลื้อนให้เด็ก กลัวเด็กมายืนต่อคิวขอเงินจากฉัน ก็ไม่รู้หรอกนะว่าในความคิดคนอื่นจะว่ายังไง คิดอยู่อย่างเดียวว่าอยากจะให้ เพราะนึกถึงตัวเองตอนเรียนมหาวิทยาลัย ลำบากขนาดไหน อยากทำอะไรก็ไม่ได้ ขาดปัจจัยที่ทรงอำนาจมาจับจ่ายใช้สอยเหมือนกัน
พอเขียนจดหมายเสร็จก็จัดการพับใส่ซองพร้อมกับเงินที่เตรียม ก็มีอันต้องตกใจ เมื่อพี่ขาวที่แอบยืนอ่านจดหมายอยู่ข้างหลังและพูดไม่ถูกใจ ฉันหันไปมองด้วยอารมณ์ไม่พอใจ แต่ฝืนยิ้ม ไม่อยากสร้างบรรยากาศให้ตึงเครียด พี่แกมองหน้าพร้อมกับยิ้มอย่างผู้ที่รอบรู้และเต็มไปด้วยประสบการณ์
"โอ้โฮ... ให้ทำไม เด็กพวกนี้มันฉลาด อ้อนครูเก่ง หนึ่งรู้ไหม พวกม้งพวกนี้ ถ้ามันไม่มีญาติอยู่ที่อเมริกาส่งเงินมาให้มันใช้กัน มันก็อยู่ในแค้มป์ไม่ได้หรอก อดตายแน่เลย"
ฟังแล้วก็รู้สึกรำคาญใจเป็นที่สุด สะดุดกึกลงกลางใจ จำเป็นต้องฝืนยิ้ม ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เฉไฉแกล้งคุยเรื่องอื่นไปเรื่อยๆ จนพี่เขาเบื่อก็ออกไปวิ่งตามปกติ ส่วนฉันก็นั่งฟังเพลง ทำอะไรไปเรื่อยเปื่อยในใจก็คิดถึงแต่วันพรุ่งนี้ ว่าจะได้ช่วยเหลือคนเสียที ไม่นึกและสนใจว่าผลจะออกมาอย่างไร คิดว่าได้ทำดีแล้ว
อยู่กับพี่ขาวก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เพราะแกชอบสอนอยู่แล้ว ทุกเรื่องภายในแค้มป์ อ้อ คงไม่ใช่ทุกเรื่อง เอาเป็นว่าบางเรื่องก็แล้วกัน อย่างเช่นหนังที่ฉายบ่อยๆที่โรงหนังพระรถรามา เป็นหนังที่ปลุกอารมณ์อย่างดี ฉันก็ตามเขาไปครั้งแรกชื่อเรื่อง หมวยใหญ่อะไรสักอย่าง ดูไปก็ตื่นเต้นไป  เรียกว่าเอากันตลอดทั้งเรื่อง พอเดินออกมาแทบลมใส่ เพราะคนที่ไปดูไม่มีผู้หญิงเลย มีแต่กรรมกรหน้าตาน่ากลัวทั้งนั้น นี่ขนาดน่ากลัวฉันยังตามไปตั้งหลายครั้ง อาจจะติดใจหรืออยากเรียนรู้ตามประสาหนุ่มๆ
วันหนึ่งกำลังนั่งดูหนังอยู่เพลินๆ ก็รู้สึกมีอะไรหยุกหยิกที่ขา ตอนแรกก็นึกว่ามีคนพิเรน กำลังลูบไล้ขาฉันอยู่ ก็เลยคว้ามับเข้าให้ ที่ไหนได้เป็นแมลงสาบตัวเบ้อเริ่ม อารมณ์ตกใจเลยขว้างไปข้างหน้าอย่างแรง พลันฉันก็ได้ยินเสียงร้องกรี๊ดจากผู้หญิงที่นั่งข้างหน้า บังเอิญเจ้าแมลงสาบตัวนั้นหล่นลงไปในส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหล่อน ฉันก็ได้แต่ขำในใจ นั่งทำเฉย แต่ก็แปลกดีที่หนังประเภทนี้ก็ยังมีผู้หญิงมาอุดหนุน
เจอเหตุการณ์อย่างนี้ฉันก็ยังไม่เข็ด แม้แต่หนูตัวเบ้อเริ่มก็ยังเคยวิ่งผ่านเท้าฉันไป ลองคิดดูซิว่า สภาพของพระรถรามาจะเน่าอย่างไร เผลอๆ อาจจะมีงูอาศัยอยู่ก็ได้ อึ๋ย! นึกแล้วขนลุก เกือบเอาชีวิตไปทิ้งแล้วไหมล่ะ
มีวันหนึ่งก็มีเหตุให้ต้องหลบไปอยู่ในโรงหนัง เนื่องจากมีพี่คนหนึ่งเขาขอไปนอนด้วย ถ้านอนด้วยเฉยๆก็คงไม่มีปัญหาอะไร กลัวโดนปล้ำ เหตุที่ทำให้คิดว่าเขาเป็นเกย์ก็เพราะตอนกลางวันเขาพาไปที่ห้องพักที่เขาเช่าอยู่ เราก็ดันใส่กางเกงขาสั้นไป
"ขาของน้องขาวดีนะ เหมือนผู้หญิงเลย"
พูดเฉยๆก็คงไม่ว่ากัน แต่นี่ดันล้วงลึกเกินไป ฉันตกใจมากก็เลยเดินจะหนีห่าง พี่เขากระโดดขึ้นเตียง ดึงมือไว้แน่น
"อุ้ย มือไม้สั่นเป็นเจ้าเข้าทรงเลย"
"พี่อย่านะครับ ผมไม่เคย"
"ไม่เคยเดี๋ยวพี่สอนให้"
ลืมบอกไปว่าพี่คนนี้เป็นครูสอนวิชาเลข มาตอนแรกๆฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นเกย์ เพราะท่าทางเขาแมนทั้งแท่ง หน้าตาใช้ได้ ข่าวล่าสุดที่ทราบมาตอนนี้เขาเป็นสจ๊วตอยู่การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า
คนเรานั้นดูกันที่หน้าตารูปร่างไม่ได้จริงๆ วันเวลาเท่านั้นจะเป็นตัวกระชากหน้ากากของคนให้รู้ว่าใครเป็นยังไง แต่บางรายกว่าจะรู้ก็สายไปเสียแล้ว อย่างกรณีนี้กว่าจะรอดมาได้ก็เหนื่อยแทบตาย
"เดี๋ยวคืนนี้อยู่บ้านหรือเปล่า ขาวเข้ากรุงเทพฯหรือเปล่า พี่จะไปหาประมาณสองทุ่ม"
กลับมาถึงบ้านก็เริ่มปวดหัว คิดไม่ออกว่าควรจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ก็เลยปั่นจักรยานสองสามรอบผ่านตลาด ผ่านบ้านวนอยู่อย่างนี้ จนตาไปปิ้งเอาพระรถรามาเข้าอย่างจัง ก็เลยรู้ว่าจะทำอย่างไร
ก่อนสองทุ่มก็ตีตั๋วเข้าไปดูหนังสองเรื่องควบ เรื่องแรกชื่อเรื่องกะสือกัดปอบ เรื่องที่สองชื่อมนต์รักลูกทุ่ง ดูแล้วสนุกมาก หลับๆตื่นๆตลอดเวลา อากาศข้างในก็ร้อนแสนร้อนก็ต้องทนอยู่จนเที่ยงคืน หนังจบเดินออกมามีคนดูประมาณ 10 คน แต่ก็คุ้มที่พ้นปากเหยี่ยวปากกาได้สำเร็จ
พอเล่ามาถึงเรื่องนี้ก็อยากเล่าอีกหลายเรื่อง เอาเรื่องหอพักเจ๊ลั๊งดีกว่า หอนี้เป็นหอที่สอง หมายถึงเป็นหอที่ย้ายมาอยู่หลังจากออกมาจากบ้านที่เคยอยู่กับพี่ขาว ฉันอยู่ชั้นสาม แต่บางครั้งก็ต้องลงมาอาบน้ำชั้นหนึ่ง เพราะวันดีคืนดีน้ำชั้นที่ฉันพักอยู่ก็ไม่ไหลเอาดื้อๆ ฉันรู้จักพี่ๆที่ทำงานแค้มป์หลายคนที่พักอยู่หอเดียวกัน มีคนหนึ่งชื่อรัตน์มักจะชอบเม้าท์เจ้าของหอ เพราะไม่ค่อยถูกกัน หล่อนโดนเจ้าของหอด่าเอา เพราะว่าได้สร้างวีรกรรมไว้ โดยการต้มไข่ทิ้งไว้ แต่รีบไปทำงานแต่เช้าก็เลยลืมถอดปลั๊ก เจ๊เดินตรวจความเรียบร้อยเห็นควันลอยออกมา แถมได้กลิ่นไหม้อีก เจ๊แกรีบใช้กุญแจสำรองเปิดประตูดู เห็นไฟไหม้เก้าอี้อยู่ก็เลยดับไว้ ทัน แกโกรธมากเรียกพี่รัตน์ไปทำทัณฑ์บนเอาไว้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีกจะไล่ออก และยึดเงินค่าประกันทั้งหมด
มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ยังลืมไม่ลงที่หอพักนี้ วันดีคืนดีก็จะได้ยินเสียงน้ำตกจากชั้นสามลงมาถึงชั้นหนึ่ง เพราะว่ามีใครบางคนได้เปิดน้ำทิ้งไว้ตลอดคืนจนล้นออกมาท่วมข้าวของเสียหายหลายชิ้น เจ๊ลั้งก็จะบ่นจนปากเปื่อยปากแฉะ ฟังจนหูดับตับไหม้ แต่พอได้รับเงินค่าหอพักก็จะหยุดบ่น นี่แหละนะที่เขาเรียกว่าอำนาจเงิน
ขอวกมาเล่าเรื่องของพี่รัตน์อีกครั้ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำอีก คือว่าที่หอพัก มีตู้เย็นกลาง ที่ทุกคนต้องใช้  มีเพียงตู้เดียว แต่ละคนก็จะยัดสิ่งของต่างๆเข้าตู้จนแทบทะลักออกมา ถ้ามันมีชีวิตคงร้องไห้และกรี๊ดไปหลายตลบในนั้นมีทั้งอาหาร ผลไม้และน้ำ วันหนึ่งแกกลับมาจากทำงานก็คงหิว แอบรินน้ำจากขวดใครก็ไม่รู้มาแก้วหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็เลยเจอดี มีโน้ตในกระดาษเล็กๆแปะไว้อยู่ตรงประตูตู้เย็น ลักษณะลายมือบ่งบอกถึงความตั้งใจ ความปรานีต บรรจงของผู้เขียน เพราะว่าสวยเรียบร้อย เหมือนกับถูกอาจารย์บังคับให้คัดไทยมา กระดาษที่ใช้เป็นสีชมพูตัดขอบตัดริมเสียสวยหรูเริด แถมมีสติคเกอร์รูปหัวใจสีแดง แปะรายล้อมบอกห้องไว้ด้วยข้อความก็มีอยู่ว่า
“เมื่อคืนดิฉันกลับมาจากบ้านเพื่อน เปิดตู้เย็นดูเพื่อจะกินน้ำเพราะว่าคอแห้งมาก ปรากฏว่าน้ำของดิฉันหายไปประมาณหนึ่งแก้ว ยอมรับว่าผู้ขโมยเสียมารยาทมาก กรุณาซื้อมาคืนด้วยค่ะ” ขอบคุณมากค่ะ

จากห้อง 304

พอพี่รัตน์แกเห็นเข้าถึงกับช็อคกับภาษาที่แสนเรียบร้อยและสุภาพอ่านแล้วทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ตะขิดตะขวงใจ จึงค่อย ๆ บรรจง เดินอย่างเชื่องช้าลงมาเบื้องล่าง คว้าจักรยานออกมาจากมุมตึก ปั่นตรงไปที่ตลาด เพื่อซื้อน้ำมาใช้คืนเขา 6 ขวด พอมาถึงห้องก็พยายามคิดภาษาที่จะเขียนเรียบเรียงออกมาให้สวยหรูเท่าที่จะทำได้ และที่สุดก็ปิ๊งออกมา
“เมื่อคืนดิฉันได้เสียมารยาทมาก ที่ขโมยน้ำคุณดื่มนิดหนึ่ง นิดเดียวจริง ๆ เพราะความกระหายจึงต้องขอโทษด้วยและดิฉันจึงได้ซื้อน้ำมาคืนคุณหกขวดซึ่งมากกว่าที่ดื่มของคุณไปตั้งสิบกว่าเท่า หวังว่าคุณคงพอใจ เข้าใจและให้อภัยดิฉันนะค่ะ”

ขอบคุณมากค่ะ

จากห้อง 301

เขียนเสร็จหล่อนก็เอาน้ำไปวางไว้ที่หน้าห้อง 304 โดยไม่สะทกสะท้านใดๆ  สะบัดหน้าเดินกลับห้องด้วยความสะใจ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นี่แหละความแปลกและแตกต่างของคนทำงานในแค้มป์กับคนพื้นที่ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในวงสังคมของพวกเรา คนที่มาทำงานที่นี่ถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจก็จะมาเก็บเกี่ยวเอาที่นี่ และเพิ่มพูนความมั่นใจให้ตัวเองอย่างพอดีพองาม ส่วนคนที่พกพาความมั่นใจมาด้วยก็จะรับได้เร็วและเพิ่มเข้าไปให้ตัวเองจนมันล้นเอ่อออกมา พวกเราจะเรียกพวกนี้ว่า “โอเวอร์คอนฟิเด้น” (Over confident) ก็คงเหมือนกับน้ำที่เต็มตุ่มอยู่แล้ว ถ้าเติมเข้าไปอีกก็จะล้นออกมา บางครั้งก็สูญเปล่า แต่ถ้าต้นหญ้าอยู่ใกล้ก็จะได้รับประโยชน์จากน้ำนั้น เจริญงอกงามได้ต่อไป พูดถึงเรื่องการเขียนข้อความของพี่รัตน์ก็ทำให้นึกถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องพักครูในศูนย์อพยพ ซึ่งเป็นที่พักผ่อนหรือเตรียมการเรียนการสอนเวลาว่าง แต่ที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือเป็นที่สำหรับการเม้าท์ จะบอกว่าเป็นการผิดหลักวัตถุประสงค์ก็คงไม่ใช่ เพราะโรคเม้าท์ (การพูดถึงคนอื่น) เกิดขึ้นได้ทุกที่และแพร่ระบาดได้เร็วมาก ถ้าเกิดว่าความร้ายแรงเหมือนโรคเอดส์ ป่านนี้โลกก็คงร้างไปนานแล้ว เหตุที่บอกว่าเป็นสถานที่เม้าท์ก็เพราะแวะมาทีไรก็เห็นพวกคุณครูนั่งกิน นั่งทำงานนั่งเม้าท์กันอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเก่งมากเพราะทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้ บางครั้งถ้าแอบย่องมาก็จะได้ยินเรื่องของตัวเองเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินบ่อยๆ เพื่อนฉันเคยบอกว่าเวลามานั่งห้องนี้อย่าเผลอลุกไปไหนเด็ดขาด เพราะว่าคนที่จะถูกเม้าท์เป็นรายต่อไปก็คือตัวเราเอง เรียกว่าเม้าท์แบบระยะเผาขนก็ว่าได้
เอาละทีนี้มาเม้าท์เรื่องของครูในทีมของฉันดีกว่า ก็คงหนีไม้พ้นพี่เจี๊ยบมวย เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวลำใย ซึ่งราคาค่อนข้างสูงมากที่ตลาดพนัสนิคม คงเป็นเพราะว่าเดินทางมาไกล พี่เจี๊ยบของเราที่แสนจะประหยัดก็อุตสาห์ แคะกระปุกเจียดเงินที่สะสมเอาไว้นานมาก้อนหนึ่ง เพื่อซื้อลำใยตั้งหนึ่งกิโลกรัม แล้วหิ้วไปในแค้มป์ พอลงจากรถรับส่งพนักงาน พี่แกก็รีบตรงไปที่ห้องพักครู บรรจงแกะถุงพลาสติกออกด้วยความตั้งใจ (ซึ่งมีมากกว่าตอนที่หล่อนเตรียมอุปกรณ์การสอนเสียอีก) เด็ดลำใยลูกสีน้ำตาลออกมาแกะเปลือกออกหนึ่งลูก เรียกว่าทำอย่างนุ่มนวลแบบว่ากลัวมันจะช้ำ มองเห็นยวงข้างในน่ากินยิ่งนัก ลูกแรกผ่านไป ลูกที่สองตามมา หล่อนเคี้ยวอย่างเชื่องช้าประดุจว่าจะเก็บเอาความฉ่ำหวานของลำใยไว้นานแสนนาน ลูกที่สามกำลังจะตามมาแต่ต้องวางไว้ที่เดิม เพราะเสียงกริ่งสัญญาณเตือนให้เข้าห้องสอน ดังลั่นจนแสบหู หล่อนรีบวิ่งไปที่ห้องเรียน ทิ้งลำใยเกือบกิโลกรัมไว้บนโต๊ะ โดยไม่ได้คาดคิดว่าจะมีใครกล้า บังอาจมาแตะต้องลำใยของแก แต่ผิดคาดเพราะว่าหลังจากสอนเสร็จ ก็รีบกลับมา ตั้งใจว่าจะมาจัดการกับเจ้าลำใยที่ราคาแสนแพงให้หมด ต้องตกใจจนแทบเป็นลมเพราะว่าสิ่งที่เหลือวางไว้อยู่บนโต๊ะนั้น ก็คือลูกลำใยเน่า ๆ สองลูก หล่อนรู้สึกโมโหมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี ตอนนี้คงมองเห็นช้างตัวเท่าหมู เห็นหมูตัวเท่าหนู และก็เห็นหนูตัวเท่ามด กำอะไรไม่รู้อยู่ในมือบีบแน่น จนเจ็บไปหมด มองดูที่มือ เห็นเป็นปากกา จึงรีบเดินตรงรี่เข้าไปหากระดาน เขียนทุกอย่างตามที่ตัวเองคิดไว้ มิน่าผู้รู้ถึงปรารภไว้เสมอว่า ความโกรธ เกลียด โลภ หลง สามารถทำให้ผู้ที่ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้จะมีปัญญามากมายแต่ถ้าขาดสติมาประกอบแล้วก็ไม่สามารถระงับความรู้สึกเหล่านั้นได้ ฉะนั้นสติกับปัญญาจึงเป็น ของคู่กัน บางครั้งคนเรานั้นควรคิดทุกคำที่จะพูดออกมา แต่ไม่ควรพูดทุกคำที่คิด เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาอันหลากหลายขึ้นมา ก็ลองนึกดู ถ้าเกิดฉันคิดอยากจะด่าใครสักคนด้วยภาษาที่หยาบคาย และก็พูดออกมาทุกคำ อะไรหละจะเกิดขึ้น พี่เจี๊ยบเขียนข้อความฝากไว้บนกระดานว่า
“ใครกินลำใยของกูที่วางอยู่บนโต๊ะ กูอุตส่าห์หอบหิ้วมาจากตลาดเกือบตั้งกิโล กูกลับมาเจอแต่ลูกเน่า ๆ สองลูก กรุณาซื้อมาคืนกูด้วย” ลงชื่อ เจี๊ยบมวย
แค่เห็นคำลงท้ายด้วยคำว่า เจี๊ยบมวย ก็ทำให้ แก้ว ผู้ซึ่งมีความกล้ามากที่แอบบริโภคลำใยของพี่เจี๊ยบ อดขนลุกสะท้านไปทั้งตัวไม่ได้  คุณครูแก้วคนนี้มีฉายาอีกอย่างว่า แก้วมวนเดียว หล่อนมักจะมาทำงานด้วยผมที่ฟูฟ่องเสมอ บางครั้งก็จะเห็นมือคีบบุหรี่หนึ่งมวนติดมาด้วย หล่อนรีบสำนึกผิดทันทีที่เห็นข้อความนั้น พอเลิกงานก็รีบตรงไปตลาดทันที ซื้อลำใยหนึ่งกิโลกรัมเพื่อไปสารภาพบาปกับพี่เจี๊ยบและอยากจะกำจัดความรู้สึกร้อน ๆ หนาวให้หมดไป แก้วไม่เคยลืมเลยที่จะควัก ล้วงหาเหรียญบาท เพื่อซื้อบุหรี่หนึ่งมวนจากร้านเจ้าประจำ จนเป็นที่มาของฉายาหนึ่งมวนที่เพื่อนชอบตั้งให้ เพราะว่านอกจากเธอจะซื้อแค่หนึ่งมวน เธอยังชอบขอบุหรี่หนึ่งมวนจากเพื่อนฝูงอีกต่างหาก ฉันยังงง ๆ อยู่จนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมหล่อนถึงชอบซื้อแค่มวนเดียว หรืออาจจะเป็นเพราะว่าถ้าซื้อมากอาจจะสูบมากก็ได้
“ไม่จริงหรอกค่ะพี่หนึ่ง ยายแก้วไม่อยากซื้อบุหรี่เป็นซองๆ ก็เพราะว่ามันกลัวคนอื่นจะขอมันเหมือนกัน”
ใครคนหนึ่งพูดขึ้นมา ซึ่งฉันก็ไม่ทราบว่ามันเท็จจริงแค่ไหนเพราะว่าบางอย่างเราก็ไม่สามารถเชื่อได้จากการที่เราได้ฟังหรือว่าได้ยินมา
แก้วหรือมีส มณี ตามที่เด็กนักเรียนเรียกนั้น จะมีหุ่นค่อนข้างเพรียวลมเหมือนนางแบบ หล่อนจะเดินแบบมาทำงานทุกวัน เดินเอียงนิด ๆ ผมฟูหน่อยหนึ่ง มาถึงที่ทำงานก็จะยีผมตัวเอง ปากก็บ่นว่าคันมาก เสร็จก็จะเรียก ป้าอ้อย ครูในทีมเดียวกันมานั่งถอนผมที่หงอกเร็วเกินวัยทิ้ง ฉันก็แปลกใจอีกนั่นแหละว่าทำไม่ ป้าอ้อยหรือมีสพลเยี่ยมของนักเรียนถึงชอบถอนนัก มันสนุกตรงไหนกัน ทราบข่าวมาว่าแก้วได้งานทำที่โรงเรียนนานาชาติที่กรุงเทพ ฯ ส่วนป้าอ้อยเดินทางไปอังกฤษเพื่อไปต่อโทที่อังกฤษให้สำเร็จหลังไปเรียนแล้วหลายปี และเลื่อนไปมาอีกหลายปี
คงมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังอย่างไม่จบไม่สิ้นในเรื่องวีรกรรมของครูทั้งหลายที่ทำงานที่นี่ ครูซึ่งเป็นผู้คอยเสริมเติมแต่งในนักเรียนที่ตนเองสั่งสอนให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วและสั้นแค่หกเดือนเท่านั้น แต่ระยะเวลาอันสั้นนี้ไม่เคยเป็นอุปสรรคหรือเป็นตัวกำหนดกฏเกณฑ์ของความรักความผูกพันธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ บางคนแค่เห็นหน้ากันไม่กี่วินาทีก็รู้สึกรักชอบและถูกชะตาขึ้นมาทันที และในทางกลับกันก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกไม่ชอบขึ้นมาได้ในฉับพลัน ครูบางคนแค่เหยียบย่างเข้ามาในแค้มป์ได้ไม่กี่วินาทีก็บอกตัวเองได้ทันทีว่าใช่เลย ซึ่งคำว่าใช่เลยตีได้สองความหมายคือรีบหางานใหม่ทำเสีย หรือรีบหาที่พักให้ดีกว่านี้เพราะว่าจะต้องอยู่อีกนาน
ฉันยังจำภาพวันสุดท้ายของแต่ละไซเคิล (หกเดือน) ได้ดี ฉันเห็นครูหลาย ๆ คนยืดกอดคอนักเรียนร้องไห้ก่อนที่รถจะออกจากแค้มป์  ผู้แก่ผู้เฒ่าที่โบกมืออำลาครูด้วยน้ำตาคลอเบ้า เด็กน้อยหลายคนวิ่งร้องไห้ตามรถครูตั้งแต่ในแค้มป์จนถึงประตู ภาพเหล่านี้อาจเป็นแค่ละครฉากหนึ่งที่เกิดขึ้นมาประดับโลกให้มีสีสัน แต่สำหรับฉันนั้นถือว่ามันเป็นละครแห่งชีวิตที่มีสีสันและเป็นความจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา มันเป็นภาพที่ปราศจากการเสแสร้งแกล้งทำ ทุกคำพูด ทุกอิริยาบถนั้น กลั่นออกมาจากจิตใจที่ดีงาม พวกเขาอันหมายถึงครูและชาวอพยพจะมีโอกาสได้เจอกันอีกหรือเปล่า วันเวลา สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง พวกเขาจะกลับมาเหยียบซ้ำรอยเท้าเดิมอีกไหม คำถามมากมายเกิดขึ้นในใจฉัน เพราะว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าฉันอาจจะเจอกับสภาพและความรู้สึกอย่างนี้
ในที่สุดวันสุดท้ายของการเรียนการสอนนักเรียนรุ่นแรกของฉันก็มาถึง จำได้ว่าอาทิตย์สุดท้ายนั้นจะมีการสอบวัดผลการเรียนครั้งสุดท้าย นักเรียนบางคนจะตื่นเต้นมาก ขยันเรียนมากกว่าปกติ บางคนดีใจที่มีชื่อไปอเมริกา บางคนก็เสียใจ บ่นให้ฟังถึงสาเหตุที่ยังไม่มีชื่อ นักเรียนบางคนถึงกับลงทุนซื้อเสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง ของใช้ต่าง ๆ ใหม่หมด โดยเฉพาะเทปเพลงไทยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะวันหนึ่ง ๆ จะมีเด็กมาฝากซื้อหลายตลับ ส่วนพวกคุณครูทั้งหลายก็พยายามถ่ายรูปเก็บอริยาบถต่าง ๆ ของเด็กไว้ นักเรียนหลายคนถ้ารู้ว่าจะมีการถ่ายรูปวันไหน ก็จะแต่งตัวสวย ๆ หล่อ ๆ มาโรงเรียน เด็กผู้หญิงคนไหนที่ไม่ค่อยมั่นใจก็จะแอบใส่กระโปรง หรือกางเกงที่ตัวเองคิดสวยที่สุด เริดที่สุดไว้ข้างใน พอถ่ายรูปก็รีบสลัดผ้าถุงทิ้ง บางคนพอถอดผ้าถุง ก็จ๊ะเอ๋กับเพื่อนเพราะใส่ทุกอย่างเหมือนกันไว้ข้างใน อีกงานหนึ่งที่นักเรียนจะตื่นเต้นนับวันนับคืนรอก็คืองานวันจบการศึกษา (Graduation Day) นักเรียนแต่ละห้องก็จะมีการซ้อมการแสดงต่าง ๆ เพื่อขึ้นแสดงบนเวที โดยการแสดงแต่ละชุดนั้นส่วนใหญ่ผู้กำกับก็คือผู้สอนนั่นเอง ผู้กำกับแต่ละคนก็จะมีการแอบแข่งขันกันเล็ก ๆ เพื่อที่จะให้การแสดงของนักเรียนออกมาเริดกว่าใคร บางห้องก็เริ่มมีการจัดงานเลี้ยงอำลา นักเรียนอาจเก็บเงินกันเองและครูเป็นผู้จ่ายสมทบหรือว่าครูจ่ายเองทั้งหมด นักเรียนก็เริ่มทยอยเอาของที่ระลึกมาให้ครูผู้สอน ครูคนไหนเป็นที่รักของนักเรียนก็จะได้เยอะหน่อย สิ่งที่เขาให้เราแล้วอย่างน้อยต้องพกพาเข้ามาในแค้มป์ครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการแสดงความชื่นชอบ เพื่อนฉันบางคนก็จะแซวว่าถ้าทำอย่างนี้ เดี๋ยวคนที่ยังไม่ได้ให้อะไรเราเขาก็จะเอามาให้เอง นักเรียนบางคนก็กลัวเสียหน้าเหมือนกัน ความที่ฉันอยากแสดงความจริงใจให้เขาเห็นว่าเราชอบของที่นักเรียนให้ ก็เลยใส่แหวนเงินเข้าไปในแค้มป์สิบวง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือไม่อยากให้นักเรียนบางคนเกิดความน้อยใจว่าครูชอบคนนี้มากกว่าคนนั้น เหตุผลที่แถมให้ก็คือเพื่อเป็นการล่อเหยื่อ เมื่อเด็กนักเรียนเห็นว่าครูชอบแหวนก็จะทำแหวนมาให้หรือบอกเพื่อนเอามาให้อีก อันนี้ถือว่าเป็นของแถมที่ไม่ได้ตั้งใจทำเลยจริง ๆฮะ ฮะ ฮ่า
ยังจำภาพของวันงาน Graduation Day ได้ดี นักเรียนแต่ละคนใส่เสื้อผ้าใหม่ ๆ สีฉูดฉาดน่าดูมาในงาน แบบจะร้อนจะเหม็นเหงื่อยังไงฉันก็จะทนว่างั้นเถอะ นักเรียนจะไปรวมกันที่ห้อง 2I20 (สองไอทเวนตี้) ซึ่งเป็นห้องประชุมใหญ่ เอาไว้จัดงานใหญ่ ๆ  นักเรียนทุกคนจะนั่งลงบนเสื่อที่จัดเตรียมไว้ให้ พิธีกรก็จะกล่าวเปิดงาน ซึ่งจะต้องพูดภาษาอังกฤษตลอด ครูแต่ละคนจะยิ้มแก้มปริ ที่เห็นผลผลิตของตัวเองมีความสุขสดใส พกพาเอาความสามารถมาแสดงบนเวที อ้อ ! พิธีกรจะได้มาจากการคัดเลือกตัวแทนของนักเรียนซึ่งแต่ละห้องจะส่งตัวแทนสองคนไปร่วมประชุมทุกวันศุกร์ที่ห้องครูใหญ่ ส่วนใหญ่ตัวแทนที่เป็นพิธีกรจะมาจากห้องเก่ง เพราะต้องพูดภาษาอังกฤษตลอด การจัดงานรวมทั้งการตบแต่งทุกเวทีจะเป็นการประสานงานร่วมมือจากตัวแทนนักเรียนทั้งหมด ฉันชอบที่นี่ก็เพราะการให้โอกาสเด็กแสดงความสามารถ ความคิดเห็น ฝึกหัดทักษะการเป็นผู้นำ มีความมั่นใจ เพื่อพวกเขาจะได้ใช้ชีวิตที่อเมริกาด้วยความมั่นใจ เป็นประชากรที่มีคุณภาพ แต่บางครั้งฉันก็จะหวลคิดถึงความเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมสิ่งใหม่ ๆ  ที่เด็กได้รับนั้นจะเป็นดาบสองคมหรือเปล่า เพราะว่าเด็กย่อมรับอิทธิพลของความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า เร็วกว่า ผู้แก่ผู้เฒ่าซึ่งยังมีความคิดดั้งเดิม ยึดติดกับวิถีชีวิตเก่า ๆ อยู่ ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่าหลายเรื่องจากหัวหน้าองค์การถึงปัญหาที่เกิดขึ้นที่นั่น อย่างเช่นที่ว่า พ่อม้ง แม่ม้งนั่งร้องไห้ เพราะถูกลูก ๆ ทอดทิ้งจะไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ ไม่เคยไป กลัว เพราะพูดภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ขับรถก็ไม่เป็น คิดว่าจริงแล้วลูกคงไม่ทิ้งหรอกอาจเป็นเพราะงาน อาชีพ การเรียนมากกว่าที่ทำให้ลูก ๆ ต้องห่างเหินพ่อแม่ ไม่รู้ว่าปัญหานี้ใครจะเป็นผู้แก้ สำหรับฉันก็ได้พยายามสั่งสอนลูกศิษย์ว่า ถ้าไปอยู่อเมริกาก็อย่าลืมดูแลพ่อแม่ พาไปดูโลกภายนอกบ้าง สอนการขึ้นรถขึ้นราด้วย อย่าทำให้ท่านเหงา จงพยายามเลี้ยงดูท่านให้ดี เพราะถ้าไม่มีท่านเราก็ไม่มีวันนี้ ดูเราท่าทางเด็กก็ฟังเข้าใจดี แต่ไม่ทราบว่าในทางปฏิบัตินั้นจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
อีกเรื่องหนึ่งที่ทราบมา เป็นเรื่องที่เศร้าใจเหมือนกัน คือว่า นางสาว Sally Vang (แซลี่ ว่าง) ชื่อในแคมป์คือ ไหมท่อว่าง รักชอบอยู่กับชายหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งสองอยู่ด้วยกันตามประสาอเมริกันชน ไม่แต่งงานกันตามพิธีของม้ง บางทีก็มีการกอดจูบกันตามวัฒนธรรมฝรั่ง เพราะแซลี่ได้รับการอบรมสั่งสอนแบบฝรั่งจากโรงเรียน สภาพแวดล้อมวัฒนธรรมก็เป็นแบบอเมริกัน วันหนึ่งกลับมาอยู่บ้าน หลังจากที่ออกไปอยู่กับแฟนหนุ่มหลายวัน พ่อก็ดุด่าว่ากล่าว และมีการลงไม้ลงมือ ฝรั่งอเมริกันนั้นตามกฏหมายห้ามมีการทำร้ายร่างกายบุตร แซลี่รุ้ดีจึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ผลก็คือผู้เป็นพ่อต้องติดคุกเป็นเดือน พอออกจากคุกก็ต้องมาเจอกับการดูถูกเหยียดหยามจากสังคมและชุมชนของตน ทำให้เกิดความเครียดอับอายเพื่อนฝูงถึงกับผูกคอตายในที่สุด จะเห็นได้ว่าสังคม การเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการอบรมสั่งสอน บางครั้งก็เป็นดาบสองคม เพราะฉะนั้นการเรียนการสอนควรมุ่งเน้นในการส่งเสริมให้เด็กคิดเป็น ไม่ควรให้เขาเป็นเพียงผู้รับข่าวสาร รับการสั่งสอนอย่างเดียว ฉันคิดว่าเมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นรัฐบาลอเมริกาคงไม่นั่งอยู่เฉย เห็นเขายังส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมของพวกม้งอยู่ โดยการส่งเสริมให้มีการจัดงานปีใหม่ม้งอยู่ทุกปี พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนภาษาม้งอยู่ในแต่ละชุมชน ส่วนทางด้านข่าวสารก็มีรายการวิทยุที่ทำการกระจายเสียงเป็นภาษาม้ง อย่างน้อยก็เพื่อให้คนเฒ่าคนแก่ที่อยู่บ้านไม่รู้สึกเหงา
ความคิดถึงนั้นคงจะห้ามกันไม่ได้ ความคิดถึงอาจก่อให้เกิดความสุข ความทุกข์ ความทรมาน ความคนึงหา อยากพบอยากเจอกัน สำหรับแม่ม้งแก่ ๆ บางคนที่ฉันเคยเห็นตามใต้ต้นไม้หรือตามที่ร่มต่าง ๆ ภายในแคมป์นั้น ฉันไม่รู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร เพราะบางทีเห็นพวกเขานั่งฟังเทปที่ลูกสาวหรือลูกชายส่งมาจากอเมริกา แล้วน้ำตาก็ไหลอาบแก้ม ความโดดเดี่ยวของพวกเขาที่ต้องพลัดพรากจากกัน โดยที่พวกเขาก็ไม่ทราบว่าจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า
“แม่เฒ่าเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมมานั่งอยู่ที่นี่คนเดียว”
“นายครู แม่เฒ่าคิดถึงลูกชายเป็นห่วงมัน”
“อีกไม่นานก็เจอกันแล้วไม่ใช่หรือ”
“กู๋ไม่อยากไปอเมริกาแล้ว มีคนบอกว่าฝรั่งมันเป็นยักษ์ ชอบกินคน”
ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าความคิดนี้แม่เฒ่าได้มาจากไหน  คงได้มาจากการดูหนัง หรือทราบมาจากสื่อการเรียนการสอนหรือเปล่า แต่ทราบมาภายหลังว่า มีคนม้งคนหนึ่งเสียชีวิตที่อเมริกา แต่เขาได้บริจาคร่างกายไว้กับโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็มารับศพ โดยที่ญาติพี่น้องก็ไม่เข้าใจว่าเขาเอาศพไปทำอะไร
ฉันนั่งอธิบายให้แม่ม้งเข้าใจว่าเรื่องราวที่ได้ยินมานั้นอาจไม่ถูกต้องก็ได้ ควรจะไปสอบถามนายครูที่เป็นอาจารย์สอนด้านวัฒนธรรมเสียก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อเรื่องอะไรลงไป
คำว่า “นายครู” นั้นฟังแล้วก็น่าปลื้มใจ ดูมันช่างสูงส่งเหลือเกิน เป็นทั้งนายและทั้งครู คำนี้เป็นคำที่ชาวม้งโดยเฉพาะคนแก่ตั้งให้ครูทั้งหลายในศูนย์อพยพ พวกเขาต้องเข้าโรงเรียนเหมือนเด็กโรงเรียนพาสเหมือนกัน แต่พวกเขาต้องมีอายุไม่เกินห้าสิบปี โดยจะเรียนสามวิชา คือ Cutural Orientation (วัฒนธรรม) Work Orientation (ทักษะการทำงานต่าง ๆ) ESL (ภาษาอังกฤษ) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนไปอเมริกา ศูนย์อพยพพนัสนิคมนี้มีการแบ่งกลุ่มคนอพยพออกเป็น 6 กลุ่มการศึกษา คือ
Child Care  เด็กเล็กอายุไม่เกิน 5 ปี
Pre-Pass เด็ก 6 ปีครึ่ง –11 ปี
Pass  เด็กอายุ 11 1/2 ปีครึ่ง – 16 ปี
Young Adult  อายุ 17 ปี – 25 ปี
Adult  อายุ 25 ปี – 50 ปี
กลุ่มคนพิการต่าง ๆ
ฉันไม่ทราบรายละเอียดของแผนกอื่นเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับแผนกต่าง ๆ เหล่านี้
วกกลับมาพูดถึงโรงเรียนของฉันอีกครั้งหนึ่ง ช่วงที่เป็นครูอยู่ ก็มีเรื่องให้เม้าท์ ให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ เช่นครูคนนั้นมีอะไรพิเศษกับเด็กคนนี้ แอบพาไปโน่นไปนี่ จะเท็จจริงอย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะเขาเม้าท์กันมาอย่างนั้น เอาคู่แรกก็แล้ว ซึ่งตัวฉันเองเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยนิดหน่อย แต่คงขอสมมุติชื่อของพวกเขาขึ้นมา เพราะกลัวว่าอาจจะมีปัญหาภายหลัง
เหตุที่ฉันเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องความรักของทั้งสองก็คงเป็นเพราะว่าฝ่ายหญิงเป็นเพื่อนที่สนิทในตอนนั้น เธอมักจะมาคุยมาเล่ามาเม้าท์หลายเรื่องให้ฟังคิดว่าคงไว้ใจมั๊ง อีกอย่างหนึ่งเธอมักจะเป็นหัวข้อในการพูดถึงของครูหลายคน ซึ่งยอมรับว่าวงการครูที่นี่เรื่องเม้าท์ค่อนข้างเยอะมาก เรียกว่าใครรอดปากเหยี่ยวปากกาได้ถือว่าเริ่ดสุด
“หนึ่ง มีคนเม้าท์ว่าฉันกับบุญเพ็งมีอะไรกันเกินเลย”
“อย่าไปสนใจเลย ก็คุณครูสวย มีผู้ช่วยหล่อ ใครเขาก็อิจฉา เธอน่าจะดีใจนะ”
ลืมบอกไปว่า ผู้ช่วยครูมีหน้าที่อะไร หน้าที่หลักก็คือ ทำหน้าที่เป็นล่ามในห้องเรียนวิชาวัฒนธรรม นอกจากนี้ก็คอยช่วยเหลือด้านการเตรียมวัสดุการเรียนการสอน เข้าอบรมต่าง ๆ ดังนั้นจะมีความใกล้ชิดกับครูผู้สอนมาก
ฉันไม่รู้หรอกว่าความรักของทั้งสองพัฒนาขึ้นได้อย่างไร รู้แต่ว่าถ้ามีคุณครูอร อยู่ที่ไหนในศูนย์ก็จะต้องมีบุญเพ็งเสมอ จึงทำให้เป็นขี้ปากของหลายคน และฉันก็จะเป็นผู้ที่ต้องมานั่งฟัง ยายอร ระบายความรู้สึกออกมา
“เธอคิดว่าฉันผิดไหม ที่มีความรู้สึกดี ๆ กับบุญเพ็ง”
“ก็คงไม่ผิด เพราะมันเป็นเรื่องของความรัก แต่เธอจะยอมรับสภาพความเป็นอยู่ของเขาได้ไหม เธอกับเขามีความแตกต่างกันมากมาย ทั้งด้านฐานะและคุณวุฒิ”
“แต่เขาไปอยู่อเมริกา เขาก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นะ ตอนนั้นพ่อแม่ฉันคงรับได้”
“ถ้าเธอพร้อมกับหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ก็คงไม่มีปัญหา แต่จำไว้เลยว่า คำว่ารักมันกินแทนข้าวไม่ได้”
“แต่ความรักเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ”
“ใช่ ความรักเป็นสิ่งที่มีค่าไร้พรมแดน แต่ก็ควรไตร่ตรองก่อนว่าใครสมควรที่จะได้มัน ความรักไม่ใช่ความหลงนะเธอ”
“ไม่รู้หละวันเสาร์นี้เธอจะเข้าไปในศูนย์หรือเปล่า”
“เข้าซิ จะไปช่วยไดแอนด์สอนวิทยาศาสตร์ที่ Rec Center”
“งั้นฝากจดหมายไปให้บุญเพ็งหน่อยซิ”
ฉันก็เลยต้องกลายเป็นพ่อสื่อไปโดยอัติโนมัติ คอยส่งจดหมาย คอยนัด คอยเป็นต้นทางให้เวลาเขาจู๋จี๋กัน วันเสาร์ถ้าฉันเข้าไปช่วยงานในแค้มป์ อรก็จะเข้าไปด้วย ไปทำอาหารฝรั่งให้เด็กชิม หลังจากนั้นอรก็จะหายตัวไป กลับมาอีกทีก็จะมีบุญเพ็งมาส่งขึ้นรถ
“หนึ่ง บุญเพ็ง เขาจะไปอเมริกา อาทิตย์หน้าแล้ว ฉันจะทำยังไงดี”
“ก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไป เพราะว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เธอก็คงต้องทำใจ และเก็บความทรงจำไว้ในใจ ก็แล้วกัน
“แต่ฉันต้องเจอเขาอีกครั้งให้ได้”
หลังจากที่บุญเพ็งไปอเมริกาได้ประมาณสองเดือน อรเพื่อนฉันก็บินไปเรียนด้านเลขาเพิ่มเติมที่อังกฤษ พอจบก็บินไปอยู่กับบุญเพ็งที่อเมริกา ส่งรูปมาให้ฉันดูบ่อยมาก บอกว่ามีความสุขมากทุกคนที่บ้านบุญเพ็งดูแลอย่างกับเจ้าหญิง อ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นมาก เพราะว่ากินช็อคโกแลตทุกวัน
คนเรานั้นยามรักอะไรมันก็ดีไปหมด ชีวิตมีแต่ความสดชื่นลืมความทุกข์ไปชั่วคราว ฉันเจออรครั้งสุดท้ายที่สนามบินดอนเมืองตอนที่เดินทางไปเวียดนาม เธอเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แต่งตัวดีทะมัดทะแมงขึ้นกว่าเดิม แต่ยังหลงเหลือไขมันไว้บ้าง เรียกว่าประปรายถึงเล็กน้อยก็แล้วกัน ฉันถามถึงบุญเพ็ง หล่อนไม่ได้พูดอะไรได้แต่ยิ้มเล็กน้อยและตอบกลับมาว่า
“เราเลิกกันแล้ว คงเหลือไว้แค่ความเป็นเพื่อน คิดว่าเธอคงเข้าใจนะหนึ่งว่าทำไม”
คงเป็นเพราะความแตกต่างในหลายด้านมั๊ง เลยต้องทำให้เขาทั้งสองต้องแยกทางกัน ไม่ว่าเป็นด้านฐานะความเป็นอยู่ สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งการศึกษาด้วย ฉันก็คงได้แต่ถามตัวเองว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นอุปสรรคของความรักได้ด้วยหรือ
เรื่องราวของความรักระหว่างครูกับนักเรียนนั้นคงไม่ผิด ถ้าเกิดว่าทั้งสองรู้จักวางตัว ให้ถูกต้องตามศีลธรรมจรรยาของแต่ละสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ เพราะคำว่าผิด ไม่ถูกต้องของสังคมหนึ่งที่กำหนดกฏเกณฑ์ขึ้นมา อาจจะถูก  เป็นสิ่งที่ดีในอีกสังคมหนึ่งก็ได้ คำว่าถูกหรือผิด ฉันคิดว่ามันเป็นคำกลาง ถ้าเกิดว่าฉันอยู่ในกลุ่มมนุษย์กินคน ทุกคนในเผ่ากินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร แต่ฉันกลับกินแต่ผักไม่กล้าฆ่าคน ฉันก็ต้องผิดถูกขับออกมาจากเผ่าเพราะทำผิดจารีตประเพณี และตรงกันข้ามถ้าเกิดว่าเผ่าของฉันนุ่งขาวห่มขาวกินแต่ผัก แต่ฉันนุ่งแดงห่มแดงกินเนื้อสัตว์ก็คงถูกอับเปหิออกจากเผ่า จะเห็นได้ว่าเป็นคำกลางจริง ๆ จะทำดีชั่วหรือทำอะไรก็ต้องคิดให้มากว่าเราอยู่ที่ไหน สังคมใด และสถานการณ์ใด
วกเข้ามาในเรื่องของความรักของคนในแคมป์กับครูดีกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากเท่าไหร่ ได้ยินจากปากเด็กเองว่าจริง นอกจากนั้นก็มาจากขาเม้าท์ทั้งหลาย ว่าทั้งสองมีอะไรกัน ฝ่ายชายชื่อชัยชนะเป็นเด็กลาว หน้าตาหล่อแบบตี๋ สูงขาว ซึ่งฉันก็รู้จักดี ฝ่ายหญิงเป็นน้องสาวของหัวหน้าเก่าฉัน ขาเม้าท์บอกว่าหล่อนชอบซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ให้เด็กใส่ แอบพาเด็กคนนี้ออกมาเที่ยวบ่อย ๆ ตามห้างในตัวเมืองชล
“ครูถามจริงๆ นะชัยชนะว่าเรื่องที่เขาเล่ามามันจริงหรือเปล่า”
“จริงครับครู แต่อย่าเล่าให้ใครฟังนะครับ”
ชัยชนะยอมรับด้วยใบหน้าแดงระเรื่อเพราะความเขินอาย เสียงฮาของเด็กๆ ที่นั่งฟังอยู่รอบโต๊ะดังขึ้น เด็กๆ คงเล่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้กันฟังจนหมดแล้ว
“ผมเล่าให้ครูฟังดีกว่า ไอ้นะมันอายครับ”
วาสนาดีเพื่อนซี้ของชัยชนะอาสาเล่าให้ฟัง เรื่องที่ตื่นเต้นของครูสาวกับเพื่อนสนิท ก็พรั่งพรูออกมา ทำให้ฉันคิดว่าขนาดในวงเด็กๆ ด้วยกันเขายังคุยกันขนาดนี้ ถ้าเป็นพ่อเฒ่าแม่เฒ่าคนลาวเขาจะพูดถึงครูสาวไทยสมัยใหม่ไปถึงไหนหนอ
คำว่ารักนวลสงวนตัว ตามแบบฉบับผู้หญิงไทยที่ห้ามมีการถูกเนื้อต้องตัวกันของเด็กสาวไทยมันค่อยๆ หายไปทุกที ในอนาคตอาจจะกลายเป็นทำนองที่ว่าหญิงไทยต้องพกถุงยางอนามัยไว้ติดตัว คงจะเป็นค่านิยมที่ทันสมัยในสังคมไทยปัจจุบันนี้หรือในอนาคตอันใกล้นี้ เหตุที่เม้าท์ค่อนข้างแรง เพราะว่านึกถึงตอนที่ได้นั่งรถกรุงเทพ-ระยองในวันหนึ่ง คนขับก็อาจจะโลภไปนิดหนึ่ง รับคนจนแน่นไปหมด
“เพ่ครับเพ่ ถอยหลังไปนิดครับ ข้างหลังยังว่างอยู่เลย ตรงกลางยืนสองแถวซิครับ”
“จะให้ขยับไปยังไงละ ก็มันแน่นไปหมด แถบจะเป็นผัวเมียกันอยู่แล้ว คนข้างหลังมันก็ไม่ยอมถอย จะให้ถอยยังไงล่ะครับน้อง”
คงได้แต่บ่นในใจไม่กล้าพูดออกมาดังๆ เพราะกลัวโดนตืบนะซิ  ร้อนก็แสนร้อนไปหมดได้แต่ทำใจ สายตาก็สอดสายมองหาสิ่งจรรโลงใจมาแทนอารมณ์ขุ่นมัวในขณะนั้น สายตาก็ดันไปเห็นเด็กหญิงกับเด็กชายอายุ 15-16 นั่งตักกันอยู่ ฝ่ายหญิงอยู่ข้างบนฝ่ายชายโอบกอด ลูบขึ้นลง เอามือล้วงควักไปมา ฝ่ายหญิงก็ทำทีเป็นปกป้องเอาเชิง แหมก็นั่งเบียดเขาขนาดนั้นทำมาเป็นปกๆ ป้องๆ คอตัวเองก็แกล้งโน้มไปหาจมูกของฝ่ายชาย ไม่รู้สึกเขินอายหรือเกรงกลัวสายตาผู้โดยสารคนอื่นที่มีทั้งเด็กเล็ก และผู้แก่เฒ่าทั้งหลาย โดยเฉพาะคนที่นั่งตรงเบาะข้างๆ
“ครูครับฟังผมอยู่หรือเปล่าครับ”
“ฟังซิครับ ฟังอยู่  เล่าต่อครับ”
วาสนาดีเล่าให้ฉันฟังว่า วันหนึ่งครูสาวได้พาชัยชนะหนีออกมาเที่ยวนอกศูนย์อพยพ ไปเที่ยวด้วยกันหลายแห่ง สุดท้ายก็มาจบลงที่บ้านเช่าในตัวเมืองพนัสนิคม คุณครูพาเด็กขึ้นไปนอนคุย เอ้ย! นั่งคุยกันในห้องนอน ก็คงคุยกันหลายเรื่องจนเพลิน ลืมเวลาที่ค่อยๆ ผ่านไป คนเราก็อย่างนี้แหละ อะไรก็ตามที่เป็นความสุข จะรู้สึกว่าเวลานั้นผ่านไปรวดเร็วเกินไป  แต่เวลาแห่งความทุกข์นั้นมันเหมือนผ่านไปอย่างช้าๆ เชื่อซิว่าไม่มีใครในโลกนี้มีทุกข์หรือสุขเพียงอย่างเดียว มันต้องคละเคล้ากันไป นั่นและรสชาติของชีวิตทีสมบูรณ์
ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งทำอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ ไม่อยากคาดเดา ก็มีเสียงเรียกดังมาจากข้างล่าง ครูสาวได้ยิน ทำท่าตื่นเต้นตกใจ แน่นอนละซิ ก็เป็นเสียงเรียกของแฟนหนุ่ม ที่มีอาชีพเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ของอำเภอพนัสนิคม ไม่รู้จะทำอย่างไรดี มองซ้ายมองขวาสายตาก็ไปปะทะเข้ากับตู้เสื้อผ้า ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็เกิดขึ้น ตัดสินใจจับชัยชนะยัดเข้าไปในตู้เสื้อผ้า  เสร็จก็นวยนาด ยุรยาด เยื้องย่างลงบันไดมา ทักทายต้อนรับแฟนหนุ่มทันทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันฟังเด็กเล่าไป หัวเราะไป ขำและทึ่งในความสามารถของคนเราว่าทำไมเขารู้จักคิด ฉลาดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่งขนาดนี้
“ผมทนอยู่ในตู้เกือบชั่วโมงครับครู กว่าแฟนเขาจะกลับ”
หลังจากศูนย์อพยพปิดไม่นาน ก็ได้ข่าวว่าครูสาวคนนี้ไปอยู่ออสเตรเลีย แต่งงานกับนักเรียนเวียตนามคนหนึ่งที่เคยอยู่ในศูนย์อพยพแห่งนี้ มีลูกด้วยกันหนึ่งคน ก็ขอแสดงความดีใจด้วยก็แล้วกัน หลังจากนั้นทุกอย่างก็เงียบหายไปตามสายลม ซึ่งจะคอยพัดผ่านเอาสิ่งต่างๆ ไปกับมัน ซึ่งไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งมันอาจจะกลับพัดหวลมาอีกสักครั้ง นำสิ่งเดิม หรือสิ่งใหม่ มาเพื่อตอกย้ำความทรงจำ หรือย้ำเตือนความรู้สึกของใครหลายๆ คน ให้นึกถึงช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต ที่ได้อย่างกรายเข้ามาในโลกใบเล็กภายในรั้วรวดหนามแห่งนี้
“มีครูอีกคนหนึ่งครับ ผมจะเจอเขาเกือบทุกเช้าที่ตลาด เขาจะมากับแฟนคนม้งของเขา คิดว่าเขามานอนบ้านเด็กม้งคนนั้นนะครับ”
ฉันรู้ว่าวาสนาดีหมายถึงใคร เธอคือพี่เปิ้ล จบมาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันฯเดียวกับฉัน คณะเดียวกัน เอกเดียวกันด้วย รู้สึกเธอจะเข้ามาทำงานที่นี่ได้ประมาณหนึ่งปีกว่าๆ ก็เกิดความรักกับครูผู้ช่วยแปลหรือที่เรียกว่าล่ามนั่นแหละ แต่คู่นี้จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ด้วยการตามไปอยู่ด้วยกันที่อเมริกา คู่นี้ข่าวเรื่องเม้าท์ไม่ค่อยมี เพราะเป็นความรักแบบเปิดปุ๊บติดปั๊บ ปราศจากการบ่มหมักให้สุกงอมก่อนใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องก็เลยไม่มีสิทธิ์เข้าตาขาเม้าท์ทั้งหลาย
แต่เรื่องที่ทำให้ฉันแทบลมใส่ก็คือเรื่องของคริสติน่า (นามสมมุติ) เป็นครูสอนอยู่ที่ LC (Learning Center) ซี่งเป็นห้องเรียนที่ฉันจัดส่งเด็กไปฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มเติมนอกเวลา โดยเฉพาะการฟังจากห้องซาวด์แล็บ และการติวเข้มในกรณีที่นักเรียนขาดเรียน  เรียนช้า ไม่ทันเพื่อน รวมทั้งเป็นแหล่งค้นคว้าเรื่องของความรู้ต่างๆ ด้วย ที่นี่จะเป็นแหล่งร่วมของ AT (Assistant Teacher) หรือครูผู้ช่วยที่มีความสามารทางด้านภาษาอังกฤษ และภาษาไทยพอสมควร ส่วนใหญ่หน้าตาดี เพราะ LC จะมีสิทธิในการเลือกคัดเอาหัวกะทิไว้ก่อน พวกหางกะทิจะถูกจัดสรรไว้ให้ส่วนอื่น หรือแผนกอื่น อันนี้เพื่อนๆ ฉันที่เป็นกระเทียมเขาแอบเม้าท์ โอดครวญให้ฟัง เพราะพวกเขาเดินโฉบดูบ่อยๆ จะจริงจะเท็จยังไงก็คงไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ ในงานวันครอบครัว (Family Fair) ที่มีการประกวดหนุ่มหล่อ สาวสวยประจำแค้มป์ แผนกนี้ส่งหนุ่มหล่อเข้าประกวดหลายคน โดยมีพนักงานสาวและไม่สาวจากแผนกนี้มาให้กำลังใจกันอย่างเนื่องแน่น และเป็นไปตามความคาดหมายหนุ่มจากแผนก LC ก็ได้ตำแหน่งไปในที่สุด ส่วนสาวสวยก็ไม่พ้นสาวเวียตนาม เพราะแต่ละนางที่เข้าประกวดนั้นใส่ชุดอ๋าวหญ่าย ชุดประจำชาติ ที่แสนบาง  พริ้วยามต้องลม มองเห็นชุดชั้นในตัวจิ๋ว สีขาว สีแดง สีดำชัดเจน พวกกรรมการผู้ชายก็ย่อมเทคะแนนให้เต็มที่ คว้ารางวัลย์ตั้งแต่รองอันดับสองจนถึงรางวัลชนะเลิศ สาวม้งสาวลาวของฉันที่ใส่ชุดประจำเผ่าอันมิดชิดหรือจะสู้เขาได้ ตกรอบตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที
ฉันชอบงานวันครอบครัว (Family Fair) มาก โรงเรียนไทยน่าจะเอาเป็นแบบอย่าง เพราะจุดประสงค์คือ สร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นในสถาบันครอบครัว พ่อแม่ลูกมีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้นักเรียน ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ มีโอกาสร่วมกิจกรรม และใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเอื้อในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอันเกิดขึ้นในอนาคตได้
ลักษณะของงานก็คือ มีการประชุมภายในองค์การก่อนว่าแต่ละแผนกจะจัดกิจกรรมอะไร รับผิดชอบเรื่องไหน จากนั้นแต่ละแผนกก็ต้องเขียนร่างโครงการขึ้นมาเพื่อของบประมาณ นอกจากนี้คณะกรรมการของโรงเรียนก็จะร่วมประชุมกับสมาคมผู้ปกครอง แจ้งจุดประสงค์ และขอความร่วมมือให้ร่วมกิจกรรมต่างๆ
ส่วนฉันเมื่อทราบเรื่อง ก็ส่งกิจกรรมเข้าร่วม โดยส่งการแสดงบนเวที รำเขมร และเต้นประกอบเพลง ซึ่งเป็นจุดเด่นของงาน เพราะมีการแสดงมากมายของแต่ละเผ่า แต่ละกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในแค้มป์ ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นการแสดงของกระเทยยักษ์ หรือกระเทยควายก็ว่าได้ ก็คือเพื่อนร่วมงานของฉันเองแหละ ที่เรียกว่ายักษ์หรือว่าควายก็เพราะว่าหล่อนทั้งสองตัวโต สูงใหญ่ คนแรกคือ เหน่ง ตัวดำท้วมๆ ตกน้ำก็คงไม่จมเพราะว่าพกห่วงยางมาหลายห่วง ส่วนอีกคนคือพี่พจน์ ตัวขาวสูงใหญ่ คือทุกอย่างใหญ่ไปหมด พวกเรามักจะแซวว่าหุ่นไม่ให้แต่ใจรัก หรือไม่ก็เรียกว่านางยักษ์ขมูขี ซึ่งก็มักจะถูกตอบกลับมาว่า
“อะไรย่ะ เดี๋ยวก็ตบหน้าด้วยปากเสียนี่”
วันนั้นทั้งสองร้องเพลงลิปซิ่ง จำไม่ได้ว่าของใคร ทั้งร้องทั้งเต้นจนผ้าโพกผมเกือบหล่น ทั้งสองใส่ชุดสีชมพู เสื้อพันปิดหน้าอกเอาไว้ด้วยผ้าสีชมพูอ่อน กระโปรงบานสีชมพูแก่ ผ้าโพกผมสีชมพู ทาปากสีชมพู ทุกอย่างสีชมพูว่างั้นเถอะ ที่คนรุมกรี๊ดเพราะว่าหลังจากหล่อนแสดงเสร็จ ก็เดินไปทั่วงาน แกล้งยั่วหนุ่มในแค้มป์เล่น และวิ่งหนีไปหลายราย
ได้ข่าวจากขาเม้าท์เกี่ยวกับเหน่งอีกเรื่องหนึ่ง ขอเล่าแทรกตรงนี้เลย คือว่าหลังจากแค้มป์ปิดแล้ว เหน่งได้งานที่สถานฑูตอังกฤษ ตำแหน่งประชาสัมพันธ์ สุดโก้หรู แต่ขาเม้าท์ก็บอกมาว่าจริงแล้วเป็นพนักงานธุรการเท่านั้นเอง วันหนึ่งทางสถานฑูตมีนโยบายให้พนักงานทุกคนบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาติไทย โดยทางเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตั้งศูนย์รับบริจาคโลหิตในสถานฑูตเลย ทีนี้เจ้าหน้าที่ผู้ชายทุกคนต้องบริจาคก่อน ซึ่งเหน่งก็คือหนึ่งในนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าเขานั้นแอ๊บแต๋วซ่อนไว้ข้างใน ทุกคนมองว่าเป็นผู้ชายอกสามสอกแน่นอน พอบริจาคเลือดเสร็จ เหน่งเห็นเลือดตัวเอง ตกใจเป็นลมล้มตึง พวกเจ้าหน้าที่ผู้ชาย ช่วยกันพยุงเข้าห้องพยาบาล จัดการปลดกระดุม ถอดเข็มขัดเพื่อให้อากาศถ่ายเท เจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่งหวังดี จัดการถอดถุงเท้าออก ทั้งสองข้างพร้อมกัน เขาตกใจผงะออกมา เพราะว่าเล็บเท้าของเหน่ง ทาสีแดงแจ๊ดเอาไว้ทุกนิ้ว  เนื่องจากว่าเมื่อคืนเหน่งได้ออกไปเที่ยวมาลืมลบสีออก ความจึงแตกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ว่าคุณเหน่งของเราเป็นแต๋วแอ๊บ
กิจกรรมอีกอย่างที่ฉันเคยร่วมทำคือการฝึกให้เด็กขายของ คือการทำส้มตำขาย โดยให้เด็กนักเรียนฝึกการจัดการเอง วางแผนการเงิน การตลาด โดยทางองค์การเป็นผู้ลงทุนให้ ซึ่งตั้งเป้าเอาไว้แล้วว่าต้องไม่ได้กำไรแน่ๆ แต่จุดประสงค์คือก่อให้เกิดการเรียนรู้  พอถึงวันงาน ฉันสงสารนักเรียนฉันมากต่างคนต่างทำงานกัน  ตำเอย ขูดมะละกอเอย จนเหนื่อยล้าไปหมด เราขายถูกมาก ครกละ 2 บาทเท่านั้นเอง โดยก่อนวันงานนั้นคุณครูประจำชั้นจะแจกคูปองแลกฟรีให้นักเรียนไว้แล้ว รู้สึกได้คนละ 5 บาท เด็กบางคนไม่มีคูปองมาแลกหรือไม่มีเงินสดมาให้ เราก็แจกฟรี เป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม ลองนึกถึงสายตาของเด็กหน้าตาไร้เดียงสา จากทุกเผ่า มายืนเข้าคิวรอส้มตำ บางคนยืนไป กลืนน้ำลายไป ตาจดจ้องอยู่ที่ครก ใจก็คงภาวนาว่าขออย่าให้มะละกอหมด ฉันยืนมองดูด้วยน้ำตาคลอเบ้า ไม่ทราบว่าเพราะอะไร คิดหลายอย่างมากมาย พวกเขาจะมีชีวิตอย่างไรในอนาคตเมื่อไปตั้งรกรากที่ประเทศที่สาม ทำให้นึกไปถึงนักเรียนหลายคนที่เคยสอน และเดินทางไปอยู่ที่อเมริการแล้ว ตอนนี้พวกเขาจะเป็นอย่างไร มีชีวิตที่ดีขึ้นหรือเปล่า แล้วเด็กที่กำลังยืนเข้าคิวตรงนี้ละจะเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้ทำให้ภาพเหล่านี้ปรากฏขึ้นมา ภาพของพ่อกับแม่ก็ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด ฉันขอขอบคุณพ่อกับแม่ ประเทศไทย และตัวเอง ที่หยิบยื่นโอกาสที่ดีให้กับชีวิต ดีกว่าเด็กเหล่านี้ที่กำลังยืนรอส้มตำหลายเท่า
“ครูค่ะ ว้าย ระวังคะ”
เสียงของน้อย เด็กลาวผู้มีฝีมือในการทำส้มตำอันแสนอร่อยตะโกนเตือนฉันดังลั่น แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะว่ามีเด็กเวียตนามคนหนึ่งวิ่งชนฉันเข้าเต็มแรง ทำให้ฉันกลิ้งไปหลายตลบ เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่น เลอะเทอะไปหมด เด็กหลายคนวิ่งมาช่วยพยุงฉันให้ลุกขึ้น ส่วนอีกหลายคนก็วิ่งมุงดูอีกจุดหนึ่ง ที่ห่างจากร้านส้มตำไปประมาณสิบเมตร ความที่อยากรู้จึงตามไปดู ภาพที่เห็นคือเด็กเวียตนามคนหนึ่งใส่เสื้อผ้าฉีกขาด ยืนร้องไห้ หน้าตาบวมปูดไปหมด
“เกิดอะไรขึ้นเยิง”
ฉันถามเยิง ซึ่งเป็นเด็กเวียตนามที่พูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ พูดภาษาอังกฤษได้เพราะฉันเป็นคนสอนเอง
“เขาขโมยเงินมา เลยถูก อ.ส.จับมาซ้อม”
เห็นสภาพเด็กแล้วก็สงสาร แต่กฏก็คงเป็นกฏ ถ้าทหาร อ.ส. ไม่ทำอย่างนี้ ก็คงปกครองคนหมู่มาก หลายหลากเผ่าพันธ์ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้  การทำอย่างนี้อาจจะเป็นตัวอย่างให้อีกหลายคนเลิกประพฤติ ปฏิบัติ เอาแบบอย่าง นอกจากจะถูกซ้อมแล้วคงต้องถูกจำคุกในแค้มป์อีกหลายเดือน แต่ถ้าโชคดีก็อาจจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดให้ปล่อยนักโทษที่มีความประพฤติดีให้เป็นอิสระ
ทราบว่าเด็กคนนี้ไปเล่นเกมส์ปีนเสาน้ำมัน ที่ปลายเสามีแบ้งค์ร้อยผูกไว้ ถ้าใครสามารถปีนถึงยอดได้ก็สามารถหยิบเอาเงินไปได้เลย เขาก็ปีนไปจนเกือบถึงเอื้อมมือเกือบจะได้แล้ว  แต่เสาล้มก็เลยฉวยโอกาสคว้าเงินนั้นวิ่งหนีไป เยิงเล่าให้ฟังว่าเด็กคนนี้ติดยาด้วย คงต้องการเอาเงินไปซื้อยามาเสพ ฟังแล้วก็ตกใจว่ายาเสพติดเข้ามาในสถานที่นี่ได้อย่างไร ทั้งที่ผู้อพยพที่มาอยู่ที่นี่จะถูกตรวจสอบหลายขั้นตอนมาก เพราะที่นี่คือแค้มป์สุดท้ายก่อนไปประเทศที่สาม ผู้มีประวัติเรื่องยาเสพติดจะหมดสิทธิ์ไปทันที  เยิงยังเล่าให้ฟังต่อว่าสามารถซื้อสิ่งเสพติด โดยเฉพาะฝิ่น ได้ที่ตลาดในแค้มป์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมของขายทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับชาวแค้มป์ ฉันเคยเดินไปบ่อยๆ พาเด็กๆ ไปทานข้าวตามสั่ง ซื้อผลไม้ต่างๆ ดูก็เหมือนตลาดทั่วๆไป แต่เบื้องหลังความเป็นมาของตลาดนี้ฉันไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร นักเรียนเคยเล่าให้ฟังว่าจักรยาน ถ้าจอดไว้โดยไม่มีโซ่มาล่ามไว้ก็จะถูกขโมย โดยที่ไม่สามารถจับมือใครดมได้ และเด็กจะพูดเสมอว่าแหล่งรับซื้อจักรยานที่หายไปก็คือตลาดนี่แหละ พอขโมยไปปุ๊บ ก็ส่งตลาด จากนั้นก็มีคนมารับเอาที่หลังแค้มป์ทันที ส่งไปที่พนัสนิคม หรือเกาะโพธิ์ จากนั้นก็เอาไปประกอบใหม่ หรือทาสีใหม่ นำมาขายในแค้มป์อีกทีหนึ่ง เด็กบางคนจำได้ว่าเป็นจักรยานของตัวเอง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แปลกจังทั้งที่มีเจ้าหน้าที่อยู่เวรยามแน่นหนาตลอดคืน ก็ยังเกิดเหตุการณ์นั้นได้
สำหรับเยิง เด็กเวียตนาม ที่มีความสนิทสนมกับฉันเป็นพิเศษนั้น เขามักจะมาช่วยฉัน เตรียมอุปกรณ์การเรียนการสอน ช่วงที่เปลี่ยนหน้าที่มาทำงานเป็น Peer Tutorial Programme Trainner เขาเป็นเด็กกำพร้า หนีมาเมืองไทยกับน้า โดยมีความหวังจะไปขุดทองที่อเมริการเช่นกัน สาเหตุที่ได้รู้จักเด็กเวียตนามคนนี้ ก็คือตอนที่ฉันเป็นครูได้ประมาณปีกว่า คนอพยพชาวเวียตนามนั้นอาศัยอยู่ในแค้มป์ก็จริง แต่จะถูกกักบริเวณ โดยมีรั้วสังกะสีล้อมอาณาบริวเวณที่พวกเขาอาศัยอยู่ทั้งหมด รั้วสูงท่วมหัว อาทิตย์หนึ่งจะมีโอกาสออกมาจ่ายตลาดครั้งหนึ่ง ส่วนวันอื่นๆ ก็ต้องซื้อของในตลาดที่อยู่ในนั้น ทุกอย่างแพงเป็นสองเท่า เนื้อหมูตลาดในแค้มป์ข้างนอกราคา 100 บาทตอนนั้น ถ้าขายในแค้มป์ของเวียตนามราคา 200 บาท ทุกวันจึงมีคนเวียตนามแอบเล็ดลอดออกมาซื้อของในตลาดข้างนอก (ส่วนใหญ่จะเรียกว่าตลาดม้ง) เยิงก็เป็นคนหนึ่งที่จะหารายได้พิเศษ จึงแอบหนีมาซื้อเนื้อประมาณสามสี่กิโล ขณะที่กำลังแอบเดินหลบลัดเลาะมาตามตัวอาคารเรียนนั้น ก็เจอกับ ทหาร อ.ส. ที่มีหน้าที่ดูแลควบคุมคนอพยพ เขาจึงวิ่งหนีโดยมีทหารวิ่งตามมาสองคน เขาไม่รู้จะทำยังไง จึงวิ่งเข้ามาในห้องเรียนของฉัน เด็กนักเรียนม้งตกใจกลัว พูดคุยกันเป็นภาษาม้งดังลั่น ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยให้เยิงแอบซ่อนอยู่ในห้อง ทั้งที่ตอนนั้นก็สื่อสารกันไม่ได้ ใช้ภาษามืออย่างเดียว และบอกให้นักเรียนในห้องเงียบๆ ฉันเห็นเยิงซื่งตอนนั้นยังเด็กมากๆ ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าเพราะความกลัว  เขาอยู่ในห้องเรียนของฉัน โดยที่ฉันก็แกล้งสอนนักเรียนต่อ  จนทหารสองคนนั้นเดินผ่านไป ซึ่งส่วนใหญ่พวกเขาจะไม่มายุ่งหรือวุ่นวายตามห้องเรียนอยู่แล้ว เยิงกลับเข้าไปในรั้วสังกะสีอย่างปลอดภัย หลังจากนั้นพอเขามีโอกาสออกมาข้างนอกก็จะมาเกาะหน้าต่างดูฉันสอนหนังสือทุกครั้ง พอฉันเปลี่ยนหน้าที่ก็จะมาช่วยงานแลกกับการเรียนภาษาอังกฤษ ภายหลังคนเวียตนามประท้วงเนื่องจากทนไม่ไหว ที่ถูกแบ่งแยก และเอาเปรียบ มีการเผาอาคาร และจะเผาตัวเอง ปะทะกับเจ้าหน้าที่ และพวกเราต้องหยุดเข้าแค้มป์ จนกระทั้งทุกอย่างเรียบร้อย ทางราชการบอกว่าไม่มีอะไรเสียหายมาก และไม่มีใครเสียชีวิต แต่เยิงบอกฉันว่าเด็กเวียตนามตายสองคน และบาดเจ็บอีกหลายคน ความจริงจะเป็นอย่างไรไม่ทราบคงปล่อยให้มันหายเข้าไปในกลีบเมฆก็แล้วกัน หลังจากนั้นเยิงก็ได้มีโอกาสออกมาเรียนหนังสือกับฉันบ่อยขึ้น เพราะว่าไม่มีรั้วสังกะสีอีกต่อไป เยิงไม่ได้ไปอเมริการอย่างที่ต้องการ ถูกส่งกลับแค้มป์ที่สีคิ้ว โคราช ฉันเห็นเขาตั้งแต่เล็กจนเขาโตเป็นหนุ่ม  ก็มีความสุขนะที่ได้ช่วยเหลือชีวิตหนึ่งให้มีความสุข ถึงแม้จะเล็กน้อยก็ตาม ข่าวคราวสุดท้ายที่รู้ว่าเขาได้กลับเวียตนามไปแล้ว ก็คือวันที่เขาเขียนจดหมายมาจากสีคิ้ว  เพื่ออำลาพร้อมกับรูปใบสุดท้าย และให้ฉันช่วยส่งเงินไปให้ 500 บาทเพื่อซื้อของกลับประเทศ ฉันส่งไปให้เขาน่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะได้รับหรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นไม่ทราบข่าวคราวอะไรจากเขาอีกเลย แต่ฉันเชื่อว่าความทรงจำทุกอย่างยังคงอยู่ในใจเขาตลอดไป
อีกกิจกรรมหนึ่งที่ฉันเคยทำในงานวันครอบครัว (Family Fair) ก็คือปากระป๋อง ฉันกับนักเรียนกลุ่มหนึ่งช่วยกันจัดเกมส์นี้ขึ้นมา โดยวางกระป๋องไว้บนโต๊ะสิบกระป๋องให้ซ้อนกันเป็นรูปทรงปิรามิด ผู้เล่นใช้ลูกบอลที่จัดให้สามลูก ปาไปที่กระป๋อง ถ้าบอลลูกเดียวล้มกระป๋องทั้งหมดได้ จะได้รับรางวัลใหญ่ที่หนึ่ง  ถ้าสองลูกทำให้ล้มหมดก็จะเป็นรางวัลที่สอง ถ้าสามลูกทำให้ล้มหมดก็จะได้รับรางวัลที่สาม ถ้าสามลูกไม่สามารถล้มกระป๋องทั้งหมดได้ ก็จะได้รับรางวัลปลอบใจ ส่วนรางวัลจะได้มาจากการบริจาคของพนักงาน ครูอาจารย์ ที่ทำงานในแค้มป์ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า และของที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อคนอพยพเหล่านั้น โดยฉันจะทำกล่องรับบริจาคไว้ที่สำนักงานก่อนวันเริ่มงานสักสิบวัน จะได้ของบริจาคเยอะมาก แต่กติกาการเล่นเกมส์ของฉัน เด็กจะต้องพาคนในครอบครัวมาด้วยถึงจะได้เล่น จุดประสงค์ก็เพื่อสร้างความรักความสามัคคีในครอบครัวของพวกเขานั่นเอง
กล่าวถึงเรื่องงานวันครอบครัวมาเสียนานจนเกือบลืมเรื่องของคริสติน่า สาวสวยของเรา หล่อนตัวสูงใหญ่ ผิวขาวขนาดก็เท่ากับกระเทยยักษ์ของเรานั่นแหละ เกือบทุกงานถ้ามีวงดนตรีของมาดาสแบนเล่น หล่อนก็จะขึ้นไปร้องเพลง “ก็มีแต่ควาย ควาย ควายเท่านั้น” ของมาม่าบลูเสมอ
ความก็มีอยู่ว่าหลังจากแค้มป์ปิดแล้วหล่อนก็บินไปอเมริกา แหล่งข่าวบอกว่าไปหาเด็กที่เคยทำงานด้วยกันที่ LC อากาศที่อเมริกาคงหนาวมากไปหน่อย ก็เลยต้องเข้าไปนอนกับเด็กม้ง พอกลับมาเมืองไทย ปรากฏว่าตัวเองตั้งท้อง  กลัวพ่อกับแม่รับไม่ได้จึงต้องกลับไปอเมริการอบที่สอง และอยู่จนคลอดลูก อยู่ที่นั่นจนได้สัญชาติสบายไป ข่าวก็คงหมดแค่นี้เพราะไม่ได้เจาะลึกลงไปในรายละเอียดเท่าไหร่
คงพักเอาไว้ก่อนสำหรับเรื่องราวของความรักความผูกพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ขององค์การคอนซอร์เทียมกับเด็กในแค้มป์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงดำเนินไปตามครรลองของกรรม เหมือนกับเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้แล้ว โดยใครสักคนหนึ่ง ที่กำหนดให้คนๆหนึ่งต้องดำเนินชีวิตไปอย่างนี้ และเป็นไปอย่างนี้ และจบลงอย่างนั้น ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นตัวเราเองที่ช่วยกำหนดให้เป็นไป จะเบี้ยวหรือตรงอย่างไรตัวเราก็มีส่วน  แล้วอีกส่วนใครเป็นตัวกำหนดล่ะ
ทำงานภายในรั้วลวดหนามนี้ก็ช่วยเสริมสร้างให้บุคคลากรมีความมั่นใจ กล้าพูดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา โดยทุกครั้งต้องมีเหตุผลออกมาสนับสนุนความคิดเหล่านั้น รวมทั้งได้รับการปลูกฝังให้ทำงานอย่างมีระบบระเบียบ เป็นขั้นตอน บางครั้งความมั่นใจ ความกล้าพูดกล้าทำมันก็สามารถทำให้ความเป็นเพื่อนที่สั่งสมมานาน สูญสลายพังลงไปในพริบตาเดียว เขาถึงบอกว่าลิ้นหรือคำพูดนั้นบางครั้งก็คือน้ำผึ้งอันหวานฉ่ำราดรดลงไปที่ใด ต่อให้มดที่แสนจะดุดัน กัดเจ็บ อยู่ไกลสักเพียงไหน ต้องตะเกียกตะกายเข้ามาหาทันทีเมื่อได้กลิ่นของน้ำผึ้งนั้น และบางครั้งลิ้นหรือคำพูดก็คือคมมีดดีๆ นี่เองสามารถบาดลึกผิวเนื้อให้เกิดบาดแผลอันเหวอะหวะได้ ทำให้เจ็บลึกลงไปถึงห้วงลึกของจิตใจก็มี การรู้จักขัดเกลาคำพูดก่อน อย่าพูดทุกคำที่คิด แต่ให้คิดทุกคำที่จะพูดออกมาก็สามารถทำให้คนเราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้
ฉันเคยประสพมาก็คือน้อยหน่า เป็นคนชอบพูดอะไรตรงไปตรงมา บางอย่างฉันก็ยอมรับว่ามันเป็นจริงอย่างที่เธอพูด แต่แหมบางครั้งคนเรานั้นก็ไม่ชอบความจริงกันเท่าไหร่หรอก โดยเฉพาะยามคับขันที่จำเป็นต้องเอาตัวรอด มักจะมีการโยนความผิดให้คนนั้นคนนี้รับเอาไป ตัวเองก็รับเอาแต่ความชอบเท่านั้นเอง จะเห็นว่าสังคมในปัจจุบันนี้ มีคนน้อยมากที่จะกล้าพูดความจริงกัน เพราะความจริงบางครั้งมันอาจจะกลับมาทำร้ายเราก็ได้ ฉันไม่ได้ส่งเสริมให้คนพูดโกหกหรอกนะ แต่คนเรานั้นก่อนจะพูดจะทำก็ควรคิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนว่า ผู้ฟังเขาพร้อม เขาชอบที่จะฟังหรือเปล่า
“น้อยหน่าจ๊ะ นี่หนึ่ง ทำงานอยู่ที่แผนกพาส (PASS)”
“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก ดิฉันคิดว่าคุณหนึ่งน่าจะมาจากทางเหนือนะคะ”
“ทำไมหรือครับ”
“ก็คุณ หน้า เนื้อ เหนือ เหนือ ค่ะ” 
เสียงที่เธอลากออกมายาวๆ นั้น จะเสียงสูงมากบาดเข้าไปในความรู้สึก ฉันฟังแล้วรู้สึกสะดุดในหัวใจ ทำไมละ ต้องถามอะไรที่แปลกอย่างนี้ คำว่าเหนือเธอเน้นมาก ใจก็ถามตัวเองว่าเกิดเป็นคนเหนือผิดด้วยหรึ และมันตลกตรงไหน ไม่รู้จะหาทางแก้ลำอย่างไรดีก็เลยถามย้อนกลับไปว่า
“คุณก็คงจะมาจากประเทศจีนใช่ไหมครับ”
“ทำไมหรือคะ”
“เพราะว่าหน้าของคุณจี๊น จีน”
ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันเอานิสัยปากกล้า ใจกล้ามาจากที่ไหน ทั้งที่ตอนเป็นเด็กนั้นขี้อาย ตอนเรียนหนังสือในระดับมัธยมนั้น ออกไปรายงานหน้าห้อง ตัวจะสั่นเป็นเจ้าเข้า เพื่อนๆ เป็นได้หัวเราะทุกที วันเวลาเปลี่ยนคนได้จริงๆ โดยอาศัยสภาพแวดล้อมกับประสบการณ์มาเป็นตัวประกอบ ถ้าสิ่งประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งที่สวยงาม น่าประทับใจ ก็จะทำให้ภาพรวมของบุคคลนั้นออกมาดี คงไม่ต่างจากหนังหรือละครที่จะอาศัยตัวละครหรือนักแสดงออกมาโลดแล่นโดดเดี่ยวตามลำพังไม่ได้ คงต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างมาช่วยเสริม เช่นฉาก สี แสง เสียง มาช่วยทำให้ภาพรวมออกมาน่าดู น่าชม คนเราก็เหมือนกันจะชั่วจะดีนั้นก็ต้องได้รับอิทธิพลจากสิ่งประกอบหลายอย่าง สถาบันครอบครัวคงเป็นสิ่งแรกที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของคนเรา จากนั้นก็คงเป็นสังคม สภาพแวดล้อมต่างๆ ฉันเชื่ออยู่เสมอว่า โดยพื้นฐานแล้วคนเราเป็นคนดีมาแต่กำเนิดทุกคน บางคนชั่วเลวก็เพราะองค์ประกอบภายนอกต่างหากที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงของพวกเขา
มีเรื่องเล่าอีกแล้วกับวีรกรรมในความมั่นใจของสาวคอนซอร์เทียมกับคนพนัสนิคม หรือ กับคนแค้มป์ด้วยกันเอง สาวสวยคนนี้ร่างใหญ่ ผิวขาว ตาโต ทำงานอยู่แผนกสอนภาษาอังกฤษให้ชาวอพยพที่เป็นผู้ใหญ่ ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอจำเป็นต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ จัดการซื้อตั๋วรถทัวร์เรียบร้อยแล้วรู้สึกจะเป็นใบสุดท้าย  จึงต้องนั่งหลังสุด ติดกับห้องน้ำ รถใกล้จะออกจากสถานีเธอวิ่งไปซื้อน้ำดื่ม กับของขบเคี้ยวบางอย่างเพื่อไปทานบนรถ ขึ้นรถได้หล่อนก็ตรงรี่ไปยังที่นั่งตามหมายเลขในตั๋วรถ บังเอิญเหลือเกินว่ามีคนนั่งอยู่แล้ว ความเหนื่อยบวกกับความหิว ทำให้ความมั่นใจถูกขับออกมาใช้ทันที
“พี่คะ ที่นั่งตรงนี้เป็นของหนูคะ  ตามหมายเลขในตั๋วนะคะ”
“ไม่เป็นไรคะ นั่งที่ไหนก็ได้คะ เขาไม่ได้นั่งตามหมายเลขกันหรอกค่ะ”
“ไม่ได้คะ ดิฉันจะนั่งที่นี่ ตามหมายเลขนี้ค่ะ”
ผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงนั้น คงทำท่าทางไม่พอใจ แถมไม่ยอมย้ายที่นั่ง หรือเป็นเพราะว่าสาวคอนซอร์เทียมคนนี้ปากเร็วไป หล่อนตะโกนจากท้ายรถ เรียกพนักงานบริกรให้มาจัดการให้ ลองคิดดูซิว่ากี่สายตาที่หันมามอง หลายคนคงคิดในใจไปต่างๆ นาๆ บางคนอาจจะคิดว่าก็ดีสมน้ำหน้า อีพวกที่มักง่าย ไม่มีระเบียบ ชอบนั่งไม่เลือกที่ เจออย่างนี้เข้าบ้างก็ดี จะได้ไม่มีคนเอาเป็นแบบอย่าง แต่อีกหลายคนก็อาจจะคิดว่า เรื่องมาก อะไรหนักหนา แค่เดินออกมานั่งตรงที่ว่างอยู่ก็ได้ อีกกลุ่มก็อาจจะคิดว่าพวกทำงานแค้มป์คงเพี้ยน ทำงานกับฝรั่งมากไป ก็เลยรับอะไรของเขามาหมด ทั้งที่ตัวเองก็หัวดำ นี่แหละความคิดมนุษย์ นานาจิตตัง เพียงเรื่องเดียวคนเรายังอาจคิดไปได้ร้อยแปดพันเก้า ก็คงหยุดหรือห้ามความคิดของคนเราไม่ได้ เป็นสิทธิส่วนบุคคล เพราะว่าความประพฤติหรือการกระทำสามารถจัดกรอบหรือขอบเขตได้ด้วยกฏเกณฑ์ และระเบียบได้ แต่ความคิดนั้นอยากไซร้ที่จะจำกัดพื้นที่มันได้
“น้อง น้อง มานี่หน่อยซิ”
“มีอะไรครับพี่”
“พี่คนนี้เขานั่งที่นั่งของพี่ ช่วยจัดการให้หน่อย”
“เจ๊ ครับช่วยลุกให้พี่เขาหน่อยครับ รถจะออกแล้วครับ”
เด็กรถก็คงคิดว่าทุกอย่างคงเรียบร้อย และไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นอีกแน่ ตนเองก็จะได้มีความสุขในการให้บริการผู้โดยสารเสียที ให้เกิดรอยยิ้มพิมใจหรือไม่ก็มีความประทับใจกลับไป คนเราถ้ารักงานที่ตนเองทำ มีความภูมิใจกับสิ่งที่ตนเองทำอยู่ ก็จะทำให้ผลของการทำงานออกมาได้อย่างประทับใจ มีคุณภาพทำให้ผู้ร่วมงาน หรือบุคคลรอบข้างอดมีความสุขด้วยไม่ได้ แต่เด็กรถบางคนพูดจาหมาไม่รับประทานเลยก็มี บางครั้งก็แกล้งลืมทอนเงินให้ผู้โดยสาร พอถูกทวง ก็พูดจาแดกดัน
“เดี๋ยวซิครับ คนออกเยอะแยะ ทนรอไม่ได้หรือครับ ผมไม่โกงคุณหรอก ถ้าผมโกง จะทำที่เงินเป็นล้านๆ โน่นไม่ใช่เงินแค่บาทสองบาทหรอก”
โอ้ยได้ยินแล้วลมใส่ เวลาไปไหนมาไหนจึงต้องพยายามพกเศษเงินไปเยอะๆ จะได้ไม่เจอสถานการณ์แบบนี้เข้า บางครั้งก็พยายามทำใจ คิดไปในหลายแง่ว่าเขาอาจจะเหนื่อย ทำงานหนักได้เงินเดือนน้อย หรือบางครั้งใจที่ไม่ดีก็คิดว่าเขาการศึกษาน้อย จึงได้เป็นแค่เด็กรถอย่างนี้ คงไม่มีวันได้ผุดได้เกิดกับเขา ได้ทำงานที่ดีกว่านี้หรอก เพราะมารยาททรามเหลือเกิน แต่อีกใจหนึ่งก็ออกมาค้านว่าจริงหรือที่ว่าการศึกษาทำให้คนเป็นคนดี มีจิตสำนึกที่ดีได้ แล้วข่าวคราวที่บอกว่ารัฐมนตรีหรือนักการเมือง จบปริญญาโท ปริญญาตรี โกงกินชาติบ้านเมืองนั่นหละ การศึกษาก็สูงกันทั้งนั้น เอ! หรือว่าการศึกษาไม่สามารถปลูกฝังสิ่งที่ดีลงไปในใจของมนุษย์ได้ หรือการศึกษาเป็นแค่หนทางที่จะเอื้ออำนวยในมนุษย์หาโอกาสหรือช่องทางที่ดีกว่าให้กับชีวิต งั้นฉันก็คงพูดได้ซิว่ามนุษย์เราเอาการศึกษามาเป็นลู่ทางทำมาหากิน หรืออาจเรียกว่ากำลังหากินบนการศึกษานั่นเอง ต่อไปก็คงเป็นหน้าที่ของครูอาจารย์ หรือกระทรวงศึกษาธิการแล้วหละว่า ควรหามาตรการ หรือวิธีการปลูกฝังจริยธรรม คุณงามความดีลงไปในระบบการศึกษาบ้าง เพื่อเด็กๆ จะได้มีคุณค่าทั้งทางด้านสมอง สติปัญญา และจิตใจ นอกจากนี้ควรกำหนดมาตรฐานการเรียนการสอนให้ชัดเจน ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างนี้ แน่นอนการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้นมันก็ใช้ได้ แต่ควรมีแก่นหรือมาตรฐานให้ยึดไว้
วกมาถึงเรื่องที่เกิดขึ้นบนรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ ดีกว่า ก็คงไม่พ้นถึงสาวเจ้าคนเดิม ที่พูดจาค่อนข้างตรงและแรงคนนั้น คนที่นั่งมาข้างๆ ขว้างค้อนอันเบ่อเร่อเข้าใส่  หล่อนทำไงรู้ไหม เมื่อเด็กรถเปิดวีดีโอตลกเสียงดังลั่นรถ เธอลุกจากที่นั่งแล้วก็เดินไปบอกเด็กรถ ที่กำลังเรียกผู้โดยสารตามรายทางอยู่
“น้อง ช่วยเปิดทีวีเบาๆ หน่อยได้ไหม พี่จะนอน”
“แต่คนที่นั่งข้างหลัง เขาไม่ได้ยินครับพี่”
เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็ได้แต่เอาหูฟังยัดใส่เข้าไปในหู แล้วก็หลับฝัน อาจจะฝันร้ายก็ได้ จนมาถึงเอกมัย นอกจากครูที่มั่นใจเหล่านี้จะสร้างวีระกรรมให้ประทับใจกับชาวพนัสนิคมแล้ว ยังสร้างความประทับใจให้กันเองหลายเรื่อง อย่างครูหมี ซึ่งเป็นครูใหม่มาจากภาคอิสาน ก็เจอในเรื่องของความมั่นใจเหมือนกัน วันหนี่งหลังเลิกเรียน ทุกคนก็กรูกันขึ้นรถเพื่อจะได้เลือกที่นั่งที่ตนเองชอบ ฉันก็จะรีบเอากระเป๋าขึ้นไปวางจองที่ไว้ เสร็จก็ลงมานั่งคุยกับนักเรียนที่มาส่งขึ้นรถทุกวัน เจอครูหมีเดินลงรถมาทำหน้าเศร้า
“เกิดอะไรขึ้นหรึหมี”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ เพียงแต่เสียอารมณ์”
“ทำไมล่ะ”
“ก็โดนไล่ที่มานะซิ ผมขึ้นไปนั่งเบาะหลังคนขับรถ ก็มีครูคนหนึ่งมาไล่ให้ผมย้ายที่ เขาบอกว่าเป็นที่ของเขา ที่นั่งมาแล้วห้าปี”
โถแค่เรื่องที่นั่งก็ยอมกันไม่ได้  แนะทำเป็นว่าคนอื่นเขา ตัวเองก็เคยทำเหมือนกัน ฉันนี่แหละ ก็คือว่ามีหัวหน้าคนหนึ่ง ไปรับบัตรเอทีเอ็มของธนาคารกสิกรไทย สาขาพนัสนิคม พร้อมรหัส แต่บังเอิญ ความที่เป็นคนขี้ลืม แกะดูรหัสแล้ว ก็วางทุกอย่างไว้บนโต๊ะทำงาน และเป็นวันที่เงินเดือนออก ฉันก็ไปกด เอทีเอ็ม ตามปรกติ ประมาณเที่ยงกว่า หลังจากนั้นก็เข้าไปในแค้มป์เพื่อสอนหนังสือ ขณะที่กำลังเพลินอยู่นั้น
“หนึ่งจ๊ะ พี่ขอคุยอะไรด้วยซิ ออกมาคุยข้างนอกห้องสักแป๊บน่ะ”
“ได้ครับพี่ มีอะไรหรือครับ”
“คือว่าวันนี้บัตรเอ ที เอ็มพี่หาย และพี่ไปเช็คเงินดู ถูกกดไปหนึ่งหมื่นบาท”
“หรือครับพี่ เสียใจด้วยครับ แล้วพี่จะให้ผมช่วยยังไงครับ”
“ก็คือว่าพี่ได้ให้ฝ่ายการเงินโทรไปเช็คกับธนาคารว่าใครเป็นคนกดเงินก่อนหน้าบัตรที่ถูกขโมยไป”
“หรือครับพี่ แล้วใครที่เป็นคนกดเงินก่อนขโมยละครับ”
“ก็คือหนึ่งไง กดก่อนขโมยประมาณ ครึ่งนาที แสดงว่าหนึ่งต้องเห็นหน้าตาคนร้ายที่ยืนต่อคิวอยู่”
“ผมไม่เห็นมีใครเลยหรืออาจจะมีก็ได้ผมไม่สังเกตุครับ”
“เป็นไปไม่ได้ที่หนึ่งไม่เห็น บอกพี่มาเถอะ พี่ไม่ให้เรื่องถึงตำรวจหรอก หนึ่งเห็นพนักงานคนไหนที่ทำงานในแค้มป์ยืนต่อคิวหรือเปล่า ถ้าหนึ่งไม่เห็น ก็แสดงว่า……….”
แค่นี้ฉันก็โกรธมาก ก็แสดงว่าฉันเป็นคนกดเองนะสิ ไม่รู้จะทำอย่างไร หลังจากเลิกเรียนแล้ว เดินขึ้นรถ ฉันสังเกตุเห็นว่ามีคนมองฉันแปลกๆ บางคนพูดให้ได้ยินชัดเจน “อ๋อ คนนี้ใช่ไหมที่ชื่อหนึ่ง” ตายล่ะ ฉันถูกมองว่าเป็นขโมย แน่เลย และคนที่กระจายข่าวก็คงเป็นพี่เจ้าของบัตร ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร จึงปรึกษาเพื่อน วันรุ่งขึ้นเราทั้งสองคนไปที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาพนัสนิคม ขอพบผู้จัดการ เพื่อตำหนิเขาว่า ทำไมเขาถึงเอาความลับของฉันไปเปิดเผย ซึ่งเป็นลูกค้าคนหนึ่ง โดยที่ไม่ขออนุญาตฉันก่อน
“ผู้จัดการทำไม่ถูกต้องนะครับ เพราะถ้างั้นใครมาขอดูประวัติการกดเงินของลูกค้าคนอื่นก็ได้หมดซิครับ”
“ผมขอโทษจริง เดี๋ยวผมจะตำหนิพนักงานของผมให้ แต่ทางฝ่ายการเงินขององค์การคอนซอร์เทียม บอกว่าขอตรวจสอบประวัติการเงินของคุณเฉยๆ โดยจะไม่เปิดเผยความลับใดๆ ของพนักงานและก่อให้เกิดปัญหากับธนาคาร”
ผู้จัดการธนาคารคงโทรไปตำหนิฝ่ายการเงินขององค์การ และฝ่ายองค์การก็คงตำหนิ เจ้าของบัตรที่พูดมากไม่ปล่อยให้ผู้บริหารจัดการเอง เรื่องเลยไปกันใหญ่ ฉันก็เลยดังมากขึ้นเรื่อยๆ ไปทางไหนก็มีคนมอง ครูที่ไม่เคยรู้จักก็อยากจะรู้ว่าหน้าตาฉันเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ข่าวกลับกลายว่าฉันเป็นคนขโมยบัตรเสียเอง เพื่อนๆ ฉันรับไม่ได้ก็เลยทำการประท้วงเรียกร้องความยุติธรรม กู้ชื่อเสียงกลับมา โดยการเขียนป้ายโปสเตอร์ติดตามที่ต่างๆ ในองค์กร โดยมีข้อความทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยว่า

“ประกาศ”

พนักงานทุกท่านโปรดทราบ คุณอาจจะถูกตรวจสอบประวัติทางการเงิน และการกดเงินของคุณจากฝ่ายการเงินได้ เพราะฉะนั้นจงระวัง ความลับของคุณจะถูกเปิดเผย เพราะฉะนั้นจงระวัง  และในที่สุดคุณอาจจะถูกกล่าวหาในทางมิชอบได้

                เรื่องก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ ในที่สุดจอห์น (John) ซึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่ขององค์การ เรียกฉันกับเจ้าของบัตรเข้าไปคุยกันสามคน เพื่อยุติเรื่องราวทั้งหมด
“ทำไมหนึ่งทำกับพี่อย่างนี้”
“ผมไม่ทำอะไร แต่มันไม่ยุติธรรมกับผม เพราะว่าตอนนี้ชื่อเสียงผมเสียหมด ทุกคนมองผมเป็นขโมย เพราะพี่ไปเล่าให้คนนั้นคนนี้ฟัง ว่าผมไม่ยอมบอกว่าใครที่ยืนต่อคิวอยู่”
“แล้วทำไมหนึ่งไม่บอกพี่ละ”
“ผมจะบอกพี่ได้อย่างไร ในเมื่อผมไม่ได้ไปจับมือเขาดูว่าบัตรที่เขาถืออยู่เป็นของพี่หรือเปล่า ถ้าบอกพี่เขาก็เสียหาย”
“พี่บอกแล้วไงว่าจะไม่ให้เรื่องถึงตำรวจ”
“ใช่เราทำงานร่วมกัน ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน เพราะฉะนั้นในฐานะที่ฉันเป็นเหมือนพ่อในครอบครัว จะช่วยแก้ปัญหากันภายในครอบครัว”  จอห์นพูดขึ้นมาเพื่อจะประณีประนอมกัน
“งั้นถ้ากางเกงในฉันหาย ฉันต้องมาบอกคุณในฐานะพ่อให้ช่วยแก้ไขปัญหางั้นหรึ”
ดูซิความมั่นใจทำให้ฉันกล้าพูดต่อหัวหน้าใหญ่ได้ขนาดนั้น ซึ่งพอมาคิดตอนนี้แล้วไม่ดีเลย ปัญหาคงถูกแก้ง่ายกว่านี้ และในที่สุดพี่คนนั้นต้องเขียนจดหมายขอโทษฉัน โดยการขยายจดหมายนั้นให้ใหญ่ที่สุดและติดไว้ทั้งที่ออฟฟิศในตัวอำเภอ และในแค้มป์ ทุกอย่างจึงจบลง แต่ก็เกือบจะโดนชกหน้า เพราะแฟนฝรั่งของพี่เขาไม่ยอมบอกว่าฉันทำเกินไป ขโมยก็จับไม่ได้ เงินก็ต้องเสียแถมยังต้องมาขอโทษฉันอีก  เอาละก็ถือว่าเป็นบทเรียน และข้อคิดให้ทุกคนก็แล้วกันว่าจะทำอะไร จะพูดอะไร ต้องคิดให้รอบคอบก่อน เพราะบางครั้งอาจจะทำให้เรื่องมันบานปลาย และสูญเสียเพื่อนที่ดีคนหนึ่งไปได้
ก่อนที่ฉันจะปิดเรื่องราวในแค้มป์นี้ ขอเล่าอีกชีวิตหนึ่งของเด็กเวียตนามคนหนึ่งที่ถูกส่งกลับ ไม่สามารถไปอเมริการได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง และฉันเคยไปเยี่ยมที่เมืองแยเแจง (Natran) ประเทศเวียตนาม พักอยู่กับเขาและเที่ยวด้วยกันหลายวัน ก่อนลาจากฉันให้ที่อยู่เขาไว้เผื่อจะได้ติดต่อกันในอนาคต เราไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยประมาณสี่ปี จนวันหนึ่งขณะที่ฉันทำงานในตำแหน่งผู้จัดการของศูนย์ภาษาสถาบันคอมพิวเตอร์สแควร์ แถวลาดพร้าว 101 พ่อโทรมาจากเชียงราย บอกว่ามีเด็กนักเรียนมาหา พูดภาษาไทยก็ไม่ค่อยชัด สงสัยเป็นชาวเขา บอกว่ามาจากพนัสนิคม แต่งตัวดำมอซอ เสื้อผ้าเก่าๆ ใส่รองเท้าแตะ ที่ความหนาเทียบจะไม่เหลือคงผ่านการใช้งานมาเยอะแล้ว
“แล้วพ่อบอกเขาว่ายังไงครับ”
“พ่อเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ดูท่าทางเขาคงหิวมากด้วยจึงพาไปเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่เลย และก็ให้เงินค่ารถเขามาด้วย”
“โธ่เอ้ย พ่อครับ วันหลังถ้าใครมาขอที่อยู่ของผมที่กรุงเทพฯ อย่าให้นะครับ อาจจะเป็นแก๊งค์ต้มตุ่นหรือเปล่าให้เงินเขาไปเท่าละครับ”
“พ่อให้ค่ารถไป 300 บาท พร้อมให้ที่อยู่ กับเบอร์โทรศัพท์ คิดว่าคงพอ”
ความที่พ่อก็เป็นคนชนบทจึงไม่ทราบว่าค่ารถจากเชียงรายมากรุงเทพฯนั้นเท่าไหร่อย่างดีเด็กคนนั้นก็คงมาถึงแค่เชียงใหม่ใจหนึ่งก็ดีใจว่าคงไม่ได้เจอเด็กคนนั้น เพราะไม่รู้ว่าเป็นคนไหน หรือว่าเป็นใคร เพราะเชื่อว่าเด็กนักเรียนที่พนัสนิคมไม่มีใครอยู่แล้ว ไปอเมริกา หรือไม่ก็กลับประเทศไปกันหมด อีกใจหนึ่งก็อยากรู้ว่าเป็นใคร คืนนั้นฉันนอนไม่หลับทั้งคืน ตีห้าผ่านไปก็ไม่มีวี่แววว่าเด็กคนนั้นจะโทรมา เพราะส่วนใหญ่ถ้าเดินทางจากเชียงรายโดยรถทัวร์แล้ว จะมาถึงหมอชิตประมาณตีห้า หรือตีห้าครึ่ง ฉันนอนต่ออีก 2 ชั่วโมงก็ลุกขึ้นอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน ไปทำงานด้วยความโล่งใจ จนกระทั่งสิบโมงเช้า ก็มีโทรศัพท์เข้ามา
“ฮัลโหล พี่ครับ พี่นักเรียนของพี่เขาอยู่กับผมครับ”
“เหรอ แล้วอยู่ที่ไหน เขาชื่ออะไร เป็นใคร”
“ฮัลโหล ครูครับผมหวู ไงครับ จำผมได้ไหมครับ ช่วยผมด้วยครับครูผมไม่มีใครเลย”
เด็กคนนั้นพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ร้องไห้สะอึกสะอื้น ฉันรู้แล้วว่าเขาเป็นใครแต่แปลกใจว่าเขามาจากเวียตนามได้อย่างไร ใครพามา แล้วถ้ามาอยู่กับฉันจะผิดกฏหมายไหม ฉันคิดมากจนปวดหัว พูดอะไรไม่ออกจึงตัดสินใจให้เด็กคนที่พาหวูมากรุงเทพฯ ด้วย ให้มาหาที่ร้านอาหารข้างที่ทำงาน ฉันเห็นสภาพแล้วก็อดสงสารไม่ได้ รีบสั่งข้าวให้กิน
“ครูครับช่วยผมด้วยนะครับ ในเมืองไทยผมไม่มีใครจริงๆ”
“ครูช่วยอยู่แล้วแต่ว่าตอนนี้ครูต้องทำงาน เอางี้น้องพักอยู่แถวไหนครับ พี่ฝากหวูไปอยู่ด้วยก่อน แล้วเลิกงานพี่จะไปหา”
“ผมพักอยู่แถวเสนานิคม ซอยหนึ่งครับ”
ฉันเห็นแววตาของหวู สดใสขึ้นเหมือนกับมีความหวังขึ้นมา เขาคงดีใจที่เจอฉัน อย่างน้อยก็ได้ที่พึ่งพา ฉันสอนเขาหลายอย่าง อย่าออกมาเดินเพ่นพ่าน เพราะยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด พร้อมทั้งควักเงินให้ติดตัวไปห้าร้อยบาท และสัญญากับเด็กคนนั้นว่าจะไปหา
กลับมาถึงบ้านก็รีบโทรหาเพื่อคนโน้นคนนี้จนได้ความคิดออกมาเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายค้าน โดยฝ่ายแรกมีพี่แจ๊ฟฟี่ (ชื่อตอนอยู่เชียงราย ทุกคนเรียกว่าจิ๊บ ในกลุ่มเดียวกันเรียกว่าอีจิ๊บ) เป็นแกนนำ โดยเอาเหตุผลต่างๆ นานา ทั้งทางด้านกฏหมาย และข้อมูลตามหนังสือพิมพ์มาหว่านล้อมฉันไม่ให้รับหวูมาอยู่ด้วย แม้แต่ไปข้องแวะ อีกฝ่ายก็เป็นธรรมะ คือสงสาร จงให้ความช่วยเหลือมนุษย์โลกด้วยกัน
“พี่ว่าอย่าไปยุ่งนะ ให้เขาเผชิญชะตากรรมเองเถอะ ถ้าเขาไม่เก่งจริงจะข้ามน้ำข้ามฟ้า ผ่านป่าเขามาเธอได้หรึ”
“ผมไม่รู้จะทำอย่างไรสงสารก็สงสาร  กลัวก็กลัว”
“นั่นนะซิ คนเวียตนามขี้โกงจะตาย ไม่เห็นข่าวหรึ ที่บอกว่าเอาคนต่างด้าวมาเป็นคนใช้ สุดท้ายก็ถูกฆ่าปาดคอทิ้ง บางทีมันก็พาเพื่อนมายกเค้าหมดบ้าน แล้วการให้คนต่างด้าวพักอาศัยอยู่ด้วยก็ผิดกฏหมายอย่างแรง เธอจะเสี่ยงหรือหนึ่ง”
“แต่พวกยอด ปั๊ม มันบอกว่าให้ช่วยเหลือเอาไว้ สงสารเด็กตาดำๆบ้าง”
“เขาว่าไงกันบ้างละ”
“เขาบอกว่าหวูนะ หนีร้อนมาพึ่งเย็น ให้ความช่วยเหลือเขาก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง ในประเทศไทย เขาก็มีผมคนเดียวเป็นความหวังของเขาทั้งหมด เขาคงคิดและเลือกแล้วว่าจะมาตายเอาดาบหน้า โดยมีผมเป็นความหวัง คนเรานะก่อนที่จะทำอะไร โดยเฉพาะการหนีจากประเทศอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนมา แสดงว่ามันถึงที่สุดแล้วละครับ”
“เอ๊า เอาไงก็เอากัน ตามใจหนึ่งก็แล้วกัน”
จำได้ว่าวันนั้นเป็นคืนวันศุกร์ ฉันตัดสินใจไม่ไปหาเขา เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ  ปิดโทรศัพมือถือ นอนพลิกตัวไปมา คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดีกับหวู ความกลัวมันมีมากกว่าความกล้า ความเครียดที่ต้องต่อสู้กับใจตัวเองก็เกิดขึ้น คนเราเวลามีสิ่งให้เลือกทำ ใจมันจะต่อสู้กัน หาเหตุผลมาหักล้างกัน จนรู้สึกอึดอัด ปวดหัวไปหมด ฉันนอนขดตัวอยู่บนเตียงจนเกือบเที่ยงคืน มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“ฮัลโหล ครูหรือครับ ทำไมไม่มาหาผม ผมรอครูทั้งวัน ครูครับผมไม่มีใครนะครับ สงสารผมเถอะ คนที่ผมอยู่ด้วยผมก็เพิ่งรู้จักเขา ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดีครับครู”
“หวู ครูขอโทษนะ พอดีครูติดประชุม แล้วเป็นไงบ้าง ทานข้าวทานปลาหรือยัง”
“ยังครับครู  ไม่รู้จะหาอะไรทาน คนที่พาผมมาอยู่ด้วยก็ไม่อยู่แล้ว”
“หวูลองเดินออกมาตามถนนนะ หาอะไรใกล้ๆ ทาน อย่าไปไกลนะ เดี๋ยวจะหลง”
“ผมไม่มีเงินเลยครู เหลือติดตัวเจ็ดบาทเอง”
“เอ้าแล้วเงินที่ครูให้ล่ะ”
“เงินที่ครูให้มานั้นหายไปแล้ว ผมใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ ห้องมันร้อนก็เลยถอดเสื้อวางไว้ พอจะเอาไปซื้อข้าวก็หาไม่เจอแล้ว เขาอยู่ด้วยกันหลายคน ตอนนี้ผมก็อยู่คนเดียว หิวมากไม่รู้จะทำยังไง ผมไม่รู้ทิศทาง จะเดินออกไปข้างนอกก็กลัวหลงครับ”
“เอางี้นะ หวูฟังครูนะ หาซื้อมาม่า รู้จักไหม มาม่าที่ครูเคยซื้อให้กินตอนอยู่ในแค้มป์ เอามาต้มกินปะทังความหิวไปก่อนนะ พรุ่งนี้ครูจะไปหาหวูแต่เช้าเลย ครูสัญญา”
“ครับครู ช่วยผมด้วยนะ”
มโนธรรมที่มีอยู่ในใจฉัน ทำให้ฉันตัดสินใจ ทำความดี ในเมื่อทำดีแล้วผลมันจะออกมาหัวหรือก้อย ค่อยว่ากัน เกิดเหตุอะไรขึ้น ความจริงมันก็ต้องคงอยู่อย่างนั้น กลอนของพ่อที่เคยท่องไว้ ก้องอยู่ในห้วงความคิด ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น พอเจอทางเลือกแล้ว ก็รู้สึกโล่งอก  ฉันสงสารเขาอย่างจับใจ เพราะฟังจากโทรศัพท์ เสียงเขาสั่นเครือ บางทีอาจจะกำลังร้องไห้อยู่ก็ได้
ฉันตื่นแต่เช้า เตรียมเสื้อผ้าที่ไม่ใส่แล้ว ไปด้วยเพื่อที่จะให้เขาใส่ชัวคราว นั่งรถเมล์จากลาดพร้าว ไปเสนานิคม ใจมันก็เริ่มขัดแย้งกันขึ้นมาอีก แต่ก็ได้คิดรอบคอบแล้วว่าจะทำอย่างไร  ถ้าคิดจะทำความดีแล้ว ไม่ควรคิดอะไรให้มากเกินไป เดี๋ยวความคิดดีมันจะทำร้ายเอา  ไปถึงหน้าเมเจอร์รัชโยธินตามที่นัดกันไว้ หวูกับเด็กรถที่ชื่อมะขาม มารออยู่ก่อนแล้ว  ฉันพาพวกเขาไปทานข้าว นั่งคุยกับหวูหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องการเดินทางของเขาจากเวียตนาม ผ่านเขมร และเข้าจังหวัดตราด ผ่านจันทรบุรีเข้ามากรุงเทพฯ ไป เชียงราย สู่เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ อีกครั้ง
“ผมหนีจากเวียตนาม เข้าสู่ประเทศเขมร โดยการเดินป่าตลอด กลัวมากครับครู ขนาดจะนอนต้องปีนขึ้นไปนอนบนต้นไม้ กลัวสัตว์มันจะทำร้ายเอา เอาเชือกผูกตัวเองไว้กับกิ่งไม้ครับ ตอนกลางคืนมันน่ากลัวมาก เราอยู่ที่สูงเห็นสายตาสัตว์อะไรไม่รู้เต็มไปหมด”
“แล้วหวูใช้เวลาเดินทางกี่วันจากเวียตนามมายังเขมร “
“ทั้งหมดก็ 1 คืนสองวัน กลัวมาก กลัวถูกเขมรแดงมันจับฆ่าตาย แต่ผมก็โชคดีนะครับ จากนั้นผมก็จ้างมอร์เตอร์ไซด์ ให้มาส่งผมที่ชายแดนจะเข้าประเทศไทย ตอนแรกก็เกือบจะเข้าได้แต่ถูกจับเสียก่อน”
หวูเล่าให้ฟังว่าเกือบจะถูกจับตรงด่านเข้าประเทศไทย เพราะมีการตรวจบัตร แต่เจ้าหน้าที่มีคนเดียวตอนนั้น พอเขาเผลอหวูก็รีบเดินลัดเลาะไปตามป่าเขา ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นจังหวัดตราดหรือจันทรบุรีเพราะหวูก็ไม่รู้จัก เดินทั้งวัน รอจนมืด เขาต้องนอนในป่าอีกครั้ง
“ผมต้องเอาก้อนหินหรือกิ่งไม้ขว้างไปข้างหน้า กลัวเหยียบระเบิดครับครู  เวลาง่วงนอนตอนกลางวันก็นั่งพิงต้นไม้หลับ ผมเหนื่อยมากน้ำท่าไม่ได้อาบเลยครับ”
ในที่สุดหวูก็เข้าเขตประเทศไทยได้โดยจ้างมอร์เตอร์ทีขับโดยคนไทยเข้ามา จากนั้นก็ต่อรถ มาจากจันทรบุรีเข้ามากรุงเทพฯ เขาเหลือเงินอยู่ประมาณร้อยเหรียญสหรัฐ ตัดสินใจแลกแม่ค้าแถวหมอชิต ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าได้เท่าไหร่ จากนั้นก็ซื้อตั๋วขึ้นรถไปเชียงราย พอไปถึงอำเภอแม่จัน ก็ถูกจับอีกรอบ
“ผมถูกจับที่อำเภอแม่จัน ตำรวจพาผมไปหาหัวหน้าเขา ผมถูกจับถอดเสื้อผ้าหมดเลย เขาบอกว่าหายาเสพติด”
“ผมบอกเขาว่ามาตามหาพี่ชาย บัตรต่างด้าวอยู่ที่พี่ชาย ผมไหว้เขา ขอเขาให้ปล่อยผมไป”
หวูได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระจากนายตำรวจที่อำเภอแม่จัน (ฉันก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ ที่ช่วยชีวิตเด็กตาดำๆ คนหนึ่ง ให้เขามีชีวิตรอด ดำเนินชีวิตของเขาได้จนถึงทุกวันนี้) จากนั้นเขาก็เอาที่อยู่ของฉันเดินถามคนทั่วตลาด บังเอิญโชคเข้าข้าง หรืออาจจะเป็นชะตาฟ้าลิขิต ให้เขามาเจอฉัน คนที่เขาเจอนั้นเป็นเพื่อนของพ่อฉันเอง เขาจึงมีโอกาสมาพบฉันที่กรุงเทพฯ เขาเดินทางจากเชียงใหม่ มาถึงกรุงเทพฯ ได้ ก็เพราะมะขามเด็กรถที่รู้จัก ตำรวจตามด่านต่างๆ เนื่องจากเขาทำงานมานาน เขาช่วยเหลือหวู โดยการจับยัดห้องน้ำบ้าง เวลาเจอด่านตรวจ หรือบางทีก็แกล้งให้นั่งข้างคนขับทำเป็นเด็กรถ หรือญาติของคนขับเอง
ชีวิตของหวูเริ่มดีขึ้นหลังจากเจอฉัน เพราะฉันพาไปฝากงานกับเพื่อนที่เปิดบริษัททำน้ำดื่มขาย โดยรับเป็นรายวันสามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ อย่างไรก็ตามเขาก็ต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ เพราะไม่มีบัตรประชาชน จนกระทั่งทางการประกาศให้คนต่างด้าวไปรายงานตัวกับกรมแรงงานเพื่อสามารถทำงาน และเดินทางภายเขตอนุญาตได้ โดยไม่ผิดกฏหมาย หวูจึงมีโอกาสมาหาฉันทุกเสาร์อาทิตย์ ซึ่งทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉันและเพื่อนๆ นั้นมีชีวิตอีกระดับหนึ่ง ทุกคนมีความรู้กันหมด ทำงานที่ค่อนข้างดี มีทั้งพนักงานบนเครื่องบิน พนักงานการฑูต ครู ผู้จัดการ และอื่นๆ อีกมาก เวลาไปไหนมาไหนฉันก็พาหวูไปด้วย ทำให้เขาซึมซับเอามารยาทการกิน การเที่ยว การพูด การจาติดตัวไป จนบางครั้งหลายคนจะถามว่าหวู เรียนจบที่ไหน อย่างไร แต่ความที่เขาคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้มากเกิน บางครั้งทำให้เขาลืมตัว ไม่สามารถลดตัวเองไปใช้ชีวิตที่ลำบากได้ เขามีฉันที่คอยให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ทุกปัญหา จนความผูกพันธ์มันแน่นแฟ้นเหมือนพี่น้องกัน
วันหนึ่งฉันก็มีอันต้องไปอยู่อเมริกาจุดประสงค์ก็คงไม่ต่างจากหวูเท่าไหร่ เพราะต้องการชีวิตที่กว่า รวมทั้งเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะได้เจอนักเรียนที่เคยอยู่ในแค้มป์  ฉันทิ้งให้เขาอยู่คนเดียว เขาก็เหมือนกับคนขาดที่พึ่ง รวมทั้งรายได้ก็ไม่พอกับรายจ่าย เพราะธุรกิจน้ำของเพื่อนฉันเริ่มแย่ลง หวูผู้ที่ชินกับชีวิตที่ค่อนข้างสบายเริ่มเปลี่ยนไป ขาดงานบ้าง เงินที่ได้ก็หมดกับการเที่ยวเตร่ เพื่อนของฉัน อีเมล์รายงานให้ฉันทุกอย่าง ความโกรธทำให้ฉันขาดการติดต่อกับเขาเป็นเวลาหนึ่งปี จนกระทั่งฉันกลับมา ชีวิตเขาเปลี่ยนไปจริงๆ ตามที่เพื่อนบอก เขามีผู้หญิงอายุวัยกลางคนรับเลี้ยง ฉันเข้าใจในสภาพของเขา ต้องทำทุกอย่างเพื่ออยู่รอดให้ได้ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตน
ฉันพบเขาอีกครั้งที่ร้านถุงทอง อยู่บางบัวทอง นนทบุรี  (ปัจจุบันปิดตัวลงไปแล้ว) หวูดีใจมากที่ได้เจอฉัน เขาเล่าทุกอย่างให้ฟัง แม้กระทั่งเรื่องที่ต้องระหกระเหินไปทำงานในบาร์เกย์ ซึ่งเขาไม่เคยรู้เลยว่าเป็นอย่างไร ช่วงแรกก็ทำงานเสริฟธรรมดา จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าของร้านบังคับให้ออกไปกับแขกเขาจึงต้องลาออก เพราะรับไม่ได้
“ครูไม่รู้หรอกว่าชีวิตผม ตอนที่ครูไม่อยู่เป็นอย่างไร อดมื้อกินมื้อ เพราะงานทำน้ำ ไม่ได้มีทุกวัน ผมคิดถึงครูมาก เพราะผมเชื่อว่าครูช่วยผมได้”
“ชีวิตคนเรามันก็ต้องดิ้นรน อย่างนี้แหละ มีทุกข์ มีสุขบ้างคละเคล้ากันไป ชีวิตครูในอเมริกาก็ลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนกัน”
หลังจากนั้นไม่นาน ชะตาชีวิต ก็ได้ลิขิตให้หวูเจอกับรุ่นพี่ที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันกับฉัน ลงทุนให้หวู ทำร้านอาหารเล็กๆ กับฉัน เขาอยู่ด้วยกัน และแต่งงานในที่สุด ส่วนร้านก็ต้องมีอันเลิกไป เพราะเหตุผลบางอย่าง ปัจจุบันหวูยังใช้ชีวิตคู่กับพี่คนนั้น จนมีลูกด้วยกันหนึ่งคน นี่แหละชีวิตคนเราไม่มีอะไร ที่แน่นอนเท่าไหร่  เกิดมาแล้วก็ต้องต่อสูกันไป ทำในสิ่งที่ไม่เดือดร้อนผู้อื่นก็ดีแล้ว ดีกว่าหลายคนที่เกิดมาแล้วไม่เคยคิดดิ้นร้นอะไรเลย เจอปัญหาก็ท้อแท้ ไม่สู้ สิ้นหวัง หลายคนก็แค่เกิดมาแล้วก็หายใจทิ้งไปวันๆ
ชีวิตของหวู กลายเป็นคุณพ่อไปโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็รับผิดชอบกับสิ่งที่ตนเองได้ก่อขึ้น ขณะที่เขียนอยู่นี้ เขาทำงานเป็นผู้ช่วยกุ๊กร้านอาหารแห่งหนึ่ง เวลาเจอปัญหา หรือเกิดอาการท้อแท้ ก็ยังมาหา และขอคำปรึกษา แนะนำจากฉัน แล้วนักเรียนของฉันที่เคยสอนล่ะ ชีวิตพวกเขาจะเป็นอย่างไร สุขหรือทุกข์ ฉันจะได้เจอพวกเขาอีกไหม ยังจำวันสุดท้ายในศูนย์อพยพได้ วันนั้นมีการจัดงานปิดแค้มป์ที่ค่อนข้างใหญ่กว่าปกติ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทหารอาสารักษาแค้มป์ นักเรียน และชาวอพยพ ต่างออกมาร่วมกิจกรรมอย่างสนุกสนาน สำหรับฉันแอบไปยืนร้องให้อยู่ใต้ต้นไม้หลังแค้มป์ ฉันเดินไปรอบแค้มป์ ไปให้ทั่วทุกข์มุม เพื่อเก็บความทรงจำที่ฉันได้สั่งสมมาเป็นเวลาห้าปี ใจหายมาก เสียดายที่ภาพหนึ่ง ถูกวาดโดยใครบางคน มันกำลังจะถูกลบไปอย่างช้าๆ และคงจะค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรางจำของใครหลายๆ คน สำหรับฉันนั้นมันกลายเป็นภาพที่วาดด้วยหมึกถาวร และฝังลึกลงไปในก้นบึ้งของหัวใจ มันจะหายไปก็เมื่อฉันได้อำลาจากโรงละครใบใหญ่ใบนี้ไปแล้ว ขอบคุณตัวเอง ขอบคุณ ทุกคนที่ได้ช่วยกันบรรจงวาดภาพลงไปในใจของฉัน ให้มีชีวิตชีวา และมีสีสันอันงดงามอย่างนี้ ถ้ามีโอกาสฉันขอเป็นส่วนหนึ่งในภาพที่ฝังอยู่ในใจของใครอีกหลายคน ถึงแม้จะเป็นสีแค่เพียงหยดเดียวก็ตาม

 

ความซื่อ(บื้อ)ที่น่าให้อภัยของพนักงาน

เพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้าชื่อคุณประพันธ์ (นามสมมุติ) ตำแหน่งผู้จัดการสาขา มักจะบ่นให้ฟังเสมอถึงความซื่อ (บื้อ) ของพนักงานใต้บังคับบัญชา ที่ช่างแสนซื่อ บริสุทธิ์ ไม่ค่อยมีพัฒนาการทางด้านความคิดเท่าไหร่ จนบางครั้งทำให้การทำงานล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ภาพลักษณ์ของสถาบันของเราเสียไป ทั้งที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้น  คุณประพันธ์เคยรู้สึกหน้าแตกจนพูดไม่ออกหลายครั้ง โดยที่ข้าพเจ้าในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายศูนย์ภาษาคอยพูดปลอบใจว่า
“ให้อภัยพวกเขาเถอะคุณประพันธ์  ถ้าพวกเขาเก่งเท่าเรา หรือมากกว่าเรา พวกลูกน้องเหล่านี้ก็คงเป็นหัวหน้าเรากันหมดแล้ว”
คุณประพันธ์ฟังประโยคนี้ ทุกครั้งก็ถอนใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับทำสีหน้าปลงกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และพูดว่า
“ใช่พี่ พนักงานของเราบางคนมันยิ่งกว่าบัวใต้โคลนตมเสียอีก ไม่ยอมโผล่ตัวเองออกมาให้รับแสงดาว แสงเดือน หรือตะวันกับเขาเลย”
“พี่เห็นด้วยนะ แต่บัวบางกอ ก็อยากโผล่มาให้คุณชื่นชมนะ คุณเทคอนกรีตทับพวกเขาไว้หรือเปล่า”
“แต่บัวบางกอถ้าโผล่มากับความเหม็นของโคลนตมก็น่าเทคอนกรีตทับนะพี่”
คุยกันถึงเรื่องพนักงานใต้บังคับบัญชาทีไรพวกเราเป็นได้หัวเราะทุกที เรื่องที่เกิดกับคุณประพันธ์เร็วๆ นี้ ก็คือว่า วันหนึ่งคุณประพันธ์กับลูกทีมต้องไปออกร้านประชาสัมพันธ์สถาบันฯ  รับสมัครนักเรียนคอมพิวเตอร์และภาษาอังกฤษในราคาพิเศษสุด พร้อมแจกเอกสารฟรีให้ ที่เดอะมอล บางกะปิ ซึ่งกิจกรรมนี้จะทำประมาณ 4 วัน จุดประสงค์หลักก็คือให้บุคคลทั่วไปรู้จักสถาบันเรามากขึ้น ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสถาบันฯ ช่วงสองสามวันแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร คนสมัครเรียนก็มีบ้างประปราย แต่วันสุดท้ายคนจะมารับเอกสารฟรี และสมัครเรียนเยอะมาก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของลูกค้า ที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าก็เมื่อใกล้หมดโปรโมชั่น
เวลายิ่งดึกคนก็ยิ่งสมัคร และมาขอเอกสารฟรีมาก พนักงานทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะทางประชาสัมพันธ์ ประกาศว่าห้างใกล้จะปิดแล้ว เปิดบริการใหม่ในวันรุ่งขึ้น สิบห้านาทีก่อนสี่ทุ่ม มีลูกค้าเดินเข้ามาสามคน เพื่อมาขอเอกสารฟรี แต่เอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะมีเพียง 2 ชุดเท่านั้น คุณประพันธ์ ตั้งใจเต็มที่ ที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้กับสถาบันฯ และต้องการให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราได้รับความสนใจมาก คนเข้ามาสมัครเยอะจนเอกสารหมด  เขาพยายามมองหน้าพนักงานที่นั่งข้างๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน พร้อมกับแจ้งลูกค้าว่า
“พี่ต้องขอโทษอย่างยิ่งนะครับ วันนี้ลูกค้าของเราเยอะมากจนเอกสารหมดเกลี้ยงเลย แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวจะให้น้องเขาวิ่งไปถ่ายเอกสารมาให้”
ด้วยความปรารถนาดีของพนักงานที่ชื่อเจี๊ยบ หรือเพราะกลัวถูกใช้ให้ไปถ่ายเอกสารก็ไม่รู้ หรือคิดว่าคุณประพันธ์มองไม่เห็นเอกสารที่กองซ่อนไว้อยู่ใต้โต๊ะ เธอหยิบเอกสารออกมาทั้งกองพร้อมกับพูดว่า
“ยังไม่หมดคะคุณประพันธ์ นี่ไงคะ แจกอีกสิบวันก็ไม่หมด”
คุณประพันธ์ก็คงได้แต่นั่งปลง และถ้ามีรูเล็กๆ แถวนั้นก็คงแปลงกายให้เป็นมดแล้วก็หมุดลงไปทันที

 

เขียนจากประสบการณ์จริงโดย
วาที มูลอินต๊ะ
ผู้จัดการศูนย์ภาษา สถาบันคอมพิวเตอร์สแควร์
2000

 

 

 

 

 

มะเส็ง

                                                “เฮ้ย ชนหน่อย เอ้าเร็ว”
“อย่าเพิ่งเร่งซิยะ เดี๋ยวก็หมดหรอก”
“เออ เปลืองจัง กินเก่งอย่างนี้ไม่น่าชวนมาเลย”
“ฉันว่าไปขอเพลงอวยพรวันเกิดให้ยายเสาร์ดีกว่า”

เสียงตะโกนคุยกันอย่างสนุกสนานของผู้ที่มาเที่ยวที่ผับแห่งนี้ ดังกึกก้องแข่งกับเสียงเพลงและเสียงดนตรีอันเร้าใจของวงดนตรีเจ้าประจำที่นี่ บางโต๊ะก็มีคนที่เริ่มเมาลุกขึ้นยืนเต้นไปตามทำนองเสียงดนตรีอันที่ตนเองคิดว่าไพเราะ บางคู่ก็นั่งดื่มอยู่ตรงมุมมืดเจรจาต่อรองหรือตกลงอะไรกันสักอย่าง ส่วนโต๊ะที่ตั้งอยู่ใกล้ประตูทางเข้าก็จะได้ยินเสียงร้องกรี๊ดเป็นระยะของพวกสาวประเภทสองที่แต่งตัวอย่างสวยงามเปิดนั้นเปิดนี่ ว็อบๆ แวมๆ ไม่แพ้ผู้หญิง พวกเธอจะแหกปากอันกว้างและเต็มไปด้วยลิปสติกสีฉูดฉาด ส่งเสียงร้องกรี๊ดเป็นเมื่อมีหนุ่มหล่อหรือหน้าตาดีเมื่อถูกแสงไฟเดินผ่านมา ท่าทางที่สดีดสะดิ้งนั้นคงชวนให้หลายคนรู้สึกหมั่นใส้ยิ่งนัก แต่พวกเขาก็คงเป็นสีสันของสถานที่เที่ยวตอนกลางคืนแห่งนี้

เสาร์พาเพื่อนมาเลี้ยงฉลองวันเกิดที่นี่เกือบทุกปีนับตั้งแต่ย้ายมาทำงานในเขตนี้ วันนี้มาด้วยกันห้าคนเพื่อนหญิงสองคน เพื่อนครึ่งหญิงครึ่งชายหนึ่งคน และเพื่อนชายจริงๆ หนึ่งคน โดยที่เสาร์กับวิทย์จะมีกริยาท่าทางที่ค่อนข้างนุ่มๆ อ่อนหวานคล้ายผู้หญิง แต่เขาจะไม่เรียกตัวเองหรือให้คนอื่นเรียกว่าเป็นกะเทยและไม่ชอบด้วยซ้ำที่ถูกเรียกอย่างนั้นเพราะตามความคิดของเขากะเทยก็คือพวกที่แต่งตัวเป็นผู้หญิง จริต
จกร้านก็เป็นผู้หญิง มีการแต่งหน้าทาปาก ใส่เสื้อผ้าของผู้หญิงทุกอย่าง  ซึ่งเสาร์มักจะพูดกับเพื่อนเล่น ๆ เสมอว่าพวกนั้นทำให้สถาบันกะเทยเสื่อมเสียและทำให้สังคมไม่ยอมรับ

“เป็นกะเทยก็ถือว่าบาปอยู่แล้วยังมาทำตัวเองให้เขาหัวเราะเยาะอีก ฉันเกลียดพวก -ก-ระ เทยจังเลย”
“อ้อ งั้นเหรอ เธอก็เกลียดตัวเองด้วยซิ”
“ฉันไม่ใช่-ก-ระเทยนะ ฉัน เอ้อ เอ้อ อะไรก็ได้”

ทุกคนที่มาด้วยส่งเสียงฮากับคำพูดของเสาร์กับวิทย์ ซึ่งมักจะพูดจาแซวกันทุกทีที่เจอกัน  แต่การกระทำเช่นนี้ไม่สามารถบั่นทอนความเป็นเพื่อนของทั้งสองให้สั้นลงได้ กลับรักกันมากขึ้น เพราะทั้งคู่มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกัน และคำว่าเพื่อนนั้นมีค่ามากสำหรับคนทั้งสอง อาจะมีการทะเลาะ โกรธโมโหกันบ้างแต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ถาวร มันสามารถเสื่อมคลายหายไปได้ตามกาลเวลา เวลาสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หลายอย่างแม้แต่ความรักของเสาร์ที่มีให้กับผู้หญิงคนแรกของเขา ก็ยังไม่สามารถจีรังยั่งยืนได้ถาวรมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ซึ่งเพื่อน ๆ จำได้ว่าหลังจากนั้นเสาร์ผู้ที่เคยเป็นชายทั้งแท่งก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาไป สิบกว่าปีมาแล้วพวกเขาไม่เห็นเสาร์ชอบผู้หญิงคนไหนอีกเลย

ยิ่งดึกผู้คนก็ยิ่งทะลักเข้ามาในสถานที่นี้เรื่อย ๆ กลุ่มของเสาร์ก็เริ่มมึนเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ซึมเข้าไปในเม็ดเลือด ซึ่งถ้ามีการตรวจเลือดก็คงเจอแต่เหล้าที่ดื่มเข้าไปทั้งหมด พอเมาความกล้าก็เริ่มแทรกซึมเข้ามาในสามัญสำนึกจนทำให้กิ่งพโยมสาวน้อยที่ได้สามีแก่และปกติจะเป็นผู้ที่มีความเรียบร้อยที่สุดในกลุ่มเริ่มพูดมากขึ้น โยกตัวไปมาตามจังหวะเสียงเพลง ส่วนวิทย์ชายหนุ่มที่ชอบคิดว่าตัวเองสวยที่สุดก็เริ่มกรีดเสียงร้อง ลุกขึ้นส่ายสะโพกไปมาเหมือนกับจะบอกทุกคนว่าตัวเองเป็นผู้หญิง

“พวกเพื่อนฉันมันชอบถามว่าชอบคนแก่ได้ยังไง อีโธ่เอ๋ยพวกมันจะรู้ได้ยังไงล่ะ คนแก่มันก็ต้องมีอะไรดีสักอย่างที่บอกใครไม่ได้ ไม่ได้จริง ๆ นะเสาร์”
“จริงหรือจ๊ะยายกิ่ง ฉันก็อยากได้คนแก่ชาวเยอรมัน มาเลี้ยงดูฉันสักคนจะได้นอนลูบพุงตลอดคืน”

เสาร์พูดจบก็ชวนกิ่งพโยมลุกขึ้นเต้น ซึ่งเธอก็ย่อเข่าน้อมรับตามสไตล์ของคนเรียบร้อยอย่างเธอ แต่ก็เต้นได้แค่เพลงเดียว เพราะดีเจเริ่มเปิดเพลงช้าและเปิดไฟเป็นสัญญาณว่าผับใกล้ปิดแล้ว ผู้คนเริ่มทะยอยออกจากที่แห่งนี้ทีละคนสองคน ผับแห่งนี้ก็คงเงียบลงไปตามกาลเวลาอีกเช่นกัน คืนใหม่ก็คงจะครึกครื้นเหมือนเดิม

วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน โดยเฉพาะช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นแสนสั้นเหลือเกิน แต่พอมีความทุกข์ทำไมมันดูเหมือนว่าแต่ละวินาทีนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนทำให้ความรู้สึกที่ได้รับจากความทุกข์นั้นฝังรากลึกลงไปในจิตใจจนไม่สามารถลบให้มันออกจากความทรงจำได้ เสาร์ก็เช่นกันอยากเก็บเกี่ยวความรู้สึกแห่งความสุขที่ได้รับในคืนนี้ไว้ในความทรงจำให้นานเท่านานและรับมันไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ หลายโต๊ะมีแต่ความว่างเปล่า ขวดเหล้า ขวดเบียร์ และแก้วถูกวางไว้อย่างระเกะระกะ ถ้ามันมีความรู้สึกมันคงเสียใจมีแต่ความทุกข์ เพราะเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมามันเป็นสิ่งที่สามารถดึงดูดให้คนหลงไหลสนุกสนานกับมัน คอยดูแลเอาใจใส่ พอผู้คนได้ดูดเอาวิญญาณแห่งความสุขออกไปหมดแล้วมันก็หมดค่า

เด็กเสริฟเริ่มช่วยกันยกเก้าอี้ขึ้นวางไว้บนโต๊ะตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ถึงแม้จะเหนื่อยล้าอย่างไรก็คงต้องทนเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ทุกคนมองเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่าสูงส่งเสียเหลือเกิน สิ่งนั้นก็คงเป็นพระเจ้าเงินตราที่สามารถเปลี่ยนโน้นเปลี่ยนนี้ให้เป็นสิ่งที่เจ้าของต้องการได้  เสาร์มองทุกคนที่เดินผ่านโต๊ะเขาอย่างละเอียดเพื่อคอยสังเกตุว่าเวลาคนที่เขาเมาเหล้ากันจะเป็นอย่างไร เพราะบางครั้งคนเราย่อมจะมองในสิ่งที่ตนเป็นและทำไม่เห็นต้องคอยให้คนอื่นเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นแลัวนำมาเปรียบเทียบกับตัวเอง เขาสังเกตุเห็นว่าตรงมุมที่อยู่ใกล้ห้องน้ำยังมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียว ซึ่งขณะนี้เขามองจ้องมาทางกลุ่มของเสาร์ และโปรยยิ้มให้อยู่บ่อย ๆ เสาร์รู้สึกร้อนหนาววูบวาบเมื่อเขาชูแก้วเหล้าและคำนับเชิญชวนให้ดื่มด้วย ความรู้สึกเขินอายลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเสาร์มานานแล้ว เสาร์ไม่เข้าใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรรู้แต่ว่าตัวเองเหมือนกับล่องลอยอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่งเมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นเดินมาที่โต๊ะ พร้อมกับไฟที่ถูกปิดลงอีกครั้ง

“เสาร์เราไปเต้นสโลว์ซบกันเถอะ เพลงสุดท้ายไง”
“แน่ใจหรือยะยายจิ๊ก เดี๋ยวเจ้าเอมันก็หึง เตะฉันล้มกลิ้งหรอก”
“โอ๊ย ถ้ามึงทำเป็นนะ กูยกให้เลย”

ทั้งห้าคนลุกขึ้นเต้น โยกตัวไปมากับเสียงเพลง เสาร์โอบกอดเอวจิ๊กไว้แน่น ความรู้สึกอบอุ่นที่ได้รับจากการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อทำให้เสาร์เคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์นั้น เขาดึงจิ๊กขึ้นมากอดจนแนบชิดตัวเอง ซึ่งจิ๊กก็สนองตอบด้วยการโอบรัดและโน้มคอเสาร์ลงมา ยังไม่ทันที่จะเกิดอะไรขึ้น เอก็กระชากเสาร์ออกมาพร้อมกับชกหน้าเสาร์อย่างแรง จนเสาร์ล้มลงหัวฟาดโต๊ะ

“โอ๊ย มึงทำอะไรกู”

เสาร์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองไปรอบ ๆ แปลกใจว่าสถานที่นี้ทำไมมันคุ้นกับเขาเหลือเกิน ฝาผนังที่ได้รับการตบแต่งด้วยพัดหลากสีล้อมรอบผ้าสีม่วงซึ่งคล้ายกับผ้าทางใต้ผืนใหญ่ ริมหน้าต่างมีต้นไม้พลาสติกปลูกไว้ในกระถางใบใหญ่วางอยู่ ถัดไปอีกนิดก็เป็นชั้นวางหนังสือทำด้วยไม้จากทางเหนือ เขาขยี้ตาอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่ แสดงว่าเมื่อคืนเขาจะต้องเมามาก เพื่อน ๆ คงหิ้วปีกพามาส่งยังห้องของตัวเอง  เขายิ้มนิด ๆ กับความฝันร้ายที่ทำให้สะดุ้งตื่น บิดขี้เกียจอยู่บนเตียงหลายครั้ง พยายามจะลุกขึ้นยืนแต่ก็ยังรู้สึกปวดหัวอยู่ ก็เลยล้มตัวลงนอนพยายามข่มตาให้หลับ แต่ก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงดังกรอบแกรบที่ปลายเตียง เขารีบลุกขึ้นไปดู แทบช็อคเพราะว่าชายหนุ่มหน้าตาดี ที่เจอเมื่อคืนนอนอยู่บนพื้น เขารู้สึกงง ๆ ว่าเด็กคนนี้เข้ามาได้อย่างไร เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังดึงธนาบัติใบละห้าร้อยหลายใบออกจากกระเป๋ากางเกง นับทีละใบโดยที่ไม่สนใจว่าเสาร์กำลังมองเขาอยู่

“น้องเข้ามาได้ยังไง ใครอนุญาติให้เข้ามาในห้องนี้”

เด็กหนุ่มคนนั้นหันมามองหน้าเขา จ้องเขม็ง รวบรวมเงินทั้งหมดไว้ในกำมือ เขากำไว้แน่นเหมือนกับกลัวว่าใครจะแย่งเอาไป ท่าทางของเขาตกใจมาก ลนลานถอยหลังไปติดกับฝาผนังห้อง

“อย่าเข้ามานะครับ เงินผม เงินผมทั้งนั้น”

เสาร์ไม่รู้จะทำอย่างไร กล้า ๆ กลัว ๆ อย่างบอกไม่ถูก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กคนนี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่ เขาคิดอะไรไม่ออกเพราะสมองมันตื้อไปหมด

“ พี่ไม่เอาเงินหรอกแต่อยากทราบว่าน้องมาจากที่ไหน มาที่นี่ได้อย่างไร จะกลับบ้านไหมพี่จะไปส่ง”
“ผมไม่ไป ผมไม่มีบ้าน ผมกลัว กลัวคนเอาเงินผมไปหมด”
“โอเค ไม่ไปก็ไม่ไปงั้นเราไปอาบน้ำก่อนนะ ห้องน้ำอยู่ตรงโน้น”

เด็กหนุ่มตอบรับ และเดินตรงไปห้องน้ำอย่างง่ายดาย แต่ก็ไม่ลืมที่จะหอบเงินทั้งหมดไปด้วย เสาร์ก็เลยถือโอกาสหมุนโทรศัพท์ไปหาจิ๊กที่พักภายในตึกเดียวกันทันที

“เฮ้ย ยายจิ๊ก ใครอนุญาติให้น้องคนนั้นเข้ามานอนในห้องฉัน”
“เอ้าแล้วจะให้ไปนอนกับใครล่ะ ไอ้วิทย์มันก็แสนจะตุ้งติ้งเดี๋ยวมันก็จะหม่ำน้องเอา ยายกิ่งก็คงโดนสามีตืบเอา ห้องฉันเอก็มาพักด้วยเป็นเวลาจู๋จี๋ของฉัน แกนะแหละเหมาะสมที่สุด นอ้งคงปลอดภัยดีใช่ไหม หรือว่า อะแฮ่ม”
“เฮ้ย จะบ้าหรือ”

เด็กหนุ่มคนนั้นเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยความสดชื่นยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับยกมือไหว้เสาร์เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เด็กคนนี้หน้าตาใช้ได้ คมเข้มด้วยคิ้วที่หนาเรียวโค้ง หัวคิ้วที่ดกแทบจรดกัน ตาชั้นเดียว จมูกโด่งเป็นสัน ปากสีชมพูออกแดงระเรื่อ ผิวขาวเนียน บ่งบอกให้รู้ว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ สังเกตุดูจากมือที่เรียวยาวปราศจากรอยแผลใด ๆ ทั้งสิ้น เสาร์พยายามป้อนคำถามกับเด็กด้วยอัธยาศัยที่ดี แต่ไม่วายที่จะแอบระวังตัวไว้โดยการพยายามอยู่ห่าง ๆ

“น้องชื่ออะไรครับ ไม่เรียนหนังสือหรือครับ”
“ผมชื่อมะเส็งครับ ไม่เรียนหนังสือแล้วครับเพราะว่าปวดหัว”
“ส่วนพี่ชื่อเสาร์นะ แล้วบ้านเส็งอยู่ไหนละครับ”
“ บ้านมี เอะแต่ไม่มี อ้ออยู่ในตลาดตรงนี้เองครับ เดินไปแป็บเดียวก็ถึง เออ พี่ครับวันนี้เป็นวันอะไรครับ”
“วันอาทิตย์ครับ”
“งั้นผมไปทำงานก่อน เดี๋ยวตอนบ่าย ๆ ผมมาเยี่ยมพี่ใหม่นะครับ”

มะเส็งออกไปแล้วแต่เสาร์ก็ยังงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นและท่าทางของมะเส็งที่แปลก ลุกลี้ลุกลนอย่างบอกไม่ถูก บางครั้งเขาก็แสดงความสุขออกมาทางสายตา แต่พอสักประเดี๋ยวก็ส่อแววแห่งความทุกข์ออกมา เขาอยากจะศึกษาและเข้าไปนั่งในใจของเด็กคนนี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเขาให้มาก แต่แล้วก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งเพราะว่าชีวิตของเขายังมีอะไรอีกมากมายที่ตอ้งรับผิดชอบ อย่างวันนี้ก็ต้องเตรียมซักผ้ารีดผ้าเพื่อเตรียมใส่ไปทำงานวันพรุ่งนี้ ซึ่งปกติแล้วเขาก็จะอยู่บ้านผักผ่อน ทำความสะอาดบ้านเฉพาะวันอาทิตย์ส่วนวันเสาร์ก็จะเป็นวันที่ออกไปข้างนอกสังสรรค์กับเพื่อนฝูงทั้งที่ทำงาน และเพื่อนสนิท วันนี้คงไม่เป็นอย่างเคยเพราะต้องออกไปเป็นเพื่อนยายจิ๊กเพื่อช่วยเลือกซื้อเสื้อผ้าและเลยไปส่งเอที่กรุงเทพ ฯ

“เสาร์เดี๋ยวส่งเอขึ้นรถแล้ว ดูหนังต่ออีกสักเรื่องดีไหม”
“ก็ดีนะ ไม่ได้ดูหนังมานานแล้ว คงต้องกลับดึกหน่อยวันนี้”

ทั้งสองเข้าไปนั่งในโรงหนังประมาณสองชั่วโมงกว่า ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว พอหนังจบออกมาข้างนอกก็เจอแต่เคาเตอร์ที่เคยมีของวางอยู่มากมาย ว่างเปล่าบ้างก็ถูกคลุมด้วยผ้าสีสรรสวยงาม หุ่นใส่เสื้อผ้าโชว์ บางตัวก็เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ปิดเรือนร่างปล่อยให้ขาวโพลนอยู่อย่างนั้น ลูกค้าและพนักงานของห้างต่างก็กุลีกุจอเร่งรีบเข้าลิฟท์ เพื่อให้ลงไปถึงชั้นล่างให้เร็วที่สุด ซึ่งข้างนอกห้างก็วุ่นวายไม่แพ้กัน บางคนก็โบกแทกซี่กลับ บ้างก็นั่งรถโดยสารประจำทาง

ชีวิตช่วงเวลานี้ก็คงเปรียบเหมือนฝูงนกที่ส่งเสียงจอแจกันออกจากรังเรือนแต่เช้าตรู่เพื่อหาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว ตกตอนเย็นก็ส่งเสียกันเซ็งแซ่พากันกลับรัง เหลือทิ้งไว้แต่เพียงความเงียบสงัดให้ครอบคลุมพื้นโลก ปล่อยให้สัตว์อีกประเภทหนึ่งที่หากินตอนกลางคืนและคุ้นเคยกับความเงียบสงัดของยามค่ำคืนออกมาเพ่นพ่านหาอาหารกินตามสัญชาติญาณของมัน โลกเราที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันแทนที่จะได้พักผ่อนแต่ก็ต้องมาผจญกับสัตว์เหล่านี้จนทำให้หลับไม่ลง
รถแทกซี่ที่วิ่งผ่านสายฝนพาทั้งสองมาส่งที่หอพักกลับไปแล้ว จิ๊กกับเสาร์ก็แยกกันตรงบันไดเพราะอยู่คนละชั้น เสาร์หิ้วของพะรุงพะรังเดินมาตามระเบียงหน้าห้อง โดนฝนสาดเล็กน้อย เขาสังเกตุเห็นว่าบางห้องก็ปิดไฟนอนเรียบร้อยแล้ว บางห้องก็ยังคงดูทีวีพักผ่อนอยู่ ห้องเขาอยู่ตรงมุมสุดใกล้ทางบรรใดหนีไฟ ซึ่งเขามาเช่าอยู่คนเดียวหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่คุ้นเคยกับใครเท่าไหร่นัก เพียงแต่ทักทายและก็ยิ้มให้คนที่อยู่ข้างห้องเป็นครั้งคราวเท่านั้น

“พี่ครับ  พี่ครับ”

มีเสียงเรียกตามมาข้างหลัง เสียงนั้นค่อนข้างจะคุ้นหู เสาร์หันไปตามเสียง เห็นมะเส็งยืนตัวเปียกมะลอกมะแลกอยู่ ในมือมีถุงพลาสติกสองถุง ถุงหนึ่งเป็นก๋วยเตี๋ยว อีกถุงหนึ่งเป็นโค้ก

“ผมมาหาพี่ตั้งหลายครั้งแล้วครับแต่พี่ไม่อยู่ พี่ไปไหนมาครับ”
“เหรอ เข้ามาข้างในก่อนซิ”
“พี่ครับ ผมซื้อ มาฝาก แต่โค๊กของผมนะครับ ผมชอบมาก”

เสาร์ให้มะเส็งอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่จะลงมือทานก๋วยเตี๋ยว เขาแปลกใจมากที่มะเส็งดูท่าทางมีความสุขเป็นพิเศษ เขาหยิบโน่นหยิบนี่ที่วางไว้ในห้องขึ้นมาดู เบื่อจากดูของก็จะเปิดเพลงฟัง ถ้าเพลงใหนที่ชอบเขาก็ร้องตามเบา ๆ

“วันนี้ที่บอกว่าทำงาน ทำงานอะไรเหรอ”
“ทำที่ศาลเจ้า วันอาทิตย์จะมีการเข้าทรง ผมก็ช่วยเขาจัดโน่นจัดนี่ ก็ได้ตังค์ซื้อก๋วยเตี๋ยวมาฝากพี่ไง”
“เอ้า แล้วมาหาพี่ บอกพ่อกับแม่หรือยัง”

มะเส็งไม่ตอบ เขาทำตาเลิกลักแล้วก็ล้มตัวลงนอน สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไปบ่งบอกว่าเขามีความเครียด ปากก็บ่นว่าปวดหัว

“พ่อแม่ผมตายแล้ว พี่ช่วยกดตรงขมับให้หน่อยซิ ปั่นหูให้ด้วยนะครับ”

เสาร์ช่วยบีบขมับให้มะเส็งและนวดเบา ๆ เขาเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง และเริ่มมีความคิดว่าเด็กคนนี้ต้องขาดความอบอุ่นจากที่บ้านและอาจจะเหงาต้องการหาเพื่อนคุยเพื่อลืมเรื่องราวอะไรบางอย่าง เส็งนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขขณะที่เสาร์ใช้สำลีปั่นหูทำความสะอาดให้

“มะเส็ง ฝนหยุดตกแล้ว กลับบ้านได้แล้ว”
“ไม่ครับพี่ ผมขอนอนที่นี่นะครับ ผมไม่มีบ้าน บ้านผมมืด น่ากลัว”
“เอ้า แล้วบ้านที่เราอยู่ทุกวันนี้ละ”
“เขาให้ผมอยู่ดูแลให้ สักวันเขาก็เอาคืน บางทีลูกชายของเขาก็มาขโมยปลาผมไปด้วย”

สรุปคืนนั้นเสาร์จำเป็นต้องอนุญาติให้เส็งพักด้วยเป็นคืนที่สองเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร อาจจะเป็นความสงสารบวกกับไม่เข้าใจว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร และทำไมเขาไม่ใจแข็งพอที่จะปฏิเสธได้ 
เสาร์ตื่นแต่เช้าออกไปทำงานกับจิ๊กเพราะทำงานที่เดียวกันโดยมีมะเส็งเดินตามออกมาที่ปากซอย และแยกกันที่นั่น เสาร์รู้สึกโล่งใจคิดว่าเส็งคงจะไม่มารบกวนอีก แต่เขาก็ต้องผิดหวังเพราะว่าเย็นวันนั้นมะเส็งก็กลับมาอีกครั้ง

“มะเส็ง มาทำไมอีกละ”
“พี่ พี่ ผมมาบอกหวยครับ ผมได้เลขเด็ดมาจากศาลเจ้า ฝากบอกพี่จิ๊กกับพี่เอด้วยนะครับ ถูกแน่ ๆ ที่ตลาดบอกว่าผมให้หวยแม่น พวกเขาถูกรางวัลย์ตั้งหลายงวด”

มะเส็งพูดพร้อมกับควักล็อตเตอรี่ออกมาจากกระเป๋าสองสามใบ รวมทั้งเงินที่เขาเคยนับในห้องวันนั้น เขานับอีกครั้งก่อนที่จะเก็บมันไว้ที่เดิม

“พี่ไม่เข้าใจว่าเราเอาเงินพวกนี้มาจากไหนตั้งเยอะตั้งแยะทำไมไม่เอาไปฝากธนาคาร”
“อ้อผมไปขอมาจากน้า ตอนแรกเขาไม่ให้หรอก ต้องเอาตำรวจมาคุยกัน ผมรู้นะพี่ว่ายังมีสมบัติอีกหลายชิ้นที่เขาไม่คืนผม เขาบอกว่า พ่อกับแม่ผมฝากไว้ และให้ดูแลผมด้วย แต่เขาใจร้ายมากนะครับพี่”

หลังจากวันนั้นมะเส็งก็กลายเป็นแขกประจำของห้องเสาร์และจิ๊ก เขาได้เล่าเรื่องอะไรมากมายให้เสาร์กับจิ๊กฟัง เรื่องตั้งแต่ที่เขาจำความได้ว่าพ่อกับแม่ของเขาเป็นคนจีนทำการค้าขายอยู่ที่ตลาด ทุกคนรู้จักดีในฝีมือการทำก๋วยเตี๋ยวและกุ๋ยฉ่าย พ่อแม่เป็นคนใจบุญศุลทาน ถ้าว่างก็จะพาตัวเส็งซึ่งเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกับลูกสาวอีกสองคนไปทำความสะอาดศาลเจ้า ความที่เป็นลูกชายคนเดียวในครอบครัวคนจีน เส็งจึงมีชีวิตอย่างคุณชายไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น อยากได้อะไรก็จะได้รับการปะเคนให้ทุกอย่าง
มะเส็งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเสาร์และเพื่อน ๆ ถ้าวันไหนไม่เจอมะเส็งก็จะต้องมีใครสักคนหนึ่งถามหา พวกเขามักจะพามะเส็งไปเที่ยวด้วยเสมอ จนทำให้มะเส็งมีความสุขลืมทุกสิ่งทุกอย่างจนเกือบหมดในชีวิตและสมองของเขาจะมีภาพของพี่ ๆ ห้าคนที่แสนดีกับเขา เขาลืมชีวิตที่เคยถูกรังแกเหยียบย่ำตอนที่เคยไปช่วยงานน้าที่ตลาดระยอง ช่วยยกข้าวสารเป็นกระสอบ ๆ ส่งน้ำแข็ง ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ค่าแรงแค่สี่สิบบาท ลืมแม้กระทั่ง ชีวิตการศึกษาที่จบสิ้นลงหลังจากที่พ่อกับแม่ตาย ลืมชีวิตคุณชายเส็งที่มีเพื่อนสนุกสนานเล่นด้วยกันตอนมัธยมศึกษาปีที่ 3  ลืมหนังสือการ์ตูนที่เพื่อนชอบตามมาอ่านที่บ้านหลังเลิกเรียน ชีวิตของเขาอยู่แค่ปัจจุบัน ปราศจากอนาคตและอดีต  อดีตที่มีทั้งความหวานชื่นกับครอบครัวและความเศร้าโศรกสุดชีวิตที่ชีวิตเปลี่ยนจากขาวกลายเป็นดำ มะเส็งลืมแม้กระทั่งวันที่อาจารย์ที่โรงเรียนเทคโนโลยี่ศรีราชาเรียกไปคุยว่าเขาได้ค้างค่าเทอมมาเป็นเวลาเกือบปีแล้วและนั่นคือวันที่เขาสิ้นสุดชีวิตด้านการศึกษามามีชีวิตไปวัน ๆ ที่ศาลเจ้าเพื่อแลกข้าวแลกน้ำทาน

“ท่าทางเด็กมันจะต๊อง ๆ นะ เธอ”
“เออ แต่ก็น่าสงสารนะ ถ้าพวกเธอรู้ว่าชีวิตของเขาว่าเป็นอย่างไรมาก่อน ฉันเล่าให้ฟังดีกว่า”
“มะเส็งมีพ่อแม่เป็นคนจีน ทำการค้าขายอยู่ในตลาด และจัดว่าเป็นคนมีฐานะพอสมควรมีลูกสาวสองคนและมีมะเส็งเป็นลูกชายคนเล็กหัวแก้วหัวแหวน อยากได้อยากกินอะไรทุกคนในครอบครัวจะสืบเสาะหามาให้ได้ ก็เป็นคนที่สืบสกุลนี่เธอ พี่สาวเรียนจบและเริ่มทำงานทั้งสองคน พ่อแม่ของเขาก็ตายลง ขณะที่เขาอยู่มัธยมสาม ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและดับเร็วเกินไป เกินกว่าที่เด็กอย่างเขาจะรับไหว เขาเคยเรียนระดับปวช. นะเธอ แต่ก็ไม่จบ จากนั้นเขาก็เริ่มมีอาการคล้ายคนประสาท มีคนเคยพาไปโรงพยาบาลประสาทด้วย อันนี้ฉันก็เรียบเรียงมาจากเด็กที่หลุดเล่าให้ฟังนะ จริงเท็จยังไงฉันก็คงไม่ทราบได้”
“น่าสงสารนะ เด็กที่เคยมีแต่ความสุขพร้อมทุกอย่าง แล้วต้องมาเจออะไรอย่างนี้ คงช็อคนะ”
“เออหน่าวิทย์ ปล่อยให้เสาร์เล่าต่อก็แล้วกัน”
“ส่วนพี่สาวสองคนก็หายหน้าหายตาไป มาเยี่ยมบ้างบางครั้งแต่ก็ไม่ยอมทิ้งที่อยู่หรือเบอร์โทรไว้ให้เลย มะเส็งก็เลยไปอยู่กับญาติ แต่เขาบอกว่าถูกเรียกใช้อย่างทาส เขาก็เลยโวยขอสมบัติที่พ่อแม่ฝากไว้ให้คืน ตอนแรกก็ไม่ให้ จนเรื่องแดงถึงตำรวจก็ได้เงินมาส่วนหนี่ง”
“ตายละ แสดงว่าคงโดนฮุบเอาสมบัติหมดเหมือนกับในหนังเลยนะ” วิทย์พูดแทรกขึ้นมา
“งั้นแสดงว่าเรากำลังคบกับคนบ้าซิ ระวังนะเสาร์วันดีคืนดีอาจจะคลุ้มคลั่งเอามีดมาไล่ฟันเธอขึ้นมาจะทำยังไง”

เอพูดขึ้นมาสะกิดใจ เพราะเสาร์ก็เคยคิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน เขามักจะนอนไม่หลับระวังตัวตลอดเวลาเมื่อเส็งมานอนในห้อง โบราณเคยพูดว่าอย่าคบคนบ้าอย่าว่าคนเมา ทำให้เขาเริ่มเกิดความระแวงมากขึ้น

“คุยอะไรกันหรือครับ”

ทุกคนหันควับไปยังที่มาของเสียง เส็งแต่งตัวสะอาดสะอ้าน หิ้วของพะรุงพะรังเต็มมือ ยืนยิ้มอยู่ที่ประตู เขาใส่เสื้อสีเทาที่ เสาร์กับเพื่อน ๆ ช่วยกันออกเงินซื้อให้ตอนไปดูหนังที่ห้างสรรพสินค้า หน้าที่สดใสเห็นร่องรอยการทาแป้งฝุ่นเล็กน้อย ผมถูกหวีให้เรียบ และมองเห็นว่าเปียกน้ำอยู่ แสดงว่าเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ๆ เขายิ้มให้กับทุกคนพร้อมกับวางข้าวของที่ขนมาลงกับพื้น ยกมือไหว้ทุกคน

“สวัสดีครับพี่ทุกคน ผมขอมาอยู่ด้วยคนครับ”

ทุกคนตกใจ หันหน้ามองกัน โดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ เสาร์หน้าซีดเผือด ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วก็ตัดสินใจพูดแทนทุกคน

“ไม่ได้นะเส็ง พี่อยากให้เส็งเข้าใจว่า ชีวิตพี่ก็ต้องทำงานรับผิชอบพ่อแม่ รับผิดชอบตัวเอง ไม่สามารถรับผิดชอบเส็งได้ อีกอย่างเส็งก็ไม่ใช่ญาติที่น้องของพี่ เป็นแค่คนรู้จักคนหนึ่งเท่านั้นเอง เส็งควรกลับไปอยู่กับพี่น้องของเส็งนะ”

เส็งไม่ได้พูดอะไรออกมา น้ำตาของเขาคลอเบ้าและปล่อยให้มันไหลอาบแก้มลงมา เขายกมือขึ้นไหว้ทุกคน หิ้วของพะรุงพะรังกลับไป เสาร์รู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเอง แต่จะทำยังไงได้ เขาจำเป็นต้องเลือกเอาชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองก่อนที่เขาจะเผื่อแผ่ความรักให้กับคนอื่น ก็คงจะไม่แตกต่างจากความรับผิดชอบ ถ้ายังรับผิดชอบตัวเองยังไม่ได้ ก็ไม่ควรรับผิดชอบบุคคลอื่น เขานั่งร้องไห้ต่อหน้าเพื่อน ๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่ควรจะเป็นอนาคตของชาติและเจอแต่สิ่งที่ดีงามต้องมาเจอกับมรสุมชีวิตที่แสนจะหนักหน่วงอย่างนี้ ต้องเจอแต่ความผิดหวังในชีวิตตลอด เสาร์อยากเกิดเป็นพระเจ้าที่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ เขาจะกำหนดให้ชีวิตของเด็กคนนี้ให้มีแต่ความสุข

“เสาร์อย่าเครียดไปเลย ไประบายความเครียดที่ผับกันดีกว่า”

เสาร์กับเพื่อนกลุ่มเดิมไปสถานที่ที่พบกับมะเส็งครั้งแรก เสียงเพลงก็ยังคงดังและไพเราะเหมือนเดิม ผู้คนต่างสนุกสนาน เต้นรำไปกับเสียงเพลง เสียงกรีดร้องเมือดีเจพูดแซวถูกใจสาว ๆ  พวกสาวประเภทสองก็ยังคงนั่งเป็นเจ้าประจำอยู่โต๊ะเดิมคอยแซวหนุ่ม ๆ ที่ผ่านมา ทุกคนดูสนุกสนานลืมเรื่องที่ผ่านมาชั่วคราว เสาร์เดินเลี่ยงออกไปคุยกับเด็กที่คอยเก็บตั๋วหน้าประดู

“หวัดดีครับพี่”
“หวัดดีครับน้อง พี่ถามอะไรหน่อยได้ไหม”
“ได้ครับพี่ หลายอย่างก็ได้”
“น้องรู้จักเด็กหน้าตาดี ๆ ที่ชื่อมะเส็งได้ไหม”
“อ้อ เป็นเพื่อนที่เคยเรียนมัธยมด้วยกันครับพี่ แต่ตอนนี้เขาเป็นโรคประสาทอ่อน ๆ”
“เคยมีใครพาไปหาหมอบ้างไหม”
“เคยมีหมอหลายคนบอกว่าโรคนี้หายได้ ต้องอาศัยคนมาดูแลอย่างใกล้ชิด ให้ความอบอุ่นคอยเป็นที่ปรึกษา เอาใจใส่ทางด้านจิตใจของเขา พยายามไม่ให้เจอเรื่องที่ค่อนข้างแรงต่อความรู้สึก โดยเฉพาะความผิดหวัง เขาก็จะดีขึ้นเองเรื่อย ๆ”

กลับจากผับมานานแล้วแต่เสาร์ก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ เขารู้สึกสงสารเด็กคนนี้อย่างจับใจ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เส็งอยู่ที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร ปลอดภัยหรือเปล่า จำได้ว่าเส็งมีเงินติดตัวเกือบสองหมื่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง ถ้าพวกขี้ยาในตลาดรู้ก็คงต้องเสร็จแน่ เสาร์ก็คงได้แต่คิด คงไม่สามารถทำอะไรได้มากมาย นอกจากคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ เพราะเขากลัวว่าถ้าให้ความรักและความสงสารเด็กคนนี้มากเกินไป เด็กก็คงตามติดเขาแจ และสร้างความลำบากให้ในหลายด้าน ปัญหาร้อยแปดก็คงตามมา ยังไงก็ตามเขาก็ยังรักตัวเองไม่อยากให้ตัวเองเดือดร้อน เขาก็คงไม่ต่างจากมนุษย์ผู้ที่คิดว่าตัวเองประเสริฐแล้วคนอื่น ที่กลัวปัญหากลัวความเดือดร้อนเกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสังคม เพราะหลากหลายชีวิตยังคงต้องอาศัยสังคม พึ่งพาสังคมให้คอยดูแลเอาใจใส่ตัวเอง เขาเป็นเช่นนั้นไหม เขาคิดว่าตัวเองไม่ได้พึ่งพาสังคมมากไป ไม่สร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้น เขาพึ่งพาตัวเอง เขาไม่ได้ทำร้ายสังคม เพียงแต่เขาไม่ได้ช่วยสังคมมากเท่าที่ควรแค่นั่นเอง เขาเฝ้าถามตัวเองว่าเขาทำอย่างนี้ผิดไหม

วันรุ่งขึ้นเพื่อนอันประกอบไปด้วย กิ่งพโยม วิทย์ จิ๊กและเอ มาปลุกเขาแต่เช้าเพื่อชวนไปตลาดซื้อของมาทำอาหารที่ห้องทานกัน

ผู้คนในตลาดก็ยังคึกคัก ออกมาจับจ่ายซื่อข้าวของเยอะเหมือนเดิม มีทั้งพ่อค้าแม่ขายที่ขายผักสดผลไม้ตามทางเดินไปจนถึงร้านรวงแผงลอยต่าง ๆ ที่พยายามส่งเสียงแข่งกับเจี้ยวจ้าวเพื่อเรียกร้องดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาแวะชมสินค้าของตน สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของตลาดก็คือ พวกขอทาน ซึ่งมีมากเหลือเกิน พอๆกับผู้มาจับจ่ายซื้อข้าวของ จะว่าไปแล้วอาชีพนี้ก็มีแทบทุกหนทุกแห่งโดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่เสาร์เคยไปเที่ยว มันคงไม่สามารถลบหายไปจากสังคมได้ ตราบใดที่ยังมีผู้ให้และผู้รับอยู่ตลอดรวมทั้งช่องว่างระหว่างความจนกับความรวยที่ไม่สามารถถูกปิดได้ สิ่งนี้ก็มีส่วนส่งเสริมให้เกิดอาชีพนี้ได้เช่นกัน

“พี่ครับ พี่ครับ สวัสดีครับ”

ทุกคนหันไปตามเสียงนั้น มะเส็งที่ทุกคนคิดถึงและบ่นหายืนยิ้มอยู่พร้อมกับยกมือไหว้ หน้าตาเขาหมองคล้ำ ไว้หนวดเครารุงรัง เสื้อผ้าดูมอมแมมผิดปกติ หน้าตาโทรม ดูอิดโรย เหมือนกับคนที่ไม่ค่อยได้หลับนอนมาหลายคืน

“จำผมได้ไหมครับพี่”
“จำได้ หายหน้าหายตาไปไหนมาหรือ ดูซิหน้าตาดูโทรมเชียว”
“พี่ผมไปเที่ยวผู้หญิงมา เขาใจดีกับผมมากเลย ฟันกันสนุกมากเลย ไปด้วยกันไหม หลังตลาดนี่เอง”

เสาร์ได้ยินถึงกับอึ้ง ตลึงกับคำพูดของเส็ง แสดงว่ามะเส็งต้องโดนผู้หญิงในบาร์หลอกเอาเงินแน่นอน และเงินก็คงไม่เหลือ คงถูกผู้หญิงพวกนั้นใช้มารยาหลอกใช้จนหมด โถคนเราทำได้แม้กระทั่งคนที่เป็นโรคประสาท เสาร์รู้สึกแย่มากน้ำตาคลอเบ้าเพราะความโกรธ เขาโกรธผู้คนในสังคมที่มีจิตใจอันแสนจะโหดร้าย ทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างกับคนที่บริสุทธิ์ เพื่อจะให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการมาสนองตอบความอยากของตนเองที่มีอย่างไม่สิ้นสุด โดยไม่เคยคิดว่าคนที่โดนหลอกจะเป็นอย่างไร ทำไมคนที่แย่และลำบากอยู่แล้วต้องมาเจอสิ่งที่แย่ลงไปอีก มันช่างไม่ยุติธรรมกับพวกเขาเลย

“พี่ขอตังค์หน่อยซิครับ เงินผมหมดแล้ว ไปขอสร้อยที่น้าคืนเขาก็ไม่ให้”

เสาร์และเพื่อน ๆ ช่วยกันรวบรวมเงินได้ประมาณห้าร้อยบาทส่งให้มะเส็ง เขารับไปยกมือไหว้ประ
หงก ๆ หน้าตาเขาสดใสขึ้นมาทันที ชาวบ้านที่มาจับจ่ายซื้อข้าวของต่างก็หันมามองเสาร์กับเพื่อน ๆ ด้วยสาตาแปลกประหลาดพวกเขาคิดว่าเสาร์กับเพื่อน ๆ มายุ่งกับเด็กที่ไม่เต็มคนนี้ได้ยังไง บางคนก็หัวเราะกับภาพที่เห็นนั้น

“สงสัยมะเส็งให้หวยงวดที่แล้วเลยติ๊บเยอะ”

 ทั้งหมดช่วยกันซื้อสิ่งของที่จำเป็นในการทำอาหารจนเสร็จ แต่ละคนเงียบกริบไม่ปริปากพูดอะไรออกมา อารมณ์ของแต่ละคนก็คงไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ตอนนี้ แต่ละคนคงนึกถึงความย่ำแย่ตกต่ำของวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคม มนุษย์มาอาศัยอยู่รวมกันช่วยกันสร้างสังคมขึ้นมาให้สวยหรู แต่ตอนนี้มนุษย์หลายคนกำลังเหยียบย่ำสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นมา ใครกี่คนที่จะหันมามอง มาดูแลมารับผิดชอบหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง  ไม่มาช่วยเหลือเพียงเพื่อหวังแต่ชื่อเสียงเป็นสิ่งตอบแทน พวกเขาเชื่อว่าต้องมีแน่ในสังคมทุกวันนี้ เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสแสดงตัวออกมาให้เห็นเท่านั้นเอง

“เดี๋ยวครับพี่ เดี๋ยวครับ”
“อะไรหรือมะเส็ง พวกพี่จะกลับแล้ว มะเส็งไปด้วยไม่ได้นะ”
“ไม่ครับผมเอาหวยมาให้พี่เสาร์ พี่เก็บไว้นะครับถ้าถูกอย่าลืมแบ่งผมนะครับ”

เสาร์รับเอาหวยใบนั้นมา พับเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ไม่หยิบมันขึ้นมาดูอีกเลยนับจากวันนั้น ก็คงเหมือนข่าวคราวของมะเส็งที่เงียบหายไปไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน อย่างไร เสาร์และเพื่อนพยายามตระเวณหาตามผับที่เคยไป ตามตลาดที่เส็งเคยเดินเตร็ดเตร่บ่อย ๆ สอบถามผู้คนในตลาดก็ไม่มีใครรู้ใครเห็น บางคนบอกว่าอาจจะย้ายไปอยู่กับพี่สาวแล้ว บางคนก็บอกว่าอาจจะเดินตามถนนหนทางไปเรื่อย ๆ ตามประสาคนบ้า มีคนหนึ่งบอกว่าเคยเดินสวนกับมะเส็ง เห็นเขาร้องเพลงอย่างมีความสุข เดินไปตามถนนสุขุมวิท หน้าตาปะแป้งขาวโพลน เสาร์และเพื่อน ๆ ก็ยังไม่ละความพยายาม ตัดสินใจไปถามลุงแก่ ๆ ที่ดูแลศาลเจ้าอยู่
“ลุงครับ มะเส็งอยู่ที่ไหนครับ”
“นั่นไง อยู่โน่นไง”

ทุกคนหันตามมือของลุงด้วยความดีใจ แต่สิ่งที่เห็นคือภาพเก่า ๆ ภาพหนึ่งที่แขวนไว้อย่างลวก ๆ ถ้าโดนลมพัดก็คงตกลงมาแตกแน่นอน มันเป็นภาพครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ เด็กสาวสองคน และเด็กชายอีกคนหนึ่งที่กำลังยิ้มอยู่และมองมายังทุกคน ผู้เป็นพ่อหน้าตาหล่อเหลา คมสัน จมูกโด่งนิด ริมฝีปากบาง ๆ คิ้วหนาเรียวโค้งเกือบจรดกัน เขาช่างเหมือนกับมะเส็งเหลือเกิน ทุกคนจ้องมองรูปนั้นอีกนาน และคาดเดาเอาว่าเด็กสาวสองคนที่ยืนอยู่แถวหน้า โดยมีเด็กชายยืนอยู่ตรงกลางนั้นคงเป็นพี่สาวที่เส็งเคยพูดถึง ส่วนเด็กชายคนนั้นก็คงเป็นตัวเขาเอง

“เด็กชายที่ยืนอยู่ตรงกลางก็คือเด็กชายองอาจ เจริญรุ่งเรืองกิจการ หรือมะเส็งที่พวกคุณถามหาไงครับ”
“ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนละครับลุง”
“มันไม่อยู่แล้ว”
“เขาไปไหนครับลุง”
“พี่สาวของมันมารับศพไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หมอบอกว่ามันเป็นเอดส์ตาย”

ทุกคนปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมาพร้อมกัน ทำไมชีวิตของมะเส็งถึงได้อาภัพเช่นนี้ ทำไมพระเจ้าถึงได้มารับเขาไปอยู่ด้วยเร็วเกินไป เด็กชายผู้ที่ถูกทำให้เกิดมาบนความสุขสมบูรณ์ ความสวยงาม ความเพรียบพร้อมทุกอย่าง เพียงแค่ระยะสั้น ๆ ต้องมารับความทุกข์ทรมานมาตลอดชีวิตแม้กระทั่งวันสุดท้าย

เสาร์เดินสะอื้นให้ออกมาอยู่หน้าศาลเจ้า เขาโอบกอดรูปนั้นไว้แน่น ปากก็พร่ำบอกขอโทษที่ไม่สามารถช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้ ทุกอย่างคงไม่เกิดขึ้นและจบลงอย่างนี้ถ้าเพียงแต่ว่าเขาอนุญาตให้มะเส็งเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยตั้งแต่วันนั้น เขายืนอยู่หน้าศาลเจ้าจนกระทั่งดึกโดยมีเพื่อน ๆ ยืนอยู่ข้าง ๆ ทุกคนพยายามข่มใจให้สงบแผ่เมตตาให้มะเส็งไปสู่สุขคติ ลมดึกพัดมาวูบหนึ่งคล้ายกับว่ามะเส็งมารับรู้ถึงความรู้สึกเสียใจในการสูญเสียเขาไป เสาร์ค่อย ๆ วางรูปใบนั้นลงกับพื้นและฉีกล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่หนึ่งใบนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและโรยลงไปบนรูปนั้น

“ขอบใจมากนะมะเส็ง พี่เอาส่วนแบ่งมาให้แล้วนะ”

เส้นทางชีวิตที่แตกต่าง

ฝนโปรยเม็ดลงมาปรอยๆ ลมกรรโชกแรงเป็นพักๆ ทำให้คนขับรถต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเพราะถนนลื่น ถ้าประมาทนิดเดียวอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร อากาศหนาวเย็นยะเยือกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ทำให้หญิงสาวที่นั่งมากับรถโดยสารประจำทางตัวสั่นฟันกระทบกันดังกึกๆ หล่อนพยายามเอื้อมมือกดกริ่งเพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้คนขับรถจอด แต่เอื้อมไม่ถึง ชายหนุ่มที่นั่งมาด้วยข้างๆช่วยกดให้เธอ เธอกล่าวขอบคุณก่อนก้าวลงจากรถวิ่งเหยาะๆข้ามถนนไปอีกฟาก อีกแค่สามกิโลเมตรก็จะถึงบ้านที่จากไปเกือบปี
"ลุงคะ ตอนนี้มีรถประจำเข้าไปถึงหรือยังจ๊ะ"
"ยังจ้ะหนู แต่เดี๋ยวนี้มีรถผ่านถนนสายนี้เยอะ เดี๋ยวขอโดยสารเข้าไปก็ได้"
"งั้นเดี๋ยวหนูเดินลุยฝนไปก่อนดีกว่า ไหนๆก็เปียกแล้ว"
เธอหิ้วกระเป๋าออกจากร้านขายของชำ เดินผ่านสายฝนออกไป ใจของเธอนั้นอยู่ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว คิดถึงพ่อกับแม่และน้องสาวคนเล็กอีกคน ป่านนี้คงตั้งหน้าตั้งตาคอยการกลับมาของเธอ น้องก็คงรอของฝาก แม่ก็คงรอเงินสักก้อนเพื่อเก็บไว้รักษาพ่อซึ่งไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะก่อนที่จะตัดสินใจออกจากหมู่บ้านไปทำงานที่ประจวบคีรีขันธ์นั้น พ่อของเธอยังป่วยด้วยโรคสมองอักเสบอยู่ และหมอบอกว่าโรคนี้ต้องใช้เวลาในการรักษา ซึ่งแต่ละครั้งที่ต้องไปหาหมอก็ต้องหมดเงินเยอะ อาศัยการรับจ้างและการทำการเกษตรอย่างเดียวไม่พอแน่นอน
เธอเดินผ่านไร่ยาสูบที่กำลังเบ่งบานดอกสีขาวอมชมพูรองรับความชุ่มฉ่ำของสายฝนที่เริ่มกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เธอหยุดมองใบยาสูบสีเหลืองที่อยู่โคนต้น ถ้าเธอไม่เลือกทางเดินสายนี้เธอคงต้องมาสัมผัสกับมันอีกด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่บางครั้งเธอก็สับสนว่าเธอได้เลือกทางที่ถูกต้องหรือยัง ถ้าเธอเชื่อน้าชายตั้งแต่แรกป่านนี้ชีวิตเธอคงไม่ลำบากอย่างนี้แน่นอน น้ำตาเธอเริ่มคลอเบ้า ความทรงจำและภาพเก่าๆเริ่มมาตอกย้ำความรู้สึก เธอสะอื้นไห้เบาๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลปนกับสายฝน
"ร้องไห้ทำไม"
"ก็หนูรักเขา ถ้าหนูไม่ได้แต่งงานกับเขา หนูคงไม่มีความสุข และหนูก็จะฆ่าตัวตาย"
"แต่เธอเพิ่งอายุสิบสี่ปีนะ เรียนหนังสือดีกว่า"
"หนูเลือกทางนี้ดีกว่า หนูรักเขามาก"
เมื่อรู้ว่าไม่สามารถยับยั้งการแต่งงานของหลานสาวได้     กฤษดาก็ต้องหันไปทางพ่อแม่ของวิภา พยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อม ชักจูงพวกเขาให้ยับยั้งการแต่งงานครั้งนี้ แต่เหตุผลต่างๆรวมทั้งการบอกถึงข้อเสียต่างๆนานาของการแต่งงานเร็วที่ยกมาก็หาได้ผลไม่ เพราะพวกเขาก็แต่งงานตอนอายุยังเด็กเหมือนกัน
"มันก็ถูกนะ แต่จะทำยังไงได้ ก็มันอยากแต่ง เวลาพูดมากไป มันก็ย้อนเอา"
"ก็หมั้นกันไว้ก่อน ให้โตอีกหน่อยค่อยแต่งก็ได้"
หลังจากแต่งงานไม่นาน วิภาก็เริ่มรู้ว่าเธอคิดผิดอย่างที่น้าพูดจริงๆ ชีวิตแต่งงานไม่ได้หวานหอม สวยหรูอย่างที่คิด เธอพบกับปัญหาต่างๆมากมายต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า ตามใจตัวเองก็ไม่ได้ ต้องคอยเอาใจสามี ทะเลาะกับสามีบ่อยมากขึ้น ยิ่งตอนที่พ่อของเธอเริ่มป่วย สามีก็เริ่มเปลี่ยนไป ลงไม้ลงมือกับเธอ ปากก็บอกว่าทนเลี้ยงครอบครัวเธอไม่ไหว รับภาระมากมายเหล่านั้นไม่ได้ ทิ้งเธอไว้อยู่กับพ่อแม่โดยไม่บอกลาสักคำ แถมเขียนคำด่าคำสบถไว้ในจดหมายที่ทิ้งไว้ใต้หมอน
"พี่วิไปกับผมไหม  นึกว่าใครที่ไหน"
"โอ... ขอบคุณมากจ้ะเชิด พี่นึกว่าต้องเดินขาลากแน่ๆ"
"พี่รู้ไหม น้าเขากลับมาแล้ว ส่วนพ่อของพี่ตอนนี้ เหมือนกับเด็กๆ ทำการทำงานไม่ได้เลย กิน นอน เล่นอย่างเดียว"
ทุกอย่างเป็นอย่างที่เชิดบอก พ่อของเธอวิ่งมารับเธอที่หน้าบ้าน แย่งกระเป๋าเสื้อไป ค้นหาแต่ขนมอย่างเดียว พูดรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง คงไม่สามารถเป็นผู้นำครอบครัวได้อีกต่อไป แล้วอีกสามชีวิตล่ะ จะทำยังไงดี จะอยู่จะกินอย่างไร ถ้าขาดผู้นำ คงต้องเป็นเธอที่ต้องพยายามหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ส่งน้องสาวเรียนต่อให้สูงที่สุด เพื่อมีงานที่ดีทำ มีเงินเดือนใช้  แล้วงานไหนที่จะได้เงินเยอะๆและเร็วๆสำหรับเด็กที่จบแค่ ป.6 อย่างเธอ นอกจากการขายเรือนร่าง เธอคงต้องผิดคำพูดกับน้าอีกแน่เลย
"วิ ทำไมไม่ปรึกษากับน้าก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป"
"ตอนนั้นวิคิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ต้องการแต่เงินมารักษาพ่อ"
"กลับมาอยู่บ้านเถอะนะ มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ น้าจะให้ทุนก้อนหนึ่ง เพื่อเรียนเสริมสวย"
"ถ้าวิรับปากน้าก็เท่ากับว่าวิเห็นแก่ตัว พ่อแม่และน้องจะอยู่อย่างไร วิจะส่งให้น้องเรียนสูงๆ ไม่ให้มามีชีวิตอย่างวิ"
"แต่มันเสี่ยงนะ ถ้าติดเอดส์ขึ้นมาจะทำยังไง"
"ก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามบุญกรรมเถอะ"
กฤษดาโกรธตัวเองที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะตัวเองก็ไม่มีเงินพอที่จะช่วยใครได้ ตัวเองกว่าจะจบปริญญาก็เหนื่อยแทบตาย เจอปัญหาความกดดันต่างๆมากมาย พื้นฐานทางด้านครอบครัวก็ไม่แตกต่างจากวิภาเท่าไหร่ เพียงแต่พ่อกับแม่เกษียณจากการทำไร่ไถนาแล้วเท่านั้น ทุกวันก็เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องดูแลพ่อแม่ เพราะเรียนจบสูงที่สุด และขณะนี้ตัวเองต้องเป็นผู้ดูแลเรื่องการศึกษาของเชิดอีก ภาระต่างๆก็มากมายอยู่แล้ว สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือ สอนให้หลานสาวเก็บเงินอย่างเดียว ไม่ให้หลงแสงสีของเมืองกรุง เพราะเขาเห็นเด็กหลายคนที่ทำงานอย่างวิภา ทำงานตั้งหลายปี ไม่เห็นมีอะไรมาให้ครอบครัวเลย เพราะหาเงินได้ก็กินเที่ยวจนหมด
"น้าไม่ไปดูบ้านพี่วิหรือ  เขาซื้อเครื่องเสียง วีดีโอ โทรศัพท์ อะไรอีกหลายอย่าง"
"ไม่ไปดู น่าสงสารวิมาก ดูซิ ทุกคนขอนั่นขอนี่ มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส หารู้ไม่ว่าวันหนึ่งๆ วิมันเหนื่อยแค่ไหน ที่ต้องไปนอนกับคนแปลกหน้าวันละหลายคน"
"จริงด้วย เชิดจะทำอย่างน้าดีกว่า เรียนจบแล้วหางานทำเก็บเงิน อยากได้อะไรก็ซื้อเอา"
"ใช่ แต่ตอนนี้เชิดต้องตั้งใจและขยันเรียนให้มาก"
"ครับน้า แต่วันนี้ พี่วิเขาจะจัดงานเลี้ยงที่บ้านเขา เชิดต้องไปกินแน่ๆ เห็นเขามีเหล้านอกตั้งหลายขวด"
เหมือนอย่างที่คิด ชีวิตของวิภาเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ หลังจากที่อยู่พูดคุยกับเธอสามสี่วัน กฤษดาสังเกตว่าการพูดจาของหลานสาวเปลี่ยนไป ฉลาดขึ้น ไม่มีท่าทางของคนบ้านนอกอีกต่อไป เสื้อผ้าทุกตัวมียี่ห้อทั้งนั้น บางตัวเขายังไม่มีปัญญาซื้อมาใส่เลย แม้แต่สถานเริงรมย์หลายแห่งที่เขาเคยเห็นโฆษณาในทีวี หลานสาวก็บอกว่าเคยไปมาหมดแล้ว
“วิ เป็นเอเยนต์ส่งเด็กจ๊ะ น้า ซึ่งดีกว่าทำเองมาก เหนื่อยก็ไม่ต้องเหนื่อย นั่งรอรับโทรทรัพย์อย่างเดียวที่ห้อง”
“ทำยังไงหรือ แล้วจะส่งเด็กให้ใครล่ะ”
“คือว่าวิจะรู้จักแขกค่อนข้างเยอะมาก ซึ่งจะเป็นแขกที่ค่อนข้างมีระดับทั้งนั้น เป็นพวกเสี่ยเมียเผลอนะ บางคนรวยมากมีรถเก๋งยี่ห้อดีๆ มารับส่งเด็กทุกวัน”
“แล้ววันหนึ่งๆ จะมีคนโทรเข้าเยอะหรือเปล่า”
“ก็ไม่เยอะเท่าไหร่หรอก แต่ว่าถ้าโทรมาวันละคนก็ดีแล้ว เพราะว่าวิจะตกลงกับเด็กว่ารายได้แบ่งคนละครึ่ง แต่ถ้าพวกมันจะไปออเซาะขอเอาเอง ก็จะไม่เกี่ยว”
อีกหลายเดือนต่อมากฤษดาก็มีโอกาสไปเยี่ยมหลานสาวถึงที่พัก เขารู้สึกเป็นห่วงหลานสาวเรื่องความเหงาและว้าเหว่ เนื่องจากได้ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาเยอะแล้ว ยิ่งทราบมาว่ามีเด็กหนุ่มมาติดพันวิภาเยอะเหมือนกัน เขากลัวว่าเด็กพวกนี้จะมาปอกลอกเอาเงินทอง จึงพยายามพูดสั่งสอนเธอ ซึ่งวิภาก็ทราบดีว่ามันเป็นความจริงเพราะหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นหวังอยู่สองอย่างแค่นันเองคือ เงินกับการที่ได้ระบายความใคร่ของพวกเขา มีครั้งหนึ่งเป็นนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเปิดของรัฐบาล ท่าทางสุภาพอ่อนน้อมติดต่อคบกันมานานมีวันหนึ่งแอบยิบเงินจากกระเป๋าไปอย่างหน้าตาเฉย และเธอก็เลิกคบไปในที่สุด
“วิ น้าช็อตเงินจริงๆ เลยขอยืมเป็นค่าเทอมเจ้าเชิดมันก่อนสักสึ่ส้าห้าพันสิ้นเดือนจะคืนให้”
“นี่น้าอย่าเพิ่งมากวนใจ อารมณ์ไม่ดี”
“เป็นอะไรไปอีกละ บอกน้ามาซิ”
เธอเล่าพลางรอ้งไห้ไปว่าแฟนตนที่คบอยู่แอบขโมยเงินและยกทีวีไปขายและไม่รู้ว่าจะไปตามหาที่ไหนรู้แต่ว่าลงไปทำงานที่พัทยา
“ไม่ได้เสียใจหรอกน้า แต่ว่ามันเจ็บใจแค่นั่นเอง โถอุตส่าห์สรรหาอะไรต่อมิอะไรมาให้”
“ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็คงไม่ได้คืน วันหลังจะคบกับใครก็ให้เลือกคนหน่อย ระมัดระวังให้มาก ครั้งนี้ก็ให้ถือเป็นบทเรียนอีกครั้งหนึ่งก็แล้วกัน”
ไม่นานนักกฤษดาก็ทราบมาว่าหลานสาวมีเพื่อนชายคนใหม่ เข้ารู้แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าเข้าใจคนที่อยู่ตัวคนเดียวห่างไกลพ่อกับแม่ ต้องหาอะไรมาทดแทน เขาคงได้แต่ดูอยู่ห่างๆ บางครั้งเขาก็อดคิดไม่ได้ว่ามันอาจจะเป็นกงกรรมกงเกวียนอะไรสักอย่างเพราะวิก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อเอาเงินแขกเหมือนกันบางทีกรรมอาจจะตามมาทันได้ในชาตืนี้
กิจการที่วิภาทำนั้นก็คงไม่ต่างกับการทำร้านเช่าเสื้อผ้า เพราะเธอจะต้องคอยหาเด็กที่ทำมาหากินในเขตกรุงเทพฯ โดยการขายเรือนร่างเพื่อแลกกับเงินขอบพวกผู้ชายที่มาซื้อบริการ เพราะว่าถ้าพวกเขาไปทำที่สถานขายบริการ พวกเขาไม่มีสิทธิเลือกว่าจะให้บริการแก่แขกคนไหนและหลังจากที่ได้รับเงินแล้วก็ต้องแบ่งให้เจ้าของกิจการส่วนหนึ่ง วันหนึ่งๆ ก็ต้องให้บริการแขกที่มาเที่ยวหลายครั้งหลายหน ไม่มีวันพักผ่อนแถมยังไม่มีอิสระในการไปเที่ยวหรือพักผ่อนอีกต่างหาก พวกเขาจึงสมัครใจที่จะมาทำงานในลักษณะนี้โดยให้วิภาเป็นตัวกลางหาแขกให้ โดยวิภาจะมีรายชื่อของแขกพวกนั้นมีทั้งเจ้าของกิจการเล็กๆ ไปจนถึงระดับโรงแรม ถ้าแขกโทรมาถามหาเด็ก วิภาก็จะจักการติดต่อให้ทันที โดยอาจจะมีการนัดหมายกันตามห้างสรรพสินค้าหรือตามโรงแรมต่างๆ ซึ่งค่าบริการครั้งหนึ่งๆ ก็ไม่ต่ำกว่าสามพันบาทขึ้นไป วิจะจักการหักค่าบริการไว้ครึ่งหนึ่ง
“โอ้โฮ นี่ห้องนอนของวิหรือ”
“ใช่ ทำไมเหรอ แหมวิก็อยากอยู่อย่างสบายบ้าง เหนื่อยมาตั้งนานแล้วนิ”
หอ้งของวิ ดูกว้างขวาง ภายในห้องมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน สิ่งของภายในห้องถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ออกแบบตกแต่งภายในโดยช่างที่มีฝีมือและคนที่จะเช่าที่นี้ก็ต้องเป็นคนที่มีเงินเดือนเยอะพอสมควร เขาแอบน้อยใจและเสียใจนิดๆ ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาจนจบปริญญาตรี แต่ยังไม่สามารถทำอะไรได้อย่างหลานสาวเลยจะซื้อมือถือสักเครื่องก็ไม่มีปัญญา นั่งมองไปรอบๆ ห้องของตัวเองแล้วรู้สึกอีดอัดคับแคบ เหงาไม่รู้จะคุยกับใครอยู่คนเดียวมาตลอด บางครั้งเขาแอบร้องไห้คนเดียวน้อยใจในหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง คำพูดของแม่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท มันเจ็บและเสียดแทงเข้าไปถึงจิตใจ
“ดูซิ ยายวินะมันจบแค่ป. 6 แต่มึงลองดูเข้าของที่มันซื้อเข้าบ้านซิ ของแพงๆ ทั้งนั้น บางอย่างกูยังใช้ไม่เป็นเลย หาเงินให้พ่อแม่ใช้ เป็นแสนๆ เดี๋ยวซื้อนั่นซื้อนื่ ทีมึงจบตั้งสูง เสียเงินค่าเล่าเรียนเป็นแสนยังไม่มีปัญญาพาพ่อแม่ไปเที่ยวกรุงเทพฯ”
กฤษดาเข้าใจแม่ดี ไม่เคยคิดโกรธเพียงไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงไม่ยุติธรรมกับเขาอย่างนี้ แม่ของเขาเรียนไม่จบป. 4 ด้วยซ้ำเพราะฉะนั้นแกจะพูดจะคิดอะไรก็จะพูดออกมาอย่างนั้นปราศจากการเสแสร้ง แต่แม่ไม่รู้หรอกว่าคำพูดนั้นมันได้ทำร้ายจิตใจเขามากมายแค่ไหน ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะสังคมสิ่งแวดล้อมที่ถูกวัตถุเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากมายจนเกินความจำเป็น สมัยตอนเด็กๆ ยังเคยเห็นแม่ใช้ไม้ทุบเสื้อผ้าเวลาซักที่คลองหน้าบ้าน แต่ตอนนี้แม่ใช้เครื่องซักผ้าที่เขาพยายามเก็บเงินซื้อให้ ปัจจุบันนี้คนในหมู่บ้านมองคนอื่นที่เปลือกนอก คบคนที่ฐานะการเงินจนทำให้มีการเปรียบเทียบกันที่ฐานะความร่ำรวย ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นจึงเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

                “น้า  ดูซิยักษ์ตัวใหญ่มากเลย”

                “ไม่เห็นใหญ่เลยสู้พระนอนก็ไม่ได้”
เชิดกับพี่ชายหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานขณะที่เที่ยวชมวัตถุโบราณต่างๆ ภายในวัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ช่วงที่ลงมาเที่ยวกับตาและยาย กฤษดายังจำภาพแห่งความสุขที่เกิดขึ้นเพียงชั่วระยะสั้นนั้นได้ดี เขาเช่ารถตู้หลายวันพาพ่อกับแม่และหลานตระเวนเที่ยวกรุงเทพฯ กับชลบุรี ไปตามสถานที่สำคัญๆ ดูท่าทางพ่อกับแม่มีความสุขมาก ภาพที่หลานลงเล่นน้ำกันอย่างเมามันยังคงอยู่ในความทรงจำของเขาตลอด ทุกคนมีความสุขปล่อยอารมณ์กับบรรยากาศตามสถานที่ต่างๆ เต็มที่ คงพยายามเก็บเกี่ยวเอาความสุขความทรงจำไว้ให้นานเท่านานเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือน สถานที่เหล่านั้น พวกเขาไม่รู้หรอกว่า คนที่ต้องหวานอมขมกลืน ตามใช้หนี้สินที่เกิดขึ้นเพราะอยากทำให้ทุกคนมีความสุข อยากเอาชนะคำสบประมาทของแม่นั้นเจอกับอะไร และรู้สึกอย่างไร เขานั่งเหม่อมองออกไปข้างนอก ปล่อยจิตใจให้ว่าง ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ชั่วคราว เพื่อพักสายตาที่จ้องอยู่กับคอมพิวเตอร์มาทั้งวัน ข้างนอกเด็กนักเรียนวิ่งเล่นฟุตบอลกันสามสี่คนอย่างสนุกสนาน ไม่สนใจไอแดดที่ร้อนระอุและพร้อมที่จะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไม้ลงไป พวกเขาร่าเริงตามวัย ผิดกับเขาไม่เคยเจอกับสิ่งเหล่านี้เลย เขาผู้มีแต่ความมุมานะขยันหมั่นเพียร ยังเป็นได้แค่พนักงานฝ่ายการตลาดที่ต้องมารอรับคำสั่งของเจ้านายที่น้อยด้านวัยวุฒิแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณวุฒิทางการศึกษาจากต่างประเทศ ผู้ที่ขาดประสบการด้านการบริหารบุคคลและเวลา จนบางครั้งทำให้เขาเครียดถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี เขาอยากรู้จังว่าเด็กรวยๆ ที่กำลังเล่นฟุตบอลอยู่นั้นจะเป็นอะไรในอนาคต
พวกเด็กๆ วิ่งเล่นกันไดัไม่นานก็ต้องวิ่งหลบฝนเข้าห้องเรียนไป ธรรมชาติบางครั้งไม่เคยมีความแน่นอนในตัวของมันเลย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา ก็คงไม่ต่างจากความทุกข์สุขของคนเท่าไหร่ ที่ไม่เคยเที่ยงแท้แน่นอนเช่นกัน สลับผันเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“พี่กฤษคะ โทรศัพท์จากหลานสาวคะ”
“ขอบคุณมากครับ”
วิอยากให้น้าชายเข้าไปหาที่กรุงเทพฯ เพราะว่าพี่สะใภ้กับพี่ชายลงมาจากเชียงราย พวกเขาพาเด็กสาวคนหนึ่งมาส่งให้เถ้าแก่ที่เปิดกิจการขายโลกีย์แถวฝั่งธน กฤษดาเข้าใจดีว่าทำไมเด็กถึงสมัครใจมาทำอาชีพนี้  รวมทั้งรู้ว่าพีสะใภ้จะได้ค่าหัวเท่าไหร่ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสดใหม่ของเด็กที่สมัครใจมา หลายคนที่มาจากหมู่บ้านของเขานั้นส่วนใหญ่จะสมัครใจมาทั้งนั้น ไม่เห็นมีใครถูกบังคับมาเลยสักคนและหลายคนก็จะได้ดีกลับไป บางคนยังอุตส่าห์ไปรับเอาญาติโยมหรือน้องสาวมาทำธุรกิจนี้ด้วย เขาไม่เชื่อหรอกว่าคนบ้านนอกจะโง่เพราะว่าเวลาถูกจับก็จะอ้างว่าถูกหลอกมาขาย คงเป็นสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดมากกว่าจึงต้องทำอย่างนั้น กฤษดาอยากประกาศให้สังคมรู้นักว่าอย่าได้คิดว่าในความซื่อใสของคนบ้านนอกนั้นไม่ได้แฝงไว้ด้วยความโง่เสมอไป พวกเขาปรับตัวในการเข้ากับสังคม ความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมได้เร็วและง่ายมาก ผิดกับพวกผู้ดีทั้งที่อาศัยอยู่ในเมืองที่คิดว่าตัวเองเก่งเริดหรู ทันสมัย ลองไปอยู่บ้านนอกและทำมาหากินตามวิถีชาวบ้านนั้นรับรองลำบากมากไม่สามารถอยู่ได้เป็นเดือนเป็นปีอย่างคนที่อพยพมาจากบ้านนอก
“เป็นยังไงย่ะ ครั้งแรกได้มากี่ตังค์” วิถามเด็กที่มาทำงานกับเถ้าแก่ที่เธอพาไปฝากตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
“โอ้ย เกือบตาย เกือบไม่ได้อะไรเลยวิ”
“ทำไมละ แล้วเธอจะมีเงินไปฝากให้ลูกของเธอเหรอ”
“ก็อีตาเถ้าแก่ของเธอนะซิ มันให้ฉันนอนกับมันก่อน ที่จะพาฉันไปเปิดบริสุทธิ์”
“ตายละ ทำอย่างนี้ได้ยังไง คอยดูซิอีตาเถ้าแก่ซ้งรับรองต้องฉิบหาย”
“ทำไมไปว่าเขาอย่างนั้นละวิ” กฤษดาถามหลานสาวที่แสดงความโกรธออกมาด้วยการสาปแช่ง
“ก็เขาถือกันจะตายนะซิ ในวงการนี้ถ้าเถ้าแก่หรือพ่อเล้าเอากับเด็กของตัวเองนะ จะเกิดอาเพท ได้รับความล่มจมฉิบหาย”
“จริงเหรอ แล้วน้อยจะทำอย่างไรละ ถ้าไม่มีเงินฝากไปให้ลูกที่รออยู่ที่บ้าน”
น้อยเป็นเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับวิภา แต่เธอเรียนจบม.3 ใจแตกเสียก่อนก็เลยแต่งงาน มีลูกสาวหนึ่งคน แต่อยู่กินกับสามีไม่รอดเพราะต่างคนก็ต่างเด็กและเจอปัญหามากมายหลายอย่างจึงตัดสินใจแยกทางกัน แต่ในที่สุดสามีคนนี้ก็ตามมาอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯ โดยยอมเสียศักดิ์ศรีให้เมียหาเงินมาเลี้ยงเอง กฤษดาก็อดแปลกใจไม่ได้กับพฤติกรรมอย่างนี้ ทำไมผู้ชายถึงหน้าด้านทำได้แบบไร้ยางอาย มีอยู่คู่หนึ่งเช่าอยู่ห้องตรงข้ามห้องวิภา ฝ่ายหญิงมาจากจังหวัดพะเยาส่วนฝ่ายชายรู้สึกว่ามาจากทางใต้ และมีอายุแก่กว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ตั้งสิบกว่าปี วันดีคืนดีถ้าไม่มีเงินใช้ก็จะมาขอร้องให้วิภาส่งเมียตัวเองไปนอนกับแขกเพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายภายในครอบครัว ปากก็พูดว่า เขาอนุญาติให้เมียตัวเองไปนอนกับใครก็ได้ถ้าได้เงิน ถ้าไม่ได้เงินก็คงมีเรื่องแน่ กฤษดาไม่เข้าใจว่าทำไม่ผู้หญิงถึงได้ยอมผู้ชายขนาดนี้
“ยังดีนะ ที่ฉันรู้ทัน” น้อยยังคงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอตอนไปนอนกับแขกครั้งแรกต่อ
“แขกให้ฉันมาตั้งห้าพัน พอมาถึงที่พักอีตาเถ้าแก่ของเธอ มันก็พยายามซักถามฉันต่างๆ นาๆ ฉันก็บอกมันว่าได้แค่สามพัน เพราะว่าเขารู้ว่าฉันไม่บริสุทธิ์แล้ว”
“แล้วมันทำยังไงต่อ”
“มันก็จัดการค้นตัวฉันใหญ่เลย แต่หาไม่เจอหรอกเพราะว่าฉันเอาเงินสอดไว้ในง่ามก้นของฉันตั้งสองพัน”
กฤษดาได้ยินเรื่องราวแล้วรู้สึกหน้าชา อำนาจเงินมันช่างมีมากมายมหาศาลเหลือเกินสามารถดลบันดาลให้คนเราทำอะไรได้หลายอย่าง ตอนเด็กเขาไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมพ่อถึงว่าเงินสามารถทำให้เล็กที่หนาแสนหนา แข็งแสนแข็งสามรถแปลสภาพเป็นอะไรก็ได้ ถ้าคนเราขาดเงินแล้วอะไรจะเกิดขึ้น โลกคงยุ่งเหยิงวุ่นวาย  เขานึกย้อนอดีตไปตอนสมัยที่เขาเรียนที่มหาวิทยาลัย จำได้ว่าวันนั้นเขาต้องทำงานที่อาจารย์มอบหมายให้ ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องทำก่อนจบ ถ้าไม่ผ่านวิชานี้ก็ถือว่าไม่จบมหาวิทยาลัย และเขาต้องหาเงินก้อนหนึ่งมาทำการวิจัย ซึ่งก็มากพอสมควรสำหรับเขาในขณะนั้น  เขาเครียดมาก ไม่รู้จะหาเงินก้อนนั้นมาจากไหนก็เลยโทรไปหาเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่บาร์เกย์เพื่อหางานให้ทำ
“อย่าเลยกฤษ อย่าได้ถลำเข้ามาในโลกสีม่วงใบนี้มันเหมือนยาเสพติด ถ้าถลำเข้ามาแล้วจะหลุดออกไปไม่ได้ เดี๋ยวคืนนี้เราจะขอยืมแขกประจำเรามาให้”
คงเป็นโชคชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตไว้แล้วเขาจึงไม่ได้ถลำตัวลงไปทำ เพราะเขาไม่ทราบว่าป่านนี้เพื่อนคนนั้นอยู่ที่ไหน เป็นอะไร และทำอะไรอยู่ เขามิอาจรู้ได้ หลายๆ ครั้งที่เขาพบคนดีมีน้ำใจอย่างเพื่อนของเขาคนนี้แต่ก็เป็นแค่ระยะเวลาอันสั้น ไม่รู้ว่าเขาจะได้เจอะเจอคนดีๆ เหล่านี้อีกหรือเปล่า มันช่างเป็นเรื่องที่แปลกเหลือเกินที่บางครั้งคนเราที่อยู่ไกลกันตนละฟากฟ้าก็ยังมีโอกาศเจอกันได้ พรหมลิขิตที่ดลบันดาลไห้หลายสิ่งหลายอย่างมากมายเกิดขึ้นในโลกใบนี้ เขาอยากรู้เหลือเกินว่าใครคือพรหมลิขิตตัวนั้น
“น้ากฤษคิดอะไรอยู่เหรอ นั่งเงียบเชียว”
“เปล่า ก็อิจฉาพวกเธอเท่านั้นเองแหละ ทำงานนิดเดียวได้เงินตั้งเยอะตั้งแยะ ดูน้าซิกว่าจะเรียนจบแทบเป็นแทบตายมาเป็นสิบๆ ปี ทำงานตั้งหลายปี ไม่เห็นมีดีอะไรเลย”
“โอ้ย ช่างมันเถอะน้า อย่าคิดมากเลย ปวดหัวเปล่าๆ คนเราไม่มีอะไรมากมายหรอก กินขี้ ปี้ เยี่ยว และก็ตายเหมือนกัน ต่างกันก็ที่ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง”
“เออ แล้วโครงการทำบุญทอดผ้าป่า ที่เคยพูดไว้กับน้าคืออะไรละ”
วิภาเล่าถึงโครงการที่อยากทำมากคือการได้ทำบุญทอดผ้าป่าที่วัดข้างบ้าน เพราะว่าเธอรู้สึกว่าตัวเองมีบาปติตตัวมากมายในชาตินี้ เปรียบเหมือนกับตัวเองทำนาบนหลังคนเงินทองที่ได้มารู้สึกว่ามันร้อนเหลือเกินบางคืนเธอฝันร้าย เธอมักจะฝันเห็นเด็กผู้หญิงหลายคนมาทวงเงินคืนจากเธอ เธอรู้สึกกลัวกับฝันร้ายนั้น กลัวบาปที่อาจจะตามมาทันในชาตินี้ ถึงแม้เธอไม่ได้หลอกเด็กสาวพวกนั้น แต่เธอก็ไม่สบายใจอยู่ดี เพราะว่าอาชีพชายของเก่านี้ถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างมหันต์ และสังคมก็ไม่ยอมรับถึงแม้ว่ามันจะเป็นอาชีพที่มีมานาน เธอไม่เคยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟังเลยเพราะคิดว่าคงไม่มีใครอยากฟัง แต่ละคนก็อยากฟังแต่สิ่งที่ดีๆ และได้แต่สิ่งของที่สวยงามจากเธอ ชีวิตเธอเหมือนตัวคนเดียวต้องรับผิดชอบอีกสามชีวิต และอะไรต่างๆ อีกมากมาย บางครั้งเธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับชีวิต แต่เธอก็ต้องดิ้นรน ใครละจะช่วยเธอได้นอกจากตัวเธอเอง ครั้นจะรอให้สังคมมารับผิดชอบก็คงไม่ได้ เพราะยังมีอีกหลายชีวิตที่ยังลำบากกว่าเธอและต้องการความช่วยเหลือจากสังคม สังคมเป็นแค่ตัวกลางที่ผู้คนในสังคมเท่านั้นที่จะทำให้มันดีขึ้นหรือเลวลง แล้วเธอละเป็นส่วนไหนของสังคม เธอก็คงไม่ต่างจากคนทั่วไปที่ไม่อยากทำร้ายสังคม และไม่ต้องการให้สังคมมาทำร้ายเธอ
“ตกลงเรามาช่วยกัน รวบรวมเงินนะน้า แล้วไปทำบุญทอดผ้าป่าที่วัด อย่างน้อยเราก็จะได้ชาระล้างบาปที่เรามีอยู่ให้เบาบางลงไป นอกจากจะได้บุญแล้ว ชาวบ้านเขาก็จะชื่นชมเราด้วยนะน้า”
กฤษดายังจำภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันทำบุญทอดผ้าป่าได้ดี วันนั้นเขาเห็นน้ำตาแห่งความสุขของพ่อแม่และญาติพี่น้องทุกคนที่มาต้อนรับคณะผ้าป่า พวกเขาต่างดีใจที่วิภากับเขามาเยี่ยมและนำชื่อเสียงมาสู่วงค์ตระกูล เพราะการนำผ้าป่ามาถวายวัดนั้นทำให้ชาวบ้านพูดและนึกถึงแต่สิ่งที่ดีของเขาทั้งสองคน ภาพลักษณ์นี้สามารถลบเลือนและปิดบังเบื้องหลังความเป็นมาของเขาทั้งหมดได้
วันนั้นกำนันผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายต่างให้เกียรติและชื่นชมในความสามารถของวิภา กฤษดามองเห็นความสุขที่หลานสาวได้รับ เธอยิ้มทั้งวัน เธอนั่งอยู่ข้างประธานในพิธีตลอดงาน ใส่เพชรทองเครื่องประดับที่เธอหามาได้เต็มตัว เสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมเกรดดีมีสีสรรเข้ากับผิวที่ขาวเนียนของเธอ หน้าตาแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางยี่ห้อดังราคาแพง มองแล้วเธอดูเด่นกว่าใครในงาน ที่เธอทำอย่างนี้ก็คงเป็นเพราะไม่อยากให้ใครมาดูถูก เธอหยิบเสื้อผ้าออกมาจากกล่องเพื่อแจกจ่ายเด็กๆ นอกจากนี้ก็ยังมีสิ่งของอีกมากมายที่เธอหามาได้ เธอเปรียบเสมือนแม่พระของเด็กๆ ในวันนั้นกฤษดาก็มีความสุขไม่แพ้หลานสาวเท่าไหร่นัก เพราะการตอนรับที่อบอุ่นของชาวบ้าน การกล่าวขานและการพูดถึง ทำให้เขาลืมเรื่องอื่นๆ ได้ชั่วคราว
วิภายอมรับว่าเธอมีความสุขมากกับการทีเธอได้ทำบุญครั้งนี้ เธอหวังว่าฝันร้ายที่คอยมาหลอกหลอนเธอทุกคืนคงหายไป เพราะครั้งนี้เธอยังมีโอกาสทำบุญกับบัวคำ เพื่อนรักเก่า ที่เคยสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก ถึงแม้ความสัมพันธ์นั้นมันจะเปลี่ยนไปแล้วหลังจากที่บัวคำทราบว่าเธอมาทำงานอะไรที่กรุงเทพฯ
“ฉันขอสาบานไว้ตรงนี้เลยว่า จะไม่มีวันขายลูก ขายตัวกินเด็ดขาด ฉันไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเธอทำได้ยังไงกัน ทั้งที่ทีวีมันประกาศออกโครมๆ ว่าการขายตัวมันไม่ดี มันผิดกฏหมาย”
“สักวันเธอก็คงรู้เองแหละบัวคำ”
ขณะที่วิภานั่งเคียงข้างอยู่กับประธานพิธีในงานวันทอดผ้าป่านั้น บัวคำแอบชื่นชมในตัววิภาอยู่ข้างรั้ว อดน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองไม่ได้เพราะในขณะที่เพื่อนของตัวเอง ทำงานที่สังคมรังเกียจ นั่งเชิด ชูคออยู่ข้างๆ แขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย เธอผู้ประกอบอาชีพที่ถูกต้องทั้งกฏหมายและจริยธรรมต้องมานั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่กับการทอดกล้วยแขกขาย ซึ่งวันหนึ่งๆ รายได้จากการขายก็แทบจะไม่พอใช้จ่ายภายในบ้าน มันช่างไม่ยุติธรรมกับเธอเหลือเกินเพราว่าเธอเลือกทำในสิ่งที่ดีและถูกต้องแต่ทำไมชีวิตเธอถึงลำบากและแตกต่างจากวิภาราวฟ้ากับดิน
“พี่วิ หนูจะรวยเหมือนกับพี่ไหม ถ้าหนูทำอย่างพี่”
“หนู จะเอาผ้าป่ามาถวายวัดอย่างพี่ด้วย”
“หนูจะซื้อโทรศัพท์มือถือด้วย”
น้ำตาของวิภาเอ่อล้นออกมาอย่างสุดจะกลั้นได้ เธอไม่มีคำตอบคำพูดใดที่จะบอกกับเด็กเหล่านี้ เพราะพวกเธอไม่รู้หรอกว่าเบื้องหลังภาพอันสวยงามของเธอนั้นเธอได้เจอะเจอกับอะไรมาบ้าง เธอเสียใจมากและไม่เคยนึกเลยว่าการกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งนั้นเพื่อมาทำบุญ ทำสิ่งที่ดีงาม จะกลับกลายมาเป็นการทำบาปอันใหญ่หลวง เธอได้กลายเป็นตัวอย่าง และสร้างค่านิยมที่ผิดให้เกิดขึ้นในหมู่บ้าน พ่อแม่ของหญิงสาวที่อยากมีอยากได้และอยากเป็นได้ขอรัองให้เธอพามาทำงานอย่างเธอที่กรุงเทพฯ  เธอคงต้องสร้างบาปกรรมไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ได้ เมื่อไหร่มันจะสิ้นสุด เธอได้แต่นั่งมองข้างทางไปเรื่อยๆ ซ่อนเร้นความรู้สึกเอาไว้ข้างใน ใครหนอจะช่วยหยุดค่านิยมที่เธอได้สร้างมันขึ้นมาได้
วันเวลามันช่างรวดเร็วเหลือเกินโดยที่วิภาก็ยังคงประกอบอาชีพที่ไม่ถูกต้องต่อไปโดยที่ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะจบสิ้นและถึงเวลาที่ตัวเองและครอบครัวจะพร้อมหรือพอเสียที และกฤษดาผู้ที่เรียนจบถึงระดับมหาวิทยาลัยก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นเลยในชีวิต เขายังคงต้องทำงานรับเงินเดือนที่นอ้ยนิดชักหน้าไม่ถึงหลังต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ใครรับรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร พ่อกับแม่ก็เฝ้าถามมาในจดหมายทุกฉบับว่าปีนี้จะเอาผ้าป่าไปถวายวัดอีกหรือเปล่า เขาก็คงได้แต่เก็บจดหมายไว้ในลิ้นชักอย่างเดิม และเขาแน่ใจเหลือเกินว่าจดหมายที่เขากำลังแกะอ่านอยู่นี้ก็คงมีคำถามนั้น เขาคิดถึงบ้านอยากจะกลับไปเหมือนปีก่อน แต่ก็คงไม่มีหวัง เพราะงานที่รัดตัวและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงทุกวัน กลับบ้านแต่ละทีเขาก็ต้องหมดเงินเยอะเหมือนกัน ค่าของฝาก เงินก้อนให้พ่อกับแม่ บางทีก็ต้องช่วยเหลือพี่ๆ น้องๆ อีก
เขานั่งทำงานอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์คนเดียว พิมพ์เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงานวันถวายผ้าป่าปีที่แล้ว เขารู้สึกเย็นสะท้านกับความเย็นของแอร์ที่เปิดทำงานมาทั้งวัน บวกกับสายลมที่พัดเล็ดลอดเข้ามาปะทะร่างกาย เขาจ้องมองอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อจ้องมองลึกเข้าไปหาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้น ภาพหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาบนจอ เป็นหน้าของบัวคำที่เละเทะน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก เสียงของเธอที่รอ้งโหยหวลด้วยความเจ็บปวดยังกอ้งอยู่ในโสตประสาทของเขา
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย อีบัวคำมันเป็นลม”
ทุกคนวิ่งไปที่ประตูวัดที่มาของเสียงนั้น  ภาพที่เห็นคือหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวของบัวคำ เธอดิ้นรนต่อสู้กับความเจ็บปวด มือพยายามตะกุยตะกายอยู่ที่ใบหน้า
“เกิดอะไรขึ้น หาเกิดอะไรขึ้น” วิภารอ้งถามด้วยความตกใจ
“อีบัวคำมันเป็นลม หน้ามืด ล้มลงไปถูกน้ำมันร้อนในกะทะ”
“เอารถตู้ออกเดี๋ยวนี้ ไปส่งที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เธออย่าเป็นอะไรไปนะ เร็วๆ เข้าซี ไม่ต้องห่วงค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันรับผิดชอบเอง”
ทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้วและพรอ้มที่จะออกไปสนุกสนานกับครอบครัวในวันหยุดสุดสัปห์ดา แต่เขายังคงนั่งอยู่คนเดียว เขาล่ะจะไปกลับใครและไปที่ไหน นอกจากกลับไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรเลย เขาปล่อยโฮสะอื้นให้ออกมาดังๆ ไม่เคยเข้าใจเลยว่าชีวิตเขาต้องมาเจอกับปัญหาและอุปสรรคมากมายมาตลอด เขาหรือใครที่เป็นผู้กำหนดชักใยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เขาจะช่วยเหลือใครได้บ้าง และใครจะช่วยเขาได้บ้าง สังคมให้อะไรกับเขาบ้าง และเขาให้อะไรกับสังคมบ้าง เข้าปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบแก้มเพื่อระบายความอัดอั้นในใจ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลเป็นสายหยดลงบนกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขาเพิ่งได้รับมาจากเพื่อนร่วมงานวันนี้ เขาค่อยๆ หยิบมันขึ้นมาอ่าน
“กฤษดาเงินสองหมื่นที่ยืมไปปีที่แล้ว ตอนที่พ่อแม่ของเธอลงมาเที่ยว บวกกับเงินอีกสามหมื่นที่เธอยืมไปถวายผ้าป่าครั้งที่แล้ว พี่ขอคืนด่วนนะ เพราะว่าจะไปฮันนีมูนรอบสองที่ยุโรป”

เขาอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีก ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังๆ พรอ้มกับชักปืนที่ซ่อนอยู่ในลิ้นชักออกมาจ่อขมับตัวเองปล่อยให้กระดาษใบนั้นหล่นสู่ลงพื้นก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลงตามมันไป

หวานเย็นใต้ต้นมะม่วง
"เดี่ยว ตื่นได้แล้วลูก อาบน้ำทานข้าวก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะเตรียมถุงเท้ากับรองเท้าให้"
เสียงเรียกนี้ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดมา ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนแม่จะพูดประโยคนี้ จนมันถูกซึมซับและฝังลึกอยู่ในห้วงแห่งความเงียบสงัด ที่จะปลุกฉันให้ตื่นแต่เช้าทุกวัน มันจะดังมาแต่ไกล ก้องกังวาลและเคลื่อนตัวเข้ามากระซิบอยู่ข้างหู  ฉันสัมผัสถึงลมหายใจอันแผ่วเบาแต่อบอุ่น อ่อนโยนของแม่จนฉันต้องงัวเงีย ลุกขึ้นมาจากเตียง
แม่ผู้เป็นเสมือนทุกอย่างของฉันในตอนนั้น ตอนที่ฉันเด็กๆ ไร้เดียงสาอยู่ในปฐมวัย ฉันรักแม่มากและคิดอยู่เสมอว่าถ้าวันใดถ้าขาดแม่ไปฉันคงไม่มีความสุขตลอดชีวิต ฉันเห็นแม่เหนื่อย ตรากตรำทำงานเพื่อฉัน ตั้งแต่ฉันจำความได้ ฉันเห็นแม่ตื่นแต่เช้ากุลีกุจอทำโน้นทำนี่ หุงหาอาหารเตรียมไว้ให้พ่อ ทานและห่อไปทำงานแถวรามอินทรา เหตุผลที่พ่อต้องออกจากบ้านแต่เช้าก็คงเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ เจอ คือการจราจร พอกลับบ้านอีกทีก็ดึก ทำให้ฉันมีเวลาเล่น และพูดคุยกับพ่อน้อยมาก และเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันมีความผูกพันธ์กับแม่มากกว่าพ่อ
หลังจากที่พ่อออกจากบ้านไปแล้ว แม่ก็ต้องวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหาร เสื้อผ้าไว้ให้ฉัน ผู้แสนขี้เกียจและขี้เซาเป็นที่สุด ฉันไม่ค่อยรับรู้หรอกว่าแม่จะเหนื่อยมากน้อยขนาดไหน รู้แต่ว่าตัวเองสบาย สนุกที่สุดตามประสาเด็กๆ  พอแต่งตัวเสร็จแล้วแม่ก็จะพาฉันเดินออกมาหน้าปากซอยเพื่อรอรถประจำทางไปโรงเรียน แต่กว่าจะถึงป้ายรถเมล์ ก็เล่นเอาแม่เหนื่อย เพราะแกจะทักทายคนโน้นคนนี้ตลอดทาง ดูท่าทางแม่มีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ปราศจากร่องรอยความเหนื่อยอ่อนจากการทำงานแต่เช้า  แม่คงฝากความหวังทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับฉัน ความรักที่มีอยู่ก็คงทุ่มให้ฉันจนหมดใจ และคงไม่ต่างจากความรู้สึกที่ฉันได้มอบให้แม่เช่นกัน
"โรงเรียน เลิกแล้วมารอแม่อยู่ที่นี่นะ อย่าเถลไถลไปไหนนะ"
ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ฉันก็จะตรงดิ่งนั่งรอแม่อยู่ใต้ต้นมะม่วงข้างสนามฟุตบอล ซึ่งถ้าวันไหนแม่มาถึงก่อนก็จะเป็นฝ่ายรอ พร้อมกับถุงขนมมาฝาก ส่วนฉันทุกวันก็จะสกปรกเลอะเทอะ เพราะวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ทั้งวันในช่วงพักเรียน ยิ่งถ้าวันไหนทานหวานเย็นของพี่วันที่เป็นเจ้าประจำผูกขาดขายของในโรงเรียน แม่ก็จะเห็นสีแดง สีเขียวทีไหลจากปากเรื่อยมาตามลำคอ สู่ปกเสื้อ หน้าอก จนเหนียวไปทั้งตัว
"ทำไมลูกถึง มูมมาม ไม่ระวังอย่างนี้ มาแม่จะเช็ดให้"
แม่ผู้ที่รักฉันปานแก้วตาดวงใจ คงตำหนิฉันเพียงแค่เล็กน้อยตามปกติ ปากบ่นไป ส่วนมือนั้นสาละวนอยู่กับการเช็ดน้ำแดงที่เลอะตามปากและแก้มออกให้สะอาดหมดจด ทำไมแม่ถึงดีกับฉันมากมายขนาดนั้น ฉันไม่เคยเข้าใจหรอก เพราะความเป็นเด็ก ห่วงแต่เล่นสนุกสนานอย่างเดียว  ความที่ผูกพันธ์ และมีกิจกรรมที่ทำร่วมกับแม่มากมาย จึงทำให้ฉันมีความรู้สึกผูกพันธ์กับพ่อน้อยมาก อีกอย่างพ่อเป็นคนที่ค่อนข้างจะบ้างาน ออกจากบ้านไปทำงานแต่เช้า กว่าจะกลับอีกทีก็ดึกและฉันก็เข้านอนแล้ว  ทำงานทุกวันไม่เว้นแม้แต่เสาร์อาทิตย์ จึงทำให้ฉันเห็นแต่แม่ที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย และคอยดูแลห่วงใยฉันตลอดมา ไม่เคยคิดหรือรู้สึกเลยว่าตัวฉันเองได้ขาดอะไรไปสักอย่าง มีแต่ความรู้สึกที่รักแม่คนเดียว ถึงแม้แม่จะพยายามเฝ้าบอกฉันอยู่เสมอว่า พ่อเหน็ดเหนื่อยตรากตรำทำงานเพื่อฉัน และเพื่อครอบครัว
พอเริ่มเข้าเรียนชั้น ป 2. แม่เริ่มเปลี่ยนไป จากคนที่เคยมองโลกในแง่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสกลายเป็นคนที่นั่งเหม่อลอย บางครั้งฉันแอบเห็นแม่ร้องไห้คนเดียว และแม่ก็ไม่เคยเล่าสาเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ฉันฟัง ฉันสงสารแม่อย่างจับใจ บางครั้งก็นั่งกอดแม่ร้องไห้ไปด้วย ยิ่งฉันร้องไห้มากเท่าไหร่ แม่ก็ยิ่งร้องไห้มากเท่านั้น และมักจะหยุดร้องทันที่ ที่แม่นึกได้ว่าจะต้องทำงานบ้าน ซักผ้าและรีดผ้าที่รับมาจากคนที่พักตามหอพักในซอย แม่คงเหนื่อยมากทั้งซักทั้งรีด ผ้าเป็นกองๆ เสร็จก็ต้องทั้งแบกทั้งหอบไปส่งที่บ้านของลูกค้า สงสัยจังเลยว่าทำไมแม่ถึงทนได้ขนาดนี้ และไม่เคยปริปากบ่นให้ได้ยินเลย แม่ทำงานมากขึ้นทุกวัน ในขณะที่พฤติกรรมของพ่อก็เริ่มเปลี่ยนไป บางวันก็กลับมานอนที่บ้าน บางวันก็หายไปเลยไม่ได้บอกกล่าวอะไร เคยได้ยินพ่อกับแม่คุยกันบ้างถึงเรื่องทิ้ง เรื่องจากกันนี่แหละ แต่ก็ไม่ค่อยใส่ใจเพราะมัวแต่ห่วงนอน 
"พี่จะทิ้งเราสองคนไปไม่ได้นะ ชีวิตฉันขาดพี่และลูกไม่ได้"
"พี่คงไม่ทิ้งเธอกับลูกหรอก ยังต้องรับผิดชอบเธอกับลูกตลอดไป"
ฉันมารู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อตอนเริ่มเรียนชั้น ป. 6 ว่าพ่อมีอีกครอบครัวหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีเวลาให้เราทั้งสองคนมากนัก แม่ทำงานมากขึ้นเป็นเท่าตัวทุกวัน แต่ก็ยังไม่เลิกที่จะเดินมาส่งฉันขึ้นรถประจำทาง พร้อมกับของพะรุงพะรังที่หอบไปขายที่แผงเช่าข้างร้านขายยา แม่เปิดทำเป็นร้านขายกับข้าวตามสั่งหลายอย่าง ทุกวันหลังจากเลิกเรียนฉันก็จะมาช่วยแม่เก็บข้าวของและกลับบ้านพร้อมกัน  แม่คงเริ่มรับสภาพความห่างเหินของพ่อได้ จึงทำให้เราเริ่มกลับมามีความสุขกันอีกครั้ง ฉันรักแม่มากขึ้นกว่าเก่าเป็นร้อยเท่า ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีแต่เราสองคน และมั่นใจเหมือนกันว่าแม่ก็รักฉันมากขึ้น แม่ไม่เคยปริปากบ่นอะไรให้ฉันฟังถึงแม้แม่จะเจ็บช้ำภายในใจมากมายแค่ไหน  พ่อได้เริ่มห่างจากพวกเราไปทุกทีจากการที่มาเยี่ยมพวกเราเดือนละครั้งก็กลายเป็นสามสี่เดือนครั้งและหายไปในที่สุด
"ตั้งใจเรียนนะลูกเพราะเรามีกันแค่สองคน จะพึ่งพาพี่ป้าน้าอาของเราก็คงไม่ได้"
"ครับแม่ผมจะดูแลแม่ตลอดไปจนแก่ เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป"
พูดจบเราต่างกอดกันร้องไห้นานมาก จนกระทั่งแม่นึกขึ้นได้ว่าต้องเตรียมของไปขาย เราก็ผละออกจากกันช่วยกันหยิบโน่นหยิบนี่ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตน ฉันช่วยแม่ทำงานง่ายๆ เช่น ล้างผัก ล้างเนื้อ เตรียมข้าวของบางอย่าง เท่านั้น เพราะแม่ไม่อยากให้ทำเนื่องจากห่วงการเรียนของฉันมากกว่า และกลัวว่าจะทำการบ้านไม่เสร็จ
" ไปทำการบ้านเถอะลูก จะได้เข้านอนเร็วๆ พรุ่งนี้จะได้ไม่ตื่นสาย"
"ครับแม่ ผมจะรีบทำแล้วก็กลับมาช่วยแม่อีกนะครับ"
"ไม่ต้องหรอกลูก เพราะว่าพรุ่งนี้แม่จะขายของแค่ครึ่งวันตอนเย็นจะได้ไปรับลูกที่โรงเรียน"
"ทำไมครับแม่ เดี่ยวกลับเองได้ครับ"
"แม่จะพาเดี่ยวไปซื้อชุดนักเรียนใหม่นะซิ ที่ใส่อยู่มันเก่ามากแล้ว"
ฉันรู้สึกดีใจอย่างยิ่งยวด เพราะรู้ว่าจะได้เสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว ฉันจะต้องได้ทานอาหารอร่อยๆ และอาจจะได้ดูหนังสักเรื่อง เราทั้งสองจะมีความสุขและรู้สึกปลดปล่อยความเหนื่อยล้าให้หายไปตอนที่ได้ไปซื้อของในห้าง ไปดูผู้คน และทำกิจกรรมที่สนุกร่วมกันตามประสาแม่ลูก ถึงแม้ไม่มีพ่อผู้ที่ให้ชีวิตฉัน ผู้ที่แม่พร่ำบอกเสมอว่าเขาทำงานเพื่อฉัน เพื่ออนาคตของครอบครัว แต่ฉันได้รับรู้แล้วว่าอนาคตของพวกเรามันได้ดับมืดลงเพราะมือของเขาเสียแล้วตั้งแต่วันแรกที่เห็นเขาเดินออกจากบ้านไป ปัจจุบันอนาคตที่เห็นแสงรำไรอยู่ข้างหน้านั้นมันกำลังถูกเติมด้วยเชื้อเพลิงแห่งรักของฉันกับแม่ ที่สัญญากันไว้เสมอว่าจะทำให้ดีที่สุดและไม่ทิ้งกันและกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเราได้เชื่อเสียแล้วว่าพ่อคงไม่มีวันกลับมาหาพวกเราอีกแล้ว และแม่ก็ได้ทำหน้าที่แทนเขาไปเสียแล้วและทำได้ดีครบถ้วน สมบูรณ์มากกว่าด้วยซ้ำไป
ฉันไหว้อาจารย์ เพื่อขอบคุณอาจารย์ที่อนุญาตฉันให้ลาหยุดได้ครึ่งวัน ออกมายืนรอแม่ใต้ต้นมะม่วงต้นเดิมที่เคยรอแม่อยู่ทุกวันตอนที่ยังเด็กเล็กไม่สามารถกลับบ้านเองได้ ฉันซื้อหวานเย็นจากพี่วันมาทานตามปกติ พี่วันก็คงดีกับฉัน รักและเอ็นดูเหมือนเดิมถึงแม้เวลาจะผ่านมาหลายปี และแกก็ยังผูกขาดขายขนมและหวานเย็นอยู่ที่เดิม
"เอ้า เดี่ยว ทำไมออกมาเร็วหนัก วันนี้ไม่เรียนหรือ"
"อ้อ แม่จะพาผมไปซื้อเสื้อผ้าครับ"
"พี่ว่าเราไปรอข้างในโรงอาหารดีกว่า ฝนใกล้จะตกแล้ว พี่ก็กำลังจะเก็บของเหมือนกัน"
พี่วันพูดยังไม่ทันจบ ฝนก็เริ่มโปรยเม็ดลงมา และแรงขึ้นเรื่อยๆ นักเรียนหลายคนต่างวิ่งหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น แต่ฉันไม่คิดจะวิ่งหนีไปไหนเพราะกลัวแม่จะหาไม่เจอ เสื้อผ้าของฉันเริ่มเปียก น้ำฝนไหลลงมาอาบทั่วใบหน้า ฉันมีความสุขมากวันนี้ นึกถึงแม่ เสื้อผ้าตัวใหม่ อาหารที่อร่อยและหนังสักเรื่องหนึ่ง ขณะนี้แม้คงกำลังนั่งอยู่บนรถเมล์เพื่อเดินทางมารับฉัน  ความหนาวเย็นเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายฉันก็คงยังยืนอยู่ เพื่อรอจนกว่าจะได้พบแม่ แม่ที่รักฉันมากที่สุดกว่าใคร ฉันยืนรอจนถ้วยหวานเย็นเต็มไปด้วยน้ำฝนล้นออกมา ทำไมแม่ยังมาไม่ถึง แต่มั่นใจว่าแม่ต้องมา ฉันศรัทธาในความรักของแม่ เชื่อมั่นในตัวแม่เพราะไม่เคยทำให้ฉันผิดหวัง นั่นไงว่าแล้วแม่ต้องมา มาพร้อมด้วยรอยยิ้ม ภายใต้ร่มสีแดง วันนี้แม่แต่งตัวสวยมาก แม่ยิ้มให้ฉันเหมือนดังเคย
"พี่คนนี้เขาเป็นใครหรือป้าวัน เห็นแกมายืนใต้ต้นมะม่วงทุกวัน เสื้อผ้าก็สกปรก ผมเผ้ารุงรังเชียว"
"อ้อ ก็มันสติไม่ค่อยดี มันคงมารอแม่มันมั้ง"
"แล้วแม่เขาไปไหนละค่ะ ไม่มารับลูกเสียที"
"แม่ของมันถูกรถชนตาย หน้าโรงเรียนของเรานี่แหละ สิบกว่าปีมาแล้ว เดี่ยวมันก็เลยช็อค รับความจริงไม่ได้ ถึงเป็นบ้าเป็นบอไปอย่างที่เห็นนี่แหล"

บาปที่ไม่ได้ตั้งใจ

วัดนอกจากจะเป็นสถานที่สั่งสอนอบรมคนให้รู้จักความรับผิดชอบ ชั่วดี บาปบุญคุณโทษ และสอนให้คนเป็นคนดีแล้ว ยังเป็นศูนย์รวมของจิตใจ วัฒนธรรม จารีต และประเพณีต่างๆอีกด้วย แต่สำหรับแดงนั้น เขาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมชาวบ้านจึงชอบเอาอะไรที่แปลกๆไปไว้ในวัด เช่น ต้นไม้ที่ถูกเข้าใจว่ากลายเป็นหิน สัตว์ที่พิการ ขาดบางส่วนไป หรือมีบางส่วนที่เกินมา และแม้แต่เด็กพิการ เด็กดื้อเหลือขอ ก็ถูกนำมาฝากให้เป็นเด็กวัด บางคนอยู่นานจนรู้สึกชอบวัด เพราะสบายไม่ต้องไปทำไร่ไถนาเหมือนเด็กทั่วไป ก็เลยอาศัยร่มพระพุทธศาสนาเป็นที่พักผ่อน ขอบวชเป็นเณรก็มี พอเริ่มเป็นหนุ่ม นมแตกพาน ผ้าเหลืองก็เริ่มร้อน อาบัติบ่อยๆ ทนไม่ไหว สึกออกมาเป็นสามัญชนที่แย่กว่าคนที่ไม่เคยบวช เป็นเหตุให้สถาบันศาสนาถูกลบหลู่ เสื่อมศรัทธาลงไปก็มี
"แดง แดง วันนี้วันพระไปวัดกันเถอะ"
สันต์มักจะชวนแดงไปวัดเสมอ ถ้าวันพระตรงกับวันหยุด ยิ่งตอนเย็นทั้งสองจะไปนั่งปะปนกับคนแก่ ฟังเทศน์ บางครั้งก็พูดตามทั้งที่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร สันต์มักจะเปรยบ่อยๆว่าถ้าได้บวชเป็นพระจะสวดเป็นภาษาไทย เพราะเขาเชื่อว่าทุกวันนี้ผู้แก่ผู้เฒ่าทั้งหลายที่มานั่งฟังเทศน์นั้นคงฟังให้เข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา คงไม่เข้าใจอะไร ยิ่งคนรุ่นก่อนไม่ได้เรียนวิชาศาสนาจากโรงเรียนเหมือนคนรุ่นใหม่แล้วยิ่งเข้าใจได้ยาก เหตุผลอีกอย่างที่ทั้งสองชอบมาวัดวันพระก็คืออยากช่วยตักน้ำใส่ตามตุ่มหรือคนโฑให้พวกที่มาฟังเทศน์ได้ดื่มได้ใช้ และยังมีโอกาสช่วยหลวงตายกข้าวของที่ชาวบ้านนำมาถวายไปเก็บ ผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือขนมต่างๆที่หลวงตาท่านให้เป็นรางวัล
"นี่ละมั๊งสันต์ ที่เขาบอกว่าได้บุญ หรืออิ่มบุญ"
"อาจจะใช่ว่ะ แต่เอ็งอยู่ติดกับวัด หลวงตาเรียกมาใช้บ่อยๆ  ก็คงได้บุญบ่อย ตายไปก็คงได้ขึ้นสวรรค์ แถมยังได้อิ่มบุญบ่อยๆด้วยนะ"
"เสร็จแล้วไปที่กุฏิพระสมพลดีกว่า อย่าเพิ่งฝอยเลย"
"ไปทำไมล่ะ ข้าว่าไปช่วยองอาจถอนขนไก่ดีกว่า พระทะนง อยากจะฉันแกงไก่"
แดงมักจะแวะไปกุฏิของพระสมพลเพราะมีหนังสือการ์ตูนและหนังสือดาราให้อ่านมากมาย บางครั้งก็สอนให้สวดคำอวยพร และคำสวดต่างๆอีกด้วย แดงชอบเพราะสำเนียงแปลกดี แต่ก็ไม่เคยเข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร ถามใครต่อใครหลายคนก็ไม่มีใครแปลได้
"แดง แดง วันนี้ไปวัดกันเถอะ"
แดงได้ยินสันต์เรียกอยู่หน้าบ้านอีกแล้ว ใจอยากไปวัด แต่วันนี้แม่ห้ามเพราะต้องดูแลน้อง แม่กับพ่อไปรับจ้างเกี่ยวข้าวทั้งวัน ถ้าวันนี้แอบไปอีกคงต้องโดนลงโทษอย่างหนัก ยังจำได้เมื่อวันพระที่แล้วหลังจากแยกกับสันต์แดงก็กลับบ้าน เจอแม่ยืนรออยู่ พร้อมกับไม้เรียวกิ่งมะขาม ซึ่งถ้ากระทบกับผิวเนื้อแรงๆก็คือแตกอย่างเดียว
"มานี่ไอ้แดง มัวแต่เที่ยวเล่น ไปวัด ไปวัดนั่นแหละ น้ำท่าไม่ยอมตักใส่ตุ่ม กลับมาเหนื่อยๆ นึกว่าจะได้อาบน้ำ หน็อยแน่! ต้องไปหาบน้ำอีก"
แม่พูดพลาง ตีพลางโดยไม่นึกว่าน้ำหนักที่ฟาดลงไปนั้น ทำให้น่องของแดงแตกเลือดไหลซิบๆหลายแห่ง แดงพยายามให้เหตุผลว่าต้องช่วยงานที่วัด แต่แม่ไม่ยอมฟัง จึงปล่อยให้แม่ตีจนเหนื่อยและหยุดไปเอง พอหายเหนื่อยก็เอายามาทาแผลให้ ปากก็พร่ำต่างๆนานาพร้อมกับคำขอโทษ
แดงนั่งอยู่ในครัว ป้อนข้าวน้อง ใจคิดถึงขนมอร่อยๆ หนังสือการ์ตูนที่ชอบ เสียงเทศน์ของหลวงตาอันไพเราะ ไม่ได้ไปวัดก็เหมือนขาดสิ่งที่เคยทำไปอย่างหนึ่ง เจ้าสันต์คงเล่นกระโดดเชือกกับเด็กๆคนอื่นอย่างสนุกสนาน หมูห้าขาและไก่สามขาที่แดงเคยให้อาหาร คงคิดถึง และชะเง้อคอคอยมองหาเขาแน่นอน แดงคิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงบุญที่เคยได้รับ อยากอิ่มบุญเหมือนเคย
"เฮ้ย องอาจวิ่งไปดักทางโน้นซิ"
"ทำไม มันวิ่งเร็วจังวะ"
แดงได้ยินเสียงฝีเท้า และเสียงเอ็ดตะโร ตรงลานบ้าน จึงวิ่งออกมาดู เห็นสันต์ องอาจ และเด็กๆอีกสองสามคน วิ่งไล่ต้อนไก่ตัวหนึ่งอยู่ ไก่ตัวนี้แปลก ไม่มีขนเลย เห็นแต่เนื้อหนังเหมือนกับไก่ที่ถูกถอนขนแล้ว คงเป็นไก่ของชาวบ้านที่เอามาฝากหลวงตาเลี้ยง สันต์กับองอาจมีหนังสะติ๊กอยู่ในมือ แต่ยิงทีไรพลาดเป้าทุกที ทั้งที่อยู่ใกล้ๆ ถึงเวลาแล้วที่แดงจะทำบุญ และอิ่มบุญโดยการช่วยให้พระทะนงได้ฉันไก่ เพราะว่าทุกทีหลังจากที่ท่านฉันเสร็จก็จะแบ่งส่วนที่เหลือให้องอาจกินทุกที แดงฉวยไม้กวาดมาเตรียมไว้ ใจก็ภาวนาขอให้ไก่หัวโล้นวิ่งมาทางนี้ ซึ่งก็เป็นจริง เพราะเจ้าไก่หัวโล้น ตัวขาววิ่งมาทางนี้จริงๆ พอมันวิ่งมาถึงตัว แดงฟาดไม้กวาดลงไปอย่างแรงที่ขาของมัน สันต์กับองอาจวิ่งตามมาทันพอดี
"เฮ้ยแดง เอ็งตีมันทำไมวะ"
"เอ๊า! ก็พวกเอ็งจะแกงไก่ให้พระทะนงไม่ใช่หรือ"
"ใครบอก ข้าจะจับไปคืนเจ้าของต่างหาก หลวงตาบอกว่า ตัวนี้ไม่ได้พิการ เพียงแต่ไม่มีขนเท่านั้นเอง"
แดงเข่าอ่อน ทรุดตัวลงกับพื้น น้ำตาคลอเบ้า นึกถึงความผิดพลาดของตัวเอง ถ้าเชื่อแม่ตั้งใจดูแลน้อง เขาคงไม่ทำอะไรอย่างนี้ เขาอยากทำบุญ แต่ทำไมมันยากเหลือเกิน ต้องโดนเพื่อนโกรธ หลวงตารู้ก็คงงดให้บุญแน่นอน ต่อไปเขาจะไปวัดได้อย่างไร นี่ก็ใกล้โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว  ยิ่งถ้าโรงเรียนเปิดเขาแทบไม่ได้ไปวัดเลย
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ เพราะวันพระต่อมาหลวงตาก็ยังเรียกแดงไปช่วยทำโน่นทำนี่เหมือนเดิม และเขาก็มีของติดไม้ติดมือกลับมาบ้าเหมือนเดิม ทุกคนก็ยังเป็นเพื่อนเล่นที่ดีต่อเขา แม่ก็อารมณ์ดีขึ้น เพราะหมดหน้านาแล้ว แถมยังซื้อชุดกีฬาให้เป็นของขวัญที่ช่วยดูแลน้อง
"จะกลับแล้วหรือแดง เอามะพร้าวไปฝากแม่ด้วยนะ"
"ขอบคุณครับหลวงตา หลวงตาครับขอพรหน่อยซิ พรุ่งนี้ผมจะไปแข่งวิ่งที่อำเภอ"
"แดงเอ๋ย พรอะไรก็ตามไม่มีค่าเท่ากับความพยายามให้ถึงที่สุดของเอ็งหรอก แต่ยังไงก็ตามหลวงตาก็จะให้"
แดงตื่นแต่เช้า ใส่ชุดกีฬาที่แม่ซื้อให้ ทานข้าวเสร็จก็กราบลาแม่เดินออกไปขึ้นรถที่มารับไปอำเภอ ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุดตามที่หลวงตาบอก และจะเอาชัยชนะมาฝากแม่กับพ่อให้ได้
"พี่ทิพย์ไปกับไอ้แดงมัน ขากลับแวะซื้อปลามาให้ด้วยนะ จะแกงส้มฉลองชัยมัน"
"ดีมาก ยุพา เราจะกลับมาพร้อมเหรียญ ใช่ไหมแดง"
"แน่นอนครับพ่อ"
บ่ายแก่ๆ ยุพาจัดเก็บดอกแคสีขาวที่แข่งกันบานสะพรั่งอยู่บนต้น นำมาล้าง เด็ดเกสรออกทิ้ง เพื่อทำแกงส้มดอกแคที่ลูกชายโปรดปราน เธอเคยคิดเสมอว่าถ้ามีเงินพอก็อยากให้แดงเรียนต่อสูงๆ ไม่อยากให้ต้องมานั่งลำบากเหมือนเธอกับทิพย์ หลวงพ่อบอกอยู่เสมอว่าถ้าไม่มีเงินก็ให้บวชเรียนท่านยินดีช่วย เพราะแดงเป็นคนขยันเรียน เรียนทางไหนก็คงประสพความสำเร็จเหมือนกัน
ความที่อยากให้ลูกได้ดี บางครั้งดูเหมือนเธอจะเข้มงวดกับลูกมากเกินไป แต่ใครเลยจะเข้าใจหัวอกพ่อแม่ว่ามีความปรารถนาดีแก่ลูกน้อยมากแค่ไหน อาจจะเป็นเพราะโอกาส สภาพแวดล้อมสังคมและการมีการศึกษาน้อย จึงทำให้วิธีการสั่งสอนลูกผิดไปบ้าง
หลังจากที่ทำอาหารเสร็จ เธอก็มานั่งรอสองพ่อลูกอยู่ที่หน้าบ้านด้วยใจจดจ่อกับข่าวดีที่จะได้รับ เห็นรถวิ่งมาแต่ไกล ใจเธอเริ่มเต้นเร็วขึ้น หวังไว้เหลือเกินว่าต้องเห็นรอยยิ้มแห่งความสุขและชัยชนะจากลูกและสามี เสียงร้องเพลงเชียร์ของคณะครูและนักเรียนดังชัดเจน แสดงว่านักกีฬาของโรงเรียนต้องชนะหลายประเภท แต่ถ้าเกิดว่าลูกชายเธอแพ้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อย ลูกก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวสนุกสนาน รถมาจอดที่หน้าบ้าน เธอยิ้มวิ่งไปหาสามี
"เป็นไงพี่ ชนะไหม"

"ตอนนี้ไอ้แดงมันอยู่ในโรงพยาบาล ขามันหัก ตอนวิ่งมันสะดุดขาล้ม แต่พี่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันเพ้อถึงแต่ไก่หัวโล้น"

 

ป้ายรถเมล์หน้าบ้าน
ทุกวันนี้สังคมเมืองเปลี่ยนแปลงไปในหลายทิศทาง ทำให้เกิดปัญหาขึ้น ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว และปัญหาอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นผลพ่วงตามมา ทุกคนต่างต้องดินรนทำมาหาเลี้ยงชีพเพื่อปากท้องของตนเอง และสมาชิกในครอบครัว เวลาที่พ่อแม่ลูกจะมานั่งพูดคุยถามถึงสาระทุกสุขดิบ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันก็พลอยน้อยลงไปทุกที มีผลทำให้ความสัมพันธ์ ความผูกพันธ์ระหว่างกันนั้นเหลือน้อยลง หรืออาจจะทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งในครอบครัวถูกลืม ได้รับความสนใจน้อยที่สุด โดยเฉพาะบุพการีที่อยู่ในวัยชราไม่สามารถทำมาหากินช่วยเหลือครอบครัวที่ตนเองอาศัยอยู่ได้ จึงมักจะถูกมองข้ามไป
ดร.ศรีสะอ้าน อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ก็เช่นกัน ในวัยอย่างเข้าเจ็ดสิบห้าปีของเธอ ก็ไม่ต่างจากพ่อแม่ของหลายๆ ครอบครัวคือเกษียณอายุ อยู่กับบ้าน เลี้ยงหลานๆ ให้เติบโต หลังจากนั้นพวกเขาก็เสาะแสวงหาเพื่อนใหม่ สิ่งใหม่มาทดแทนจนลืมเธอไปในที่สุด ปล่อยให้เธออยู่บ้านคนเดียว ทำโน่นทำนี่ไปวันๆ บางครั้งเธอก็สุดเหงา โดดเดี่ยว เหมือนตัวเองอยู่ตามลำพังคนเดียวในโลก สิ่งเดียวที่ทำให้เธอมีความสุขก็คือการนั่งคิดถึงอดีต ช่วงที่สามียังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน บางครั้งเธอก็นั่งยิ้ม และบางครั้งเธอก็นั่งร้องไห้คนเดียว ภาพในอดีตบางครั้งมันก็คือขนมหวานหรือยาชูกำลังที่ทำให้คนเรามีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง แต่บางจังหวะมันก็คือยาขมที่คอยตอกย้ำความรู้สึกให้เจ็บปวดมากกว่าเดิม
หลายวันที่ผ่านมาคุณยายศรีสะอ้าน ก็ได้พบกับโลกใหม่ของเธอ ที่ทำให้เธอมีความสุขมากกว่าเดิม ไม่เหงา หรือรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวในโลกอีกต่อไป เพราะเธอได้ตัดสินใจปลดปล่อยพันธนาการที่ชุดรั้งเธอไว้ให้อยู่คนเดียวภายในตัวบ้านหลังใหญ่อันโอ่อ่าให้หลุดลอยไป โดยการเปิดประตูใหญ่หน้าบ้านให้กว้างขึ้น และมองออกไปข้างนอก เธอเห็นผู้คนเดินควักไขว่ไปมามากมายที่ฝั่งตรงข้ามของถนน เธอเพิ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หัวใจของเธอได้ถูกเปิดให้กว้างมากขึ้นพร้อมที่จะรับผู้คนเหล่านั้นเข้ามาอยู่ มาเป็นเพื่อนคุยยามเหงา ยามหว้าเหว่และยามเศร้าใจ
จากวันแรกที่แค่เปิดประตูแย้มออก มองออกมาสังเกตุผู้คนและความเปลี่ยนแปลงภายนอกรั้วบ้านที่สูงท่วมหัวของเธอ วันที่สองเธอก็เริ่มก้าวเดินออกมาให้พ้นประตูเดินใกลออกมาแค่สองสามก้าวเพราะความกลัวผู้คนและขาดความไว้ใจในตัวพวกเขา จนถึงวันนี้เธอมั่นใจกล้าเดินข้ามถนนมานั่งที่ป้ายรถเมล์พูดคุย ทักทายผู้คนที่มานั่งรอรถเมล์ป้ายนี้ โดยที่ไม่มีใครในบ้านรู้เลย เธอยอมรับว่าการกระทำของเธอนั้นผิดต่อประกาศิตคำสั่งที่ออกจากปากลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของเธอ ผู้ที่เธอทั้งรักและห่วงที่สุด ผู้ที่มองเห็นเธอเป็นเพียงคนแก่ที่รอความตายไปวันๆ  ไร้ค่า ไร้ความหมาย หาประโยชน์ใดๆ ได้ไม่ เขาห้ามเธอออกมาเผ่นผ่านที่หน้าบ้านเพราะความเป็นห่วง กลัวหกล้มจะต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ห้ามไม่ให้ใครพาไปเที่ยวนอกบ้านเพราะกลับมา จะไม่สบาย และสร้างความลำบากให้คนอื่น ที่ต้องลางานมาดูแล เสียทั้งงานและเวลา
คุณยายจำได้เสมอว่าวันแรกที่ตัดสินใจข้ามถนนไปยังป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามกับบ้านอันหรูหราของเธอนั้น ได้วิ่งเต็มกำลังและสุดชีวิตเพื่อข้ามถนนไปยังฝากโน้น ซึ่งเธอมั่นใจว่าได้วิ่งเร็วที่สุดเท่าที่เคยทำในรอบสิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่วายที่จะถูกรถเมลย์เล็กสีเขียวที่บรรทุกผู้โดยสารมาอย่างอัดแน่นเหมือนปลากระป๋อง วิ่งมาด้วยความเร็วสูง บีบแตรใส่เสียงดัง อันเป็นเหตุให้เธอล้มลงตรงฟุตบาท เข่ากระแทกพื้นแตกเป็นแผล แต่โชคดีที่สามารถโกหกลูกชายว่าตกบันไดลงมา ซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะโชคของเธอ หรือเป็นเพราะว่าความไม่ใส่ใจและสนใจในตัวเธอของลูกชายกันแน่
ถึงแม้วันนั้นเธอจะได้รับทั้งโชคร้ายและโชคดีก็ตาม  แต่สิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขมากที่สุดก็คือเธอได้เพื่อนใหม่ ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นหลานที่เข้ามาช่วยผยุงเธอขึ้นจากฟุตบาทและช่วยทำแผลให้ เหตุการณ์วันนั้นสอนให้เธอได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นว่าการเป็นคนดีนั้นมันมาจากจิตใต้สำนึกของคนมากกว่า การสอนและการปลูกฝังให้เกิดขึ้น  คนจะดีหรือเลวไม่ได้อยู่ที่ตระกูลชาติกำเนิด หรือว่าเพศหญิงเพศชาย หรือว่าฐานะหน้าที่การงานทางสังคม แต่มันอยู่ที่ใจและจิตใต้สำนึก
วันที่เธอล้มนั้น  ที่ป้ายรถเมล์ มีคนรอรถอยู่สามคน ทุกคนอยู่ในชุดนักศึกษา คงกำลังรอรถไปเรียนที่สถาบันฯ ที่ตนสังกัดอยู่ เด็กวัยรุ่นผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนสูบบุหรี่ พ่นควันออกจากปากอย่างมีความสุข ซึ่งเขาไม่รู้หรอกว่าเขากำลังเผาตัวเองให้อายุสั้นลงทุกที เด็กคนนี้ปลายสายตาไปมาระหว่างเด็กนักศึกษาหญิงที่กำลังใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดอยู่ กับนักศึกษาชายอีกคนหนึ่งที่ยืนอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้น สายตาที่เขามองคนทั้งสองนั้นมันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน เขามองเด็กสาวด้วยสายตาที่หวานเยิ้มด้วยความเสน่หา ในขณะที่สายตาที่เปรยไปยังเด็กผู้ชายนั้นเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามชิงชัง โดยที่เธอหาเข้าใจไม่ว่าเขาทำไมทำอย่างนั้น
คุณยายยังคงรู้สึกถึงความนุ่มบอบบาง อบอุ่นของมือคู่ที่ช่วยผยุงตัวเธอให้ลุกขึ้นได้เสมอ แม้วันนั้นคุณยายจะรู้สึกเจ็บที่หัวเขา แต่ก็ยังได้ยินคำพูดที่เล็ดลอดออกจากปากของนักศึกษาสาวที่พูดกรอกไปในโทรศัพท์ให้ฝ่ายตรงข้ามฟังว่าได้เกิดอะไรขึ้นที่นี่
"ไม่มีอะไรหรอกเธอ ฉันตกใจที่เห็นยายแก่หนังเหนียวล้มที่ฟุตบาทเท่านั้นเอง  โอ๊ยไม่ช่วยหรอกปล่อยให้ไอ้พวกพลเมืองดี ช่วยก็แล้วกัน  อ๋อคนที่สูบบุหรี่นะหรึ ยังอยู่ท่าทางเขาสนใจฉันนะเธอ หล่อมากด้วย"
คุณยายศรีสะอ้าน ยังงุนงง และแปลกใจอยู่กับเหตุการณ์ในวันนั้น ว่าทำไมเด็กนักศึกษาสามคนที่มารอรถเมล์ที่นี่ถึงแตกต่างกัน เด็กชายที่ยืนสูบบุหรี่นอกจากไม่ช่วยเธอตอนที่ล้มแล้ว กลับหัวเราะถือเป็นเรื่องตลกขบขัน  ส่วนเด็กสาวคนนั้นกลับนั่งดูเฉย  เด็กชายที่มีลักษณะท่าทางออกจะเรียบร้อย พูดจาไพเราะกลับกวีกะวาดมาช่วยเหลือเธอ สิ่งเหล่านี้กระตุ้นใหเธอเกิดความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นว่าแต่ละคนมีที่มาที่ไปอย่างไร เธอจึงพยายามหาเวลาว่างออกมาที่ป้ายรถเมล์ทุกวันเพื่อค้นหาความเป็นจริง โดยเฉพาะความจริงของเพื่อนรุ่นหลานคนใหม่ที่มีอัธยาศัยดี และเข้ามานั่งพูดคุยกับเธอทุกครั้งที่เธอมานั่งที่นี่ ข้อมูลที่เธอได้รับนั้นทำให้เธอเข้าใจคนมากขึ้น  เธอถือว่าคุ้มมากกับการเปิดประตูใหญ่ออกมาดูโลกภายนอกครั้งนี้  มันเป็นเหมือนกับการเปิดประตูใจให้รู้จักความเป็นคนของมนุษย์มากขึ้น ว่าแต่ละคนที่มีชีวิตอย่างที่เป็นอยู่นั้นมันเป็นผลมาจากกรรม คือการกระทำของตัวเอง ของบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด และบุคคลในสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ มันคงจะเป็นวงเวียน ดังกระดุมล้อเกวียนที่ยังคงหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดไป
"คุณยายโชคดีจัง อยู่บ้านหลังใหญ่โตมโหฬาร น่าอิจฉาจังครับ"
"หนูเอ๋ย  ความสุขของแต่ละคนมันแตกต่างกันไป บางคนสุขที่ได้มีทรัพย์สินมากมาย บางคนสุขเพราะได้ทำในสิ่งที่ตนรัก บางคนสุขในสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ แต่จริงๆ แล้วสุขกายและสุขใจเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด"
หลังจากที่คุยกับหน่อย นักศึกษาชายที่เคยช่วยเหลือเธอ ทำให้ทราบว่าเขาเป็นคนต่างจังหวัด มาทำงานในกรุงเทพฯ และส่งเสียตัวเองเรียน เนื่องจากที่บ้านฐานะไม่ค่อยดี แถมตัวเองเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่ยอมรับในความเป็นหญิงในร่างของผู้ชาย ถูกดุถูกด่าว่าร้ายต่างๆ นาๆ จึงจำเป็นต้องออกมาเผชิญโลกด้วยตัวเอง เขามีความหวังว่าสักวันถ้าเรียนจบมีการงานทำที่ดีแล้ว จะกลับบ้านนำความสำเร็จไปฝากพ่อแม่ และคิดว่าคงได้รับการอภัยจากพวกเขา
ส่วนเด็กสาวที่กำลังโทรศัพท์ในวันที่เธอหกล้มนั้น เป็นลูกคนอันมีจะกินครอบครัวหนึ่ง มานั่งที่ป้ายรถเมล์ทุกวันเพื่อรอแฟนหนุ่มขับรถเก่งคันงามมารับไปเรียนด้วยกัน มีชีวิตที่สะบาย อยู่กับความหรูหราฟุ่มเฟือยมาตลอด ชีวิตไม่เคยลำบากมาแต่เล็ก สำหรับนักศึกษาชายที่เคยยืนสูบบุหรี่วันนั้น  เธอมีโอกาสได้คุยกับเขาสองสามครั้ง เพราะเธอไม่ค่อยชอบการพูดจาที่ไม่ค่อยสุภาพ และควันบุหรี่ที่เขาพ่นออกมาเวลาคุย แต่อย่างน้อย ก็ได้รู้ว่าเด็กคนนี้มีครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่มีอาชีพค้าขายแถวย่านพาหุรัด ตัวเองเป็นลูกคนเล็กในครอบครัวคนจีน ดังนั้นอยากได้อะไรทุกคนในครอบครัวก็จะปะเคนให้ เพียงแต่คุณยายแปลกใจในวิถีการดำรงชีวิตของเขาว่าทำไมถึงต้องสูบบุหรี่  พูดจาไม่สุภาพเรียบร้อยเสียงดัง เพื่อนแต่ละคนที่มารับส่งทุกวันก็มีท่าทางเหมือนนักเลงหัวไม้ เธอไม่อยากจะมีอคติกับเด็กเหล่านี้ เพียงแต่เธอสังเกตุดูจากพฤติกรรม การแสดงออก ประกอบกับภาพข่าวที่เธอเห็นจากรายการโทรทัศน์นั้นมันส่งผลให้เธอคิดออกมาในรูปนี้
"คุณยายครับผมซื้อขนมมาฝาก อร่อยนะเจ้านี้"
"ขอบใจนะหนู วันนี้มีอะไรมาเล่าให้ยายฟังบ้างล่ะ"
"มีครับ คุณยาย คือว่าเมื่อวานผมไปเที่ยวกับเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นเกย์ ย่านสีลม ผมเห็นนักศึกษาชายที่เคยยืนสูบบุหรี่ที่นี่ด้วยครับคุณยาย"
"เขาคงไปเที่ยวอย่างหนู หรือเปล่า"
จากการพูดคุยกับหน่อยทำให้คุณยายได้รู้จักโลกอีกโลกหนึ่งของคนที่เดินทางบนเส้นสีม่วงว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร รวมทำให้ทราบถึงธุรกิจขายน้ำ อันหมายถึงเด็กผู้ชายที่มีอาชีพขายบริการทางเพศ ซึ่งหน่อยบอกว่าธุรกิจนี้เป็นที่ค่อนข้างฮิตมากในหมู่นักศึกษาไม่ว่าจะมีฐานะทางการเงินที่ดีมีอันจะกิน เรื่อยไปจนถึงพวกนักศึกษาที่มาจากต่างจังหวัดและฐานะทางบ้านค่อนข้างแย่ สาเหตุของการทำธุรกิจนี้เนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น การแข่งขันในเรื่องการแต่งตัว การใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยเกินตัว และการบ้ายี่ห้อของพวกเขา คุณยายนึกขอบใจตัวเองที่กล้าเดินออกมาจากการขุมขังทางด้านจิตใจ เดินออกมาจากความห่างเหินของลูกชาย จากความเงียบเหงาที่เกาะกุมหัวใจมานานแรมปี ทำให้เธอได้เห็นได้สัมผัสกับชีวิตของคนหลายรูปแบบ ถึงแม้จะเป็นสถานที่ใกล้ตัว ที่ป้ายรถเมล์ ความแตกต่างชีวิตของคนยังมากมายละเอียดอ่อนขนาดนี้ เธอฝันและหวังไว้ว่าจะต้องกล้าที่จะเดินให้ใกลมากกว่านี้เพื่อรับรู้ความเป็นไปของผู้คน
"แม่มานั่งทำอะไรอยู่ที่ป้ายรถเมล์นี่  ไปเข้าบ้าน บอกแล้วว่าห้ามออกมา"
"แม่มานั่งคุยกับน้องเขาเท่านั้นเอง"
"ไม่ได้เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไป ใครจะช่วย เด็กคนนี้เขาจะช่วยแม่เหรอ"
"ตอนแม่ล้มเขาก็ช่วยแม่นะลูก"
"เกลียดนักอีพวกตุ๊ด พวกกะเทย วิปริตผิดเพศพวกนี้ เกิดมาเสียชาติเกิด ไปเข้าบ้านไป"
ดร.ศรีสะอ้าน ผู้ที่เคยเก่งกล้า มีความสามารถในอาชีพการงาน ถึงกับร้องไห้เดินเข้าบ้านไป เมื่อเห็นหน่อยผู้ที่เป็นเพื่อนคอยพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ มากมายให้เธอฟัง เดินก้มหน้าน้ำตาคลอเบ้า ออกจากป้ายรถเมล์ไป โดยที่ไม่มีโอกาสร่ำลา   ความฝัน ความหวังที่จะเดินออกไปใกลจากบ้าน เพื่อศึกษาชีวิตคนของเธอคงต้องถูกพักไปเพราะคำสั่งของลูกชายที่เธอรัก  คงหมดโอกาสที่จะได้เจอกับหน่อย เด็กผู้หญิงคนนั้น และนักศึกษาชายที่เคยยืนสูบบุหรี่  สามชีวิตจะดำเนินไปอย่างไร จุดหมายของพวกเขาอยู่ที่ไหน คำถามเหล่านี้คงค้างอยู่ในใจของเธอตลอดไป คงทำได้แต่เพียงอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยความอ้างว้าง เงียบเหงาคนเดียว เหมือนเดิม มีแต่โทรทัศน์ กับหนังสือพิมพ์ที่คอยเป็นเพื่อน
หลายวันผ่านไปแล้วคุณยายก็ยังไม่สามารถทำใจให้ลืมหน่อย และเด็กนักศึกษาอีกสองคนได้ วันนี้เธอจึงตัดสินใจที่จะฝืนคำสั่งของบุตรชายอีกครั้ง เพื่อทำตามหัวใจที่เรียกร้องอยู่ทุกวัน เธอเฝ้ารอเวลาที่ลูกชายกับครอบครัวออกจากบ้าน เธอรูสึกว่าทำไมวันนี้เวลามันผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน เดินไปเดินมาในห้องนั่งเล่นหลายรอบ พวกเขาก็ไม่ยอมเคลื่อนตัวลงมาจากชั้นบน  คุณยายจึงหยิบหนังสือพิมพ์ ขึ้นมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา และเพียงแค่เธออ่านพาดหัวข่าวแรก เธอแทบเป็นลม
นักศึกษาสาวที่เคยพูดโทรศัพท์ วันที่เธอหกล้ม ถูกปล้นทรัพย์ แต่เธอขัดขืนจึงถูกคนร้ายขี้ยาแทงจนขาดใจตายที่ป้ายรถเมล์พร้อมกับลูกในครรภ์ที่มีอายุได้แค่เพียงสี่เดือน และคนร้ายคนนั้นก็คือนักศึกษาชายที่เคยยืนสูบบุหรี่ทุกวันที่ป้ายรถเมล์ ในเหตุการณ์เดียวกันนั้น หน่อยเด็กชายที่เคยมาพูดคุยกับเธอที่ป้ายรถเมล์และเป็นเพื่อนที่เธอคิดถึง อยากเจอมากที่สุด ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนอย่างแรงที่ป้ายรถเมล์หน้าบ้านของเธอ เนื่องจากวิ่งตาม หวังจะไล่จับคนร้ายที่ปล้นนักศึกษาสาวให้ทัน  เขาไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว แล้วความฝันของเขาที่เคยเล่าให้เธอฟังละคงสูญสลายไปกับตัวเขาเท่านั้นเอง
เธอได้คำตอบแล้วสำหรับคำถามที่ค้างคาใจของสามชีวิตที่เธอพบในวันแรกของความกล้าหาญที่เธอตัดสินใจเปิดประตูรั้วและประตูใจออกมารับรู้โลกภายนอก เธอกลั้นเก็บน้ำตาเอาไว้ข้างในไม่อยากให้ลูกชายและครอบครัวของเขาที่กำลังเดินลงมาจากบันไดเห็น เพราะจะมีคำถามมากมายพรั่งพรูออกจากปากของพวกเขา เธอเดินเลี่ยงออกมาและมุ่งตรงไปที่ห้องนอนปิดไฟ ปิดประตูลงกลอน เพื่อขังตัวเอง และขังใจของเธอ ไม่อยากรับรู้เรื่องของชีวิตผู้คนที่ป้ายรถเมล์หน้าบ้านเธออีกต่อไป

ของขวัญวันพ่อ
เสียงดังกึ๊กๆ จากล้อยางเก่าๆ ที่บดลงบนถนนในซอยประดิพัทธิ์ พร้อมกับเสียงบรื้นๆ  ของรถซาเล้งที่ใช้ใส่ของที่เขาคิดว่ามีประโยชน์ต่อตัวเองและครอบครัวจะคอยเตือนพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ในตลาดว่าถึงเวลาที่จะต้องเก็บข้าวของให้เรียบร้อยเพื่อกลับบ้านในตอนเย็น สิ่งที่เขาต้องการนั้นอาจจะเป็นขวดพลาสติก กระดาษ เศษเหล็ก หรือแม้แต่มุ้งหมอนเก่าๆ  ซึ่งผู้คนในละแวกนี้ได้ทิ้งลงตามกองขยะหรือถังขยะข้างถนน โดยเขากับลูกชายไม่เคยนึกรังเกียจที่ขุดคุ้ยเอาของมีค่าออกจาสิ่งปฏิกูลเหล่านั้นเพื่อส่งขายตามที่รับซื้อของเก่า  เขาทำอย่างนี้โดยไม่แยแสต่อสายตาผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมาตั้งแต่ลูกชายคนนี้ยังไม่เกิด
หลังเลิกงานอาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำคอนโดหรูที่อยู่ท้ายซอยแล้ว เขาจะรีบบึ่งรถซาเล้งไปรับลูกชายที่โรงเรียน เพื่อส่งกลับบ้านและแต่งตัวเพื่อมาช่วยกันหาของเก่าขาย  เขาแปลกใจที่ลูกชายไม่เคยปฏิเสธและอายกับอาชีพของตัวเอง เพื่อนๆ และครูที่โรงเรียนต่างก็รับรู้เรื่องราวของเขาทั้งหมดจากเรียงความที่ลูกชายได้เขียน และส่งเข้าประกวดจนชนะรางวัลย์ที่หนึ่งของหวัด ประโยคหนึ่งที่ทำให้เขาภูมิใจในตัวลูกชาย จนไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ในวันที่ได้เข้าร่วมงานมอบถ้วยรางวัลย์ประกาศเกียรติคุณ ลูกชายได้กล่าวขอบคุณเขาต่อหน้าผู้มาร่วมงานนั้นว่า
"ผมไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยที่พ่อของผมจน มีอาชีพเป็นยาม และเก็บของเก่าขาย ผมดีใจต่างหากที่ได้เกิดมาเป็นลูก ของคนๆหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ และเพื่อนของผมได้ดีเยี่ยม และพ่อมักพูด สั่งสอนผมเสมอว่าให้ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนดี ไม่ทำให้สังคมและตัวเองเดือดร้อน ผมจะไม่เรียกร้องถามหาแม่ และใครอื่นเพราะตอนนี้ผมมีพ่อที่ผมรักและรักผมมากที่สุด"
ทุกคนที่ไปร่วมงานในวันนั้นต่างปรบมือให้ลูกชายของเขา  ทำให้เขาอดปลื้มใจไม่ได้วิ่งเข้ากอดลูกชายด้วยความตื้นตัน หลายคนเข้ามาแสดงความดีใจ และสอบถามเขาว่าเลี้ยงลูกให้ได้ดีและเก่งได้อย่างไร เขาไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ตอบว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่มีผลสรุปที่แน่นอนตายตัว บางครั้งในบางสถานการณ์คนๆ หนึ่งอาจจะเป็นคนดี แต่ในบางสถานการณ์อาจจะพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่าพึ่งด่วนตัดสินใจวัดว่าคนนี้เป็นคนดีหรือเลวแค่เพียงสถานการณ์ที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าตัวเอง  เขาจะสอนให้ลูกชายคนเดียวของเขาให้รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์บนพื้นฐานของความดีและความถูกต้องมากกว่าการสอนให้เป็นคนดีจนลืมหูลืมตาว่าความจริงเป็นอย่างไร
เสียงแตรรถยนต์ บี เอ็ม ดับบลิว คันหรู ปลุกให้เขาตื่นจากความนึกคิดที่ครุกรุ่นอยู่ในสมองเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา  หันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เห็นลูกชายของเขากระโดดหยองๆ หลบหลีกกระป๋องเล็กกระป๋องน้อยที่ถูกขว้างออกมาจากรถเก๋งคันนั้น  เขารี่เข้าไปใกล้เพื่อดูเหตุการณ์ให้ชัดเจน มองเห็นคนขับรถ แต่งตัวดี ท่าทางภูมฐาน เป็นผู้ดีมีตระกูล เหมือนอย่างที่เขาเคยเห็นจากละครทีวี  เบาะข้างหลังเห็นเด็กชายสองคน อยู่ในวัยใกล้เคียงกับลูกชายเขา กำลังหัวเราะ เริงร่า สนุกสนานกับการปากระป๋องเปล่าใส่ลูกชายของเขาพวกเขายิ่งสนุกมากขึ้นเมื่อเห็นลูกชายของเขาคอยกระโดดหลบหลีกเป็นพัลวัน
แทนที่ก้องลูกชายคนเดียวของเขา จะแสดงความเกรี้ยวกราดออกมา กลับก้มหยิบกระป๋องเหล่านั้นทีละใบลงใส่ถุงพลาสติกที่เตรียมมามองเป็นสิ่งของที่มีค่าสำหรับเขา
“ก้องเป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนบ้าง”
“ไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ ดีเสียอีก ยิ่งขว้างผมมากเท่าไหร่ ผมยิ่งได้กระป๋องเยอะเท่านั้น”
สองพ่อลูกชวนกันกลับบ้านเมื่อได้ของมากพอและเห็นว่าดึกมากแล้ว กลับถึงย้านก็ต้องช่วยกันแยกสิ่งของที่ได้มาออกเป็นประเภท พลาสติก เหล็ก กระป๋อง และกระดาษ ทั้งสองทำแบบนี้จนเกิดความเคยชินไม่เหน็ดเหนื่อย ทุกวันกว่าก้องจะได้เข้านอนก็เกือบเที่ยงคืน ก้องเคยฝันเห็นแม่อยู่บ่อยๆ พอตื่นขึ้นมาก็แอบร้องไห้คนเดียว ไม่อยากให้พอรับรู้ กลัวพ่อไม่สบายใจ ก้องไม่เคยรู้ว่าแม่หน้าตาเป็นอย่างไร ไม่อยากคิด ไม่อยากจินตนาการ แต่คาดว่าแม่จะต้องเป็นคนสวยคนดีคนหนึ่ง ความที่ขาดแม่อยู่ใกล้ชิด เป็นสาเหตุที่ทำให้ก้องไม่มีอะไรเขียนออกมาเป็นเรียงความส่งครูในวันแม่เลย คุณครูที่โรงเรียนก็แสนดี เข้าใจความรู้สึกของเขาไม่เคยตอกย้ำให้ได้เสียใจ
“ก้องใกล้จะถึงวันพ่อแล้วนะ อย่าลืมเขียนเรียงความส่งเข้าประกวดล่ะ ปีนี้เขามอบทุนการศึกษามากกว่าเดิมนะ คุณครูเอาใจช่วย”
ก้องขออนุญาตพ่อไม่ไปช่วยเก็บของวันนี้ ตั้งใจว่าจะเขียนเรียงความออกมาให้ดีแลปราณีตที่สุด หวังว่าจะได้รางวัลใดรางวัลหนึ่งมาเป็นของขวัญให้พ่อ เขานั่งจ้องมองโคมไฟสีขาวนวล ที่พ่อเก็บมาจากกองขยะข้างบ้านเศรษฐีจำรูญ นำมาซ่อมใช้งานใหม่ได้ พยายามตั้งสมาธิและสร้างจินตนาการให้ออกมาดีที่สุด เพื่อเพิ่มสีสันเรียงร้อยถ้อยคำให้เข้าตาคณะกรรมการให้ได้ อย่างน้อยรางวัลชมเชยก็ยังดี
“ก้องดึกมากแล้วนะ ยังไม่นอนอีกหรือ วันนี้พ่อได้ของมาเยอะเหมือนกัน เอ็งไปนอนเถอะ เดี๋ยวพ่อจัดการกับของพวกนี้เอง”
“เกือบเสร็จแล้วครับพ่อ”
“ค่อยเขียนต่อพรุ่งนี้เถอะลูก เออนี่ คุณจำรูญฝากขอโทษคุณป๋อง กับคุณแป๋งที่ขว้างกระป๋องใส่ก้องวันนี้ด้วยนะลูก เขายังฝากขนมมาให้ด้วยนะ”
“ขอบคุณครับพ่อ”
จริงแล้วก้องไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยนิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะถ้าคิดมากไป ก็จะไม่ได้อะกลับมา เขาเข้าใจในธรรมชาติของคนเรา เวลาทำอะไรลงไป บางครั้งไม่ได้คิดหรือตั้งสติ พอผลออกมาในทางลบจึงค่อยแก้ไข บางครั้งก็สายเสียแล้ว ปัญหามันถึงได้ตามมามากมาย ก้องจึงพยายามคิดก่อนทำอยู่เสมอเพราะกลัวว่าความยุ่งยากมันจะเกิดขึ้น ถึงตอนนั้นการแก้ไขมันก็ยิ่งจะซับซ้อนมากขึ้น
ก้องเข้านอนตามที่พ่อบอก เพื่อให้พ่อสบายใจ แต่ก่อนนอนก็พยายามรวบรวมกระบวนความคิดเอาไว้ในรอยหยักของสมอง พรุ่งนี้จะได้เขียนเรียงความให้เสร็จ และส่งให้ครูอนงค์ ครูสอนภาษาไทยที่ก้องค่อนข้างสนิท ช่วยตรวจทาน ให้คำแนะนำก่อนที่จะส่งไปร่วมประกวดชิงรางวัลที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
เช้านี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ก้องตื่นขึ้นมาแต่เช้า ช่วยงานพ่อในครัว เก็บกวาดทุกอย่างเสร็จ ทานอาหาร อาบน้ำ แต่งตัวไปโรงเรียนด้วยความสดชื่น เดินออกมาตามซอย ผ่านกองขยะที่พ่อคงคุ้ยหาสิ่งมีค่าเมื่อวานนี้ เขากระหยิ่มยิ้มอยู่ในใจว่า เย็นนี้จะได้มาค้นหาสิ่งมีค่ากับพ่ออีกแน่นอน อย่างไรก็ตาสิ่งที่จะต้องทำให้เสร็จก่อนก็คือการเขียนเรียงความ
“ก้อง ก้อง ขึ้นมาซิ”
ก้องหันไปตามเสียงที่ได้ยินมาจากรถที่ค่อยๆ วิ่งขนาบข้างตนมาอย่างช้าๆ มองเห็นคุณป๋อง คุณแป๋งกวักมือเรียกเขาอยู่ เขาได้แต่ยืนรีรอ ไม่กล้าที่จะเปิดประตูรถ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะได้นั่งรถเก๋ง คันงาม ยี่ห้อหรู ใจหนึ่งก็กลัวจะทำให้รถเปื้อน ใจหนึ่งก็อยากจะลองนั่งดูว่ามันจะนิ่ม นั่งสบายอย่างไร เขายังไม่ได้ตัดสินใจการใดลงไป เด็กสองพี่น้องก็เปิดประตูรถ ดึงแขนให้ก้องขึ้นไปนั่งเบาะหลัง อยู่ตรงกลาง สองพี่น้องนั่งขนาบข้าง กุลีกุจอหยิบขนมกับนมออกมาแบ่งให้ก้องทาน รสชาติของน่าแซนด์วิช กับนมปรุงแต่งนั้นมันทำให้เขาเคลิบเคลิ้มไปกับมัน ดุจเป็นอาหารทิพย์ที่หล่นมาจากสรวงสวรรค์ เขาอยากเก็บไว้สักชิ้นสองชิ้นให้พ่อได้ลิ้มลองกับเขาบ้าง จะได้รู้ว่ามันอร่อยขนาดไหน หวังไว้ว่าถ้าได้รางวัลเป็นเงินสดจะซื้อให้พ่อได้ทานจนลืมปลาแจ่วปลาร้าไปเลยหลายวัน
“ก้อง เป็นไง  ได้ข่าวว่าจะส่งเรียงความประกวดอีกหรือ ปีที่แล้วก็ได้รางวัลที่หนึ่ง ได้เงินมาตั้งเยอะ ฉันยังเห็นเจ้าหน้าที่ เอาผลงานของเธอไปตั้งโชว์ที่จังหวัดเชียวนะ”
“จริงหรือครับท่าน งั้นวันพ่อปีนี้ ผมจะทำให้ได้อีกครั้ง”
บุญตันสอนลูกตัวเองให้เรียกคุณจำรูญว่าคุณท่าน เนื่องจากมีบุญคุณกับเขาและครอบครัวอยู่ โดยเฉพาะเรื่อที่ดิน ที่เขาอาศัยปลูกบ้านอยู่ในปัจจุบัน ถ้าตามสัญญาเงินกู้ที่เขาเคยกู้มานานแล้ว อาจจะต้องถูกยึดคืน เพราะว่าเขาได้ขาดการผ่อนชำระมาหลายปี ยังจำได้วันที่หอบเงินมาเพื่อจะให้ศรีนวล ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ที่หอบหิ้วกันมาจากต่างจังหวัด ชื่นชมและเตรียมเป็นเจ้าของร้านเสริมสวย วันนั้นเป็นวันที่เขาเสียใจมากที่สุดเพราะเขาเสียคนที่ตนรักและเงินก้อนโตให้กับคนอื่นไป เขาเคยคิดจะตามไปทวงคืนและฆ่าให้ตามตกไปตามกันเสียทั้งสองคน แต่ก็สามารถระงับโทสะครั้งนั้นได้เพราะห่วงลูกชายสุดที่รักของเขา ว่าจะทำอย่างไรถ้าขาดทั้งพ่อและแม่
“ป๋องกับแป๋งก็อยากจะเขียนส่งประกวดเหมือนกัน เห็นเขาขะมักเขม้นทำกันทั้งวันทั้งคืน ยังไงก็ฝากช่วยดูเรียงความให้ทั้งสองคนด้วยนะ”
“คับท่าน”
เย็นวันนั้นพ่อค้าแม่ขายก็ได้ยินเสียงรถซาเล้งคันเดิมของบุญตันกับลูกชายตามปกติ หลายคนทักทายสอบถามถึงการเขียนเรียงความว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว บ้างก็พูดว่าน่าจะได้รางวัลอะไรอีกสักอย่าง บ้างก็พูดอีกนัยหนึ่งว่าควรให้โอกาสคนอื่นบ้าง ไม่ควรส่งติดต่อกันหลายปี ต่างคนต่างจิตต่างใจ บุญตันกับก้องก็ได้แต่ยิ้ม ทีแฝงความภูมิใจเอาไว้ข้างใน ฝ่ายลูกก็หวังว่าจะต้องเอารางวัลสักชิ้นหนึ่งมาเป็นของขวัญวันพ่อ ฝ่ายพ่อก็กลัวเหลือเกินว่าลูกจะผิดหวังถ้าไม่ได้รางวัล ไม่อยากให้ลูกเสียใจ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาไม่ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน
“ถ้าไม่ได้รางวัล ลูกจะเสียใจไหม”
“ก็เสียใจบ้างครับพ่อ แต่ไม่เป็นไร วันพ่อมีทุกปี ปีนี้ไม่ได้ก็พยายามใหม่ในปีต่อไป แล้วพ่อละครับจะรู้สึกอย่างไรถ้าผมไม่ได้รางวัลอะไรเลย”
“พ่อไม่รู้สึกเสียใจหรอก ขอเพียงแต่ว่าลูกได้พยายามให้ดีที่สุดแล้วแค่นั้นก็พอ”
การมองโลกในแง่ดี ไม่คาดหวังอะไรจนเกินไป ทำให้บุญตันภูมิใจในตัวของลูกชายเป็นที่สุด เขาไม่จำเป็นต้องพร่ำบอก หรือสอนให้ลูกต้องเป็นอย่างนี้ ทำอย่างนั้น ก้องจะคิดเป็นทำเป็นด้วยตัวเอง อาจจะเป็นเพราะความรักและความห่วงใยที่เขามีต่อลูก และครูที่โรงเรียนช่วยกันขัดเกลา สั่งสอนจึงทำให้ผลออกมาในทางที่ดี และถึงแม้ว่าเขาอยากจะสั่งสอนความรู้ให้ลูกด้วยตัวเอง ก็แทบไม่มีเวลา วันหนึ่งๆ มัวแต่ทำงาน อยู่เวรยาประจำตึก และหาของเก่าขาย  วันนี้ตั้งใจจะเอาชุดที่ใส่ไปงานรับรางวัลของลูกปีที่แล้วไปซักที่ร้านซักรีดตรงปากซอยก็ยังไม่มีเวลาเลย ต้องเอามาแช่น้ำไว้ตอนเช้า  ตอนเย็นจึงกลับมาซักเอง
“อีกสามวันก็รู้ผลแล้วซินะก้อง พ่ออดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ พ่อเตรียมซักชุดหล่อเอาไว้แล้วนะ”
“ถ้าผมได้สักรางวัล ผมจะซื้อชุดใหม่ให้พ่อ และจะซื้อขนมอร่อยให้พ่อทานด้วย”
“ขอบใจลูก รับกลับบ้านเถอะ เดี๋ยวต้องไปทำการบ้านอีกไม่ใช่หรึ”
วันประกาศผลบุญตันตื่นแต่เช้าเตรียมหุงหาอาหารให้ก้องทาน บางส่วนบรรจุใส่กล่องพลาสติก เก็บไว้ทานตอนพักเที่ยง กว่าจะถึงช่วงการประกาศผลประกวดเรียงความวันพ่อก็คงเป็นช่วงบ่ายเพราะช่วงเช้าเป็นพิธีที่ทางจัดหวัดจัดไว้  คือพิธีเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวง รวมทั้งการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ วันนี้เขาทิ้งเจ้ารถซาเล้งไว้ที่บ้าน ส่วนตัวเองกับลูกพากันเดินออกมายังปากซอย เพื่อเรียกแท็กซี่ ไม่อยากนั่งรถเมล์เหมือนกับปีที่แล้ว กลัวลูกชายเหนื่อย และร้อนจะทำให้เหงื่อไคล ไหลเปื้อนเสื้อผ้า
“ก้อง ก้อง ไปฟังผลประกวดหรึ”
“ไปทำไม ไม่ชนะหรอก”
เสียงของคุณป๋องกับคุณแป๋ง ตะโกนออกมาจากหน้าต่างรถคันหรู ที่ค่อยๆ แล่นผ่านเขาสองคนไปอย่างช้าๆ พวกเขาไม่ได้ตอบกระไร เพียงแต่ส่งยิ้มให้ และยกมือไหว้คุณจำรูญ ที่ส่งยิ้มตอบมา บุญตันรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมลูกชายทั้งสองของคุณจำรูญ จึงได้ส่งเรียงความเข้าประกวด ทั้งที่ทุกปีไม่ได้ส่ง อาจจะเป็นเพราะรางวัลที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว หรืออาจจะเป็น เพราะเด็กทั้งสองมีความตั้งใจเรียนมากขึ้น คำถามเหล่านั้นได้หายไปจาก ความคิดของเขาโดยฉับพลัน ที่เห็นคุณแป๋ง โยนกระป๋องเครื่องดื่ม ที่เปิดแล้วมายังลูกชาย เขารีบกระโดดรับ แต่ไม่ทันเสียแล้ว น้ำในกระป๋องเครื่องดื่มนั้นได้หกรดเสื้อผ้าของลูกชายเขาเต็มหน้าอก
“ไป๊ ไปเก็บกระป๋องขายอย่างเดิมดีกว่า”
ก้องได้แต่ยืนงง มองหน้าพ่อที่แดงกล่ำ เพราะความโกรธ พอได้สติก็เอื้อมมือจับแขนพ่อเบาๆ
“ช่างเถอะพ่ออย่าไปโกรธเขาเลย เราอะไรเขาไม่ได้หรอก เรายังต้องพึ่งพาอาศัยเขาอยู่”
“กลับไปเปลี่ยนเสื้อเถอะลูก คงไปสายแน่เลย”
ทั้งสองไปสายตามคาด ค่อยๆ เดินอ้อมไปนั่งแถวหลังสุด มองแทบไม่เห็นเวที เพราะผู้ที่มาร่วมงานนั่งกันเกือบเต็มห้องประชุม และที่นั่งที่จัดไว้ให้ตั้งอยู่ในระดับเดียวกัน คนที่ตัวสูงก็ย่อมบังคนที่เตี้ยกว่า คนที่นั่งไม่นิ่ง เอียงซ้าย เอียงขวา ยิ่งน่ารำคาญนัก ประธานในพิธี แขกชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้งคุณจำรูญ นั่งอยู่บนโซฟาด้านหน้าสุด ชมการแสดงบนเวทีที่สวยงามจากสถาบันฯ และโรงเรียนต่างๆ สลับกับการเล่นเกมส์สร้างสรร และส่งเสริมความรักระหว่างพ่อ แม่ และลูก อันเป็นการส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความผูกพันธ์กันแน่นแฟนมากขึ้น
พิธีการต่างๆ ดำเนินเรื่อยมาจนถึงช่วงเวลาที่สำคัญ ของงานวันนี้ นั่นคือการประกาศผลประกวดเรียงความวันพ่อแห่งชาติ บุญตันรู้สึกตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ เพราะะเขามั่นใจว่าลูกชายของเขาต้องได้รางวัลใดรางวัลหนึ่งแน่นอน ความรู้สึกเก่าๆ ของวันนี้ในปีที่แล้วได้เริ่มหวลเข้ามาในความทรงจำของเขาอีกครั้ง ลูกชายของเขายืนเด่นเป็นสง่าท่ามกลางเด็กคนอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลรองลงไป ลูกชายของเขาได้รับโล่ห์ เกียรติยศจากผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมเงินรางวัลจำนวนหนึ่ง ส่วนตัวเขาได้รับเชิญให้ขึ้นไปรับใบประกาศเกียรติคุณในฐานะพ่อดีเด่น และได้รับการสัมภาษณ์ถึงวิธีการเลี้ยงลูกกกในแนวทางของตัวเอง และเป็นแนวทางที่คิดว่าถูกต้อง
พิธีกรได้กล่าวเรียนเชิญให้ประธานขึ้นไปบนเวทีเพื่อมอบรางวัลต่างๆ ก่อนที่จะประกาศรางวัลชนะเลิศ บุญตันเตรียมพร้อม ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อ ขยับกายให้นั่งในท่าที่สบายที่สุด สูดหายใจเอาอากาศให้เข้าไปเต็มปอด และค่อยๆ ปล่อยออกมา เขาชำเลืองไปยังลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ มองไม่เห็นอากัปกริยาที่ตื่นเต้นของลูกชายแต่อย่างใด แต่ก็มิได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกไป เพราะคิดว่าก้องคงเตรียมพร้อมมาแล้ว
“ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวดเรียงความวันพ่อของจังหวัดเราปีนี้ได้แก่ เด็กชาย…………..”
บุญตันลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว เพราะแน่ใจว่าชื่อที่จะถูกประกาศออกมาต้องเป็นของก้องแน่นอน เขาไม่แยแสหรือสนใจสายตาของผู้ร่วมงานหลายคนที่มองมา
“ได้แก่……………..เด็กชายยุทธภูมิ เจริญจำรูญกุล”
เขาทรุดตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกด้วยความผิดหวังเมื่อชื่อที่ประกาศออกมาเป็นของ คุณแป๋ง ลูกชายของคุณจำรูญนั่นเอง ก้องจับมือพ่อบีบเบาๆ เพื่อเรียกสติกลับมา เขาเข้าใจในความรู้สึกของพ่อที่ใจเต็มไปด้วยความหวัง แต่ต้องมาผิดหวังในวันนี้ บุญตันเอื้อมมือมาโอบไหล่ของลูกชาย และพากันเดินออกมาจากห้องประชุม โดยไม่ได้หันไปมองคุณจำรูญ ผู้ที่กำลังเดินขึ้นเวที ด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะและความดีใจ  ส่วนก้องพาพ่อแวะร้านเบเกอรี่ในห้างฝั่งตรงข้าม  สั่งขนมเค้ก และแซนด์วิส ชิ้นโต และคิดว่าราคาแพงที่สุดในร้านให้พ่อทาน
“พ่อครับ ถึงแม้ผมไม่ได้รับรางวัลใดๆ แต่ผมก็สามารถซื้อขนมราคาแพงให้พ่อทานได้ เหมือนกับคนวยเขาได้ และผมอยากบอกพ่อว่าผมรักพ่อมากที่สุดครับ พ่อทานให้เยอะๆ นะครับ”
บุญตันกลืนกลั้นน้ำตาเอาไว้ข้างใน พยายามลิ้มรสขนมที่เขาไม่เคยทานมาก่อนเลยในชีวิตให้หมด เขาดึงก้อง เข้ามากอดแนบอก เพื่อให้ความรักความอบอุ่น ความห่วงหาอาทร และความผูกพันธ์อันยิ่งใหญ่ที่อยู่ภายในถ่ายทอดเป็นความรู้สึกออกมาสู่ลูก และให้ลูกอยู่กับตัวเขาไปนานแสนนาน
“กลับกันเถอะครับพ่อ เดี๋ยวเราจะต้องขนของออกจากที่พักกันแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร”
“คุณครูอนงค์ ครูสอนภาษาไทย อนุญาตให้พ่อไปอยู่ในโรงเรียนในฐานะภารโรงครับ พ่อไม่ต้องออกไปเก็บขยะอีกต่อไป”
เขารู้สึกตื้นตัน และดีใจที่ได้ยินเรื่องราวที่ก้องได้เล่าให้ฟัง ว่าคุณครูอนงค์ได้พยายามวิ่งเต้น ทำเรื่องเสนอกับผู้อำนวยการให้ช่วยเหลือครอบครัวของเขา ทั้งนี้เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนที่ก้องได้ทำชื่อเสียงให้โรงเรียนมากมายหลายครั้ง
ทั้งสองเดินเข้ามาในซอยตามปกติ ผ่านกองขยะที่พวกเขาเคยแวะขุดคุ้ยหลายกอง หันหน้ามองกันด้วยความสุข ส่งเสียงหัวเราะคิกคักฝ่าความมืดเข้าไปในซอย ผ่านหน้าบ้านคุณจำรูญ ที่กำลังเปิดเพลงเสียงดัง จัดงานเลี้ยงฉลองที่ลูกชายของเขาได้รับรางวัลชนะเลิศ
“ไอ้ขี้แพ้ มาทานขนมซิ ฮิฮิฮิ”
“อย่าพูดอย่างนั้นแป๋ง เข้าไปข้างในก่อนไป๊ พ่อมีธุระจะพูดกับบุญตันหน่อย”
เสียงของคุณจำรูญ และลูกชายดังมาจากประตูรั้ว  ทั้งสองพ่อลูกหยุดยืนและหันไปมอง เห็นคุณจำรูญ ยืนอยู่ตามลำพัง ในมือถือกระดาษแผ่นหนึ่ง
“เอานี่บุญตัน โฉนดที่ดิน ฉันขอคืนให้ ฉันอดภูมิใจไม่ได้ที่แกมีลูกที่ฉลาด ขยัน อดทน เป็นคนดี และที่ฉันอดอิจฉาไม่ได้ก็คือ ความรักของเขาที่มีต่อแกไง และเพื่อเป็นการตอบแทนที่เขางดส่งเรียงความเข้าประกวดในปีนี้ตามคำขอร้องของฉัน”
บุญตันยกมือไหว้ และรับโฉนดมากำไว้ในมือ หันหน้าไปมองลูกชายที่ส่งสายตาเป็นเชิงขอโทษ เขาส่งยิ้มให้ลูกชายปราศจากการแสดงความรู้สึกผิดหวังใดๆ ทั้งสิ้น
“ไม่เป็นไรหรอกลูก ปีหน้าค่อยเขียนใหม่นะลูก บางครั้งคนเราก็ต้องยอมสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ดีกว่ากลับมา แต่จำไว้นะลูกอย่าได้ขายศักดิ์ศรี หรือขายมันให้กับใครอย่างนี้อีก”
ก้องโผเข้ากอดพ่อร้องไห้ออกมาดังๆ เพื่อปลดเปลื้องความรู้สึกอัดอั้นต่างๆ ที่อยู่ในใจหลายวันที่ผ่านมาออกไปให้หมด
“ผมขอโทษครับพ่อ แต่ผมต้องทำเพราะผมรักพ่อมากที่สุด”
คุณจำรูญยืนมองสองพ่อลูกกอดกันร้องไห้ มันเป็นการร้องไห้แห่งความสุข การให้อภัย ความรัก ความอบอุ่นอุ่นที่สองพ่อลูกพึงมีต่อกัน และสิ่งเหล่านั้นมันมาจากจิตใต้สำนึกมากกว่าจากการซื้อขาย และการให้ด้วยเงินตรา ภาพนั้นมันเตือนให้คุณจำรูญรู้ว่าเขาได้ทำผิดอย่างมหันต์กับลูกของตัว

ทุกข์สุข คู่กัน

เส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างคำว่า “ดี” กับคำว่า “ชั่ว” นั้น มันสามารถถูกตัดขาด ให้สะบั้นมาหลอมรวมกันได้ ทำให้คำว่า “ดี” หรือ “ชั่ว” นั้นมันกลมกลืนกันแทบแยกกันไม่ออก “ดี”ในอีกที่หนึ่งกลับกลายเป็นชั่วได้ และในทางกลับกัน “ชั่ว”ไปอยู่อีกที่หนึ่งก็สามารถกลายเป็น “ดี” เพราะฉะนั้นแล้ว คำสองคำนี้สำหรับ ระริน แล้วมันเป็นคำกลาง มันจะถูกตีความหมายออกมาอย่างไรนั้นขึ้น อยู่กับคน สถานะการณ์ และสถานที่ที่สองคำนี้ได้ร่วมเข้าไปอยู่ด้วย
ระริน สาวสวยที่ มีการงานที่ดี อันเกิดจากความทะเยอทะยาน เพื่อทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากสถานภาพ ความเป็นอยู่แบบชาวนา ยากจน ที่ตนเองได้เห็น ได้สัมผัสมาตลอดชีวิต หล่อนอ้อนวอนพ่อแม่ ขอเรียนต่อในระดับมัธยม และปริญญาตรี ด้วยสัญญาที่ว่าจะไม่ยอมให้พ่อแม่ผิดหวัง และจะทำให้พ่อแม่เกิดความภูมิใจ ว่าอย่างน้อยลูกชาวนาคนหนึ่ง ก็สามารถได้รับปริญา คณะมนุษยศาสตร์ จากรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ ไม่อายใคร จนเป็นที่เลื่องลือ และเป็นแบบอย่างให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้านอันไกลโพ้น ของจังหวัดเชียงรายได้ ชาวบ้านทุกคนที่มีลูก หลานอยู่ในวัยเรียน ต่างชื่นชม และให้ลูกหลานของตนเองเอาแบบอย่าง ตามระริน
ตลอดระยะเวลา หล่อนต่อสู้ดิ้นรน ทำงานพิเศษ ขอทุนการศึกษา และส่งผลงานต่างๆเข้าประกวด เพื่อได้รางวัล อันเป็นตัวเงินมาช่วยเหลือตัวเองในการเรียน การเช่าหอพัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดระยะเวลาสี่ปีในรั้วมาหวิทยาลัย โดยพ่อกับแม่ส่งเงินให้หล่อนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น บางเดือนระรินยังสามารถส่งเงินกลับบ้านให้พ่อกับแม่ได้ใช้อีกต่างหาก หล่อนทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร  พนักงานล้างจาน พนักงานแจกเอกสาร ช่วยอาจารย์เย็บข้อสอบ หรือแม้แต่ขายผ้าไหมให้กับชาวต่างชาติ โดยไม่เคยท้อกับชีวิต และไม่เคยคิดที่จะเป็นเด็กของเสี่ย ของพ่อเลี้ยง เอาเยี่ยงย่างเพื่อนๆ บางคน เพราะสัญญาที่ไห้ไว้กับพ่อแม่
ระริน ประสบความสำเร็จ สามารถซื้อบ้าน ซื้อรถ เป็นของตนเอง สามารถทำอะไรก็ได้ โดยที่มีข้อคิดว่า ตนเองนั้นทำความดีมาตลอด ไม่เคยทำให้ตนเอง พ่อแม่ และสังคมเดือดร้อน สิ่งนี้จึงทำให้ระริน เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง กลายเป็นคนที่มั่นใจ เชื่อมั่นในตนเอง สามารถมีชีวิตอยู่ในเหมืองหลวง และพัทยาได้อย่างสบาย ทำงานตำแหน่งดีๆ และพัฒนาขึ้นตามลำดับของอายุงาน และวัยวุฒิ
หล่อนนั่งสูบบุหรี่ จิบกาแฟ ตรงระเบียง ของห้องนอนที่ยื่นออกไปด้านนอก มองเห็นสวนหย่อม ที่เจ้าหน้าที่ของโครงการบ้านจัดสรร ตบแต่งให้ เกิดความสวยงาม ร่มรื่น เหมาะกับบริเวณบ้าน ไม่กี่ตารางวา ที่หล่อนซื้อ และผ่อนกับโครงการเป็นรายเดือน อันเป็นความภูมิใจสำหรับสาววัยกลางคนอย่างเธอ ที่ดำเนินชีวิต พึ่งพาตนเองมาตลอด
“ยู ว้อนท์ ออร์ มายเลิฟ แอนด์ มายดิโวชั่น” เสียงเพลงเรียกเข้า “วันไนท์โอนลี่” ดังขึ้นสองครั้งติดกัน ครั้งแรกกะว่าจะไม่รับสาย ปล่อยให้เสียงโทรศัพท์ดังอยู่อย่างนั้น แต่พอครั้งที่สอง ระรินคิดว่า จะต้องเป็นเรื่องด่วนของเพื่อนคนใด คนหนึ่งแน่นอน หล่อนวางถ้วยกาแฟลง และขยี้ก้นบุหรี่ ที่สูบเกือบจะหมดมวน ลงในที่เขี่ยบุหรี่เซรามิก ที่ซื้อมาจากข้างทาง ขากลับจากระยองเมื่อวาน
“ฮัลโหล”
“พี่รินค่ะ ฟ้านะค่ะ น้องฟ้า ลูกแม่เชอรี่นะค่ะ”
ระรินรู้จักน้องฟ้า ลูกสาวของเพื่อนรุ่นพี่ ที่ได้รู้จักกัน จากการแนะนำของเพื่อนที่เป็นอาจารย์สอนโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในงานปาร์ตี้ที่ผู้ปกครองต่างชาติ ร่วมกันจัดขึ้นก่อนปิดเทอม ที่สนามกอล์ฟอิสเทิร์นสตาร์จังหวัดระยอง เรียกว่าเป็นเพื่อนของเพื่อนมากกว่า แต่การที่ได้ร่วมเที่ยว และสังสรรกันบ่อยจึงเกิดความสนิทสนมกันมากขึ้น
“ว่าไงค่ะน้องฟ้า โทรมาแต่เช้าเลย”
“คือหนู จะมาทวงค่าซ่อมรถหมื่นกว่าบาทนะค่ะ”
“ค่ารถอะไรจ๊ะ”
“ค่ารถที่เด็กของพี่ คือน้องนิค เขาเอาไปชน และส่งซ่อมนะค่ะ คือว่ามันเป็นรถของหนู”
แค่นี้ระรินก็ถึงบางอ้อ และหวลคิดถึงเรื่องราว ที่เพิ่งเกิดขึ้นภายในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หล่อนจำได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ นั้น มันเป็นอุบัติเหตุ เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ไปเที่ยวล่องแพ กับพี่เชอรี่ และเพื่อนๆ ที่เมืองกาญจน์  โดยที่มีเด็กหนุ่มๆ ประมาณสามสี่คนจากร้านคาราโอเกะของพี่เชอรี่ไปเที่ยวด้วย เรียกว่าพี่เชอร์รี่ปิดร้านไปเที่ยวก็ว่าได้

                วันแรกที่รู้จักพี่เชอรี่นั้น ระรินแทบจะรับไม่ได้ เพราะพี่เชอรี่แก ทำตัวเปรี้ยว ทั้งที่อายุเกือบจะห้าสิบปีแล้ว เพื่อนของหล่อนที่ชื่อพิสุจนีย์ แนะนำให้รู้จักในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่บ้านฉาง จังหวัดระยอง พี่เชอรี่ใส่เสื้อสายเดี่ยวสีฟ้า สวมหมวกคาวบอย เด็กในร้าน ยกมือไหว้กันระนาว เรียกว่าเจ๊ กันยกใหญ่ ทราบทีหลังว่าแกมีสามีเป็นฝรั่ง มีลูกติดสองคน เป็นลูกสาวที่ แต่งงานแล้ว คือน้องฟ้า ส่วนลูกชายนั้นยังเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ ชีวิตแกดูหรูหราฟุ่มเฟือย ใส่เพชร และเครื่องประดับอื่นๆ ระยิบระยับ ตามประสาคนที่มีความรู้น้อย แต่โชคดีได้สามีฝรั่ง จนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ พลิกจากดำเป็นขาวเลยทีเดียว วันๆ ทำหน้าที่แม่บ้านอย่างเดียว พอสามีฝรั่งไม่อยู่ ความเหงาก็เกิดขึ้น จึงออกท่องราตรีกับเพื่อนๆ ในกลุ่มเดียวกัน ระรินยังเคยนึกอิจฉาเหมือนกัน เมื่อเปรียบเทียบ กับชีวิตตัวเอง ที่มีแต่การเรียน และสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อแม่ จนแทบไม่มีเวลาสนุกสนานกับชีวิต วัยร่วงเลยมาสามสิบกว่าปี ซึ่งค่อนข้างยากสำหรับผู้หญิง ที่อายุประมาณนี้จะมีหนุ่มๆ มาให้ความสนใจ เดินเข้ามาทักทาย แสดงความสนใจ เพราะพวกเขาก็คงมองหาหญิงสาวที่อ่อนวัยกว่า มาเป็นคู่ครอง และส่วนใหญ่ผู้ชายในวัยเดียวกับเธอนั้นก็มีครอบครัวหมดแล้ว หล่อนเทียวไปมาระหว่างพัทยา และระยอง เกือบทุกอาทิตย์ในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะพยายมหลบหนีความเหงา ความโดดเดี่ยว ทิ่เริ่มมีอำนาจเข้ามาครอบงำจิตใจเธอ ในวัยนี้ เพื่อนที่ชื่อพิสุจนีย์ และคนอื่นๆ แม่แต้พี่เชอรี่จึงมีความหมาย มาทดแทนความเหงาให้เธอได้

ชายหาดที่สะอาด ขาวเนียน และ ความใสของน้ำทะเล ของหาดพลา และหาดอื่นๆ ในบ้านฉาง เป็นสิ่งที่หล่อนชื่นชอบมากที่สุด อาหารทะเลสดๆ การพูดคุยสวนเสเฮฮา กับเพื่อน แม้แต่เรื่องทะลึ่งตึงตังก็คุยกันได้โดยไม่อายกัน เหล้า บุหรี่ เริ่มมีเสน่ห์สำหรับหล่อน และยั่วยุให้หล่อนโหยหาในยามเหงา จนทำให้เกิดความเคยชิน และกลายเป็นกิจวัตร ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ แทบขาดไม่ได้ ถึงแม้หล่อนไม่ไปหาเพื่อนที่ระยอง เพื่อนก็จะมาหาที่พัทยาเอง  แต่อย่างไรก็ตาม ระริน ไม่เคยคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งชั่วร้ายต่อไป ทั้งที่ตอนเป็นเด็กก็ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่บางคนจึงหลงไหลได้ปลื้มกับสิ่งเหล่านี้  หล่อนลิ้มรสของมัน และติดเสน่ห์แห่งมัน  เพราะความคิดที่เข้าข้างตนเองมาตลอด ว่าตนเองไม่ได้ทำร้ายใคร และคิดว่าตัวเองรับผิดชอบชีวิตได้ ไม่เป็นภาระของใคร รู้ดีรู้ชั่ว เอาตัวรอดได้แล้ว
“ทำไปเถอะ ถ้าเรามีความสุข ไม่ทำให้เสื่อมเสีย ไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจก็พอ อีกอย่างชีวิตฉันมันก็สั้นลง       ทุกวัน ดีกว่ามานั่งเสียใจตอนแก่ ว่าไม่ได้ทำสิ่งนี้ หรือสิ่งนั้น”

                คำปลอบโยนตัวเอง ยามอยู่คนเดียว  ใจดีกับใจชั่วก็จะเถียงกันว่ากำลังทำผิด หรือถูก พอนึกถึงประโยคนี้ ก็ทำให้หล่อนเลือกที่จะทำให้ตนเองมีความสุขโดยการไปหาเพื่อน ไปทะเล ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เพราะหล่อนมั่นใจว่า ไม่เคยทำอะไรเสียหาย แม้แต่เรื่องงาน ก็ได้รับความชื่นชมจากบริษัทฯ บ่อยๆ และได้รับการขึ้นเงินเดือนทุกปี ซึ่งหล่อนก็จะเพิ่มเงินที่ส่งเป็นค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ให้ทุกปีเช่นกัน พร้อมกับการกลับไปไหว้ ไปนอนกอดพ่อแม่ ที่มีชีวิตอยู่กับเธออีกไม่กี่ปีเท่านั้น เพราะความชราภาพ ที่เพิ่มขึ้น หล่อนเห็นแววตาแห่งความสุขของพ่อแม่ก็พอใจแล้ว นี่กระมังที่ทำให้หล่อนไม่ค่อยเจ็บป่วย หรือเจอปัญหามากมายในชีวิต เป็นความดี หรือบุญ ที่หล่อนไม่เคยทิ้งผู้มีอุปการะคุณให้ลำบาก ถึงแม้ว่าตัวเองจะลำบากเช่นไรมาก่อน

          “น้าระริน หนูจะเข้าเรียน ระดับปริญญาตรี แล้วนะ ตอนที่หนูเรียนชั้นมัธยม เงินเดือนที่น้าให้หนู นะไม่ พอใช้ พอเข้ามหาวิทยาลัยหนูขอเพิ่มนะค่ะ”

                นั่นเป็นอีกภาระหนึ่งที่ระริน รับผิดชอบ ส่งเสียให้หลานๆ เรียนต่อ ใครที่อยากเรียน หล่อนรับผิดชอบหมด จะเหน็ดเหนื่อย หรือท้อ ก็ยอม เพราะหล่อนไม่อยากให้หลานๆ ลำบาก และอยากให้ตระกูลของหล่อนมีคนที่จบการศึกษาสูงๆ เพื่อเป็นเกียรติ ศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล อีกอย่างหล่อนได้เห็นวิธีชีวิตของชนบทที่เปลี่ยนไป การทำมาหากิน ตามธรรมชาตินั้นไม่ได้แล้ว มันเปลี่ยนไป เนื่องจากความเจริญ ที่เกิดขึ้น นายทุนจากต่างจังหวัดไปกว้านซื้อที่ดินเก็บไว้เป็นของตนเองทั้งหมด จำได้ว่าตอนเด็กนั้น ที่ดินเหล่านั้นเคยเป็นที่หาเห็ดป่า หาสัตว์ พืชผักต่างๆ ได้ แต่เดี๋ยวนี้ทุกที่ เป็นเขตห้ามเข้า ถ้าบุกรุกก็ถูกจับส่งตำรวจ ดังนั้นถ้าใครไม่มีความรู้ในอนาคตจะลำบาก หล่อนจึงยอมแบกภาระการส่งเสียให้หลานๆ เรียนให้สูงที่สุดที่จะทำได้ เคยนั่งนึกเหมือนกันว่านั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หล่อนยังไม่สามารถแต่งงานได้ เพราะภาระเหล่านี้หรือเปล่า
“ฉันทำเพื่ออะไรเนี้ยะ แล้วหลานๆ มันจะมาเลี้ยงดูในยามที่ฉันแก่เฒ่าเหรอ พวกเขาก็ต้องมีภาระ มี            ครอบครัวของเขาต่อไป ช่างเถอะอย่าคิดมากเลยระริน”

                หล่อนมักจะพยายามคิดทุกอย่างให้เป็นแง่ดีหมด เพราะไม่อยากเครียด ไม่อยากปวดหัว เดือนไหน ชักหน้าไม่ถึงหลังก็พึ่งบัตรเครดิตก่อน ซึ่งเป็นหนี้สินก้อนเดียวที่หล่อนมี เพื่อนๆ ก็ยังคอยให้ความช่วยเหลือกัน เพราะบางคนก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่  ปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในบางครั้ง หล่อนก็พยายามระบายออกมาเป็นกิจกรรมอื่นๆ เสีย ไม่เคยให้ทางบ้านรับรู้ แน่นอน หล่อนบอกกับตัวเองเสมอว่า “โนวัน อีส เพอร์เฟ็ค” เสร็จก็สูบบุหรี่มวนหนึ่ง หายเครียดแล้วสำหรับหล่อน
วันนี้น่าจะเป็นวันที่ระรินควรจะนอนตื่นสาย พักผ่อนอยู่บนเตียงนานๆ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะยังมีบางเรื่อง ที่ยังคงบินว่อนอยู่ในสมอง ทำให้หลับๆ ตื่นๆ ตลอดเวลา เสียงโทรศัพท์ สายแรกที่เข้ามา ก่อนกาแฟจะหมดถ้วย ก็ทำให้ระรินเคืองขึ้นมาจนได้  ทั้งที่เรื่องมันเกิดขึ้นมานานหลายเดือน จนจะลืมให้มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว เหมือนกับหลายๆ เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตั้งแต่เด็ก จนโต หล่อนโกรธเคืองตัวเอง ที่รับโทรศัพท์ และทำให้เรื่องราวเหล่านั้นเข้ามากวนประสาทจนได้ หล่อนนั้งหยุดคิดเพื่อตั้งสติ ว่าจะตอบคำถาม ที่กรอกเข้ามาทางโทรศัพท์ได้อย่างไร ภาพต่างๆ ระหว่างเธอกับเขาก็เริ่มคืบคลานเข้ามาในในห้วงแห่งความนึกคิดอีกครั้ง
“มาซิ มาร้องเพลงด้วยกันเร็ว เห็นยืนมองอยู่ตั้งนานแล้ว”
หล่อนเรียกเด็กหนุ่ม ที่ยืนพิงประตูอยู่ด้านหลัง ให้มาร่วมร้องเพลงคาราโอเกะ ที่หล่อนบรรจงหยอดเหรียญเข้าไปเพื่อให้เพื่อนๆ และตนเองได้ร้องกันให้เต็มที่ เสียงเพลงคงดังมากเกินไป จึงทำให้เด็กหนุ่มคนนั้น ได้แต่ยืนเฉย ไม่มีปฏิกริยาโต้ตอบใดๆ ฤทธิ์แอลกอฮอล ทำให้หล่อนกล้า ที่จะเข้าประชิดหนุ่มน้อยที่ยืนยิ้ม มองดูหล่อนด้วยความชื่นชม หล่อนเดินเข้าไปหา พร้อมส่งแก้วเหล้าให้ เด็กหนุ่มรับ พร้อมกล่าวขอบคุณ ดื่มเหล้าจนหมดแก้ว
เสียงเพลงที่ดัง และทุกคนอยู่ในภาวะที่สนุก และปล่อยอารมณ์ของตนเองให้เต็มที่ ระริน ออกมาเต้นวาดลวยลาย กับหนุ่มน้อย บนฟลอร์อย่างสนุกสนาน โดยที่ไม่ได้พูดคุยกันเลย ถึงเพลงช้า ก็กอดแนบชิด ปล่อยอารมณ์ให้เป็นไปตามเสียงเพลง พอเพลงเร็ว หล่อนก็กระโดดโลดเต้นไปตามจังหวะของมัน
หล่อนได้ปลดปล่อยอารมณ์แห่งความสุขออกมาอย่างท่วมท้น จนลืมเวลาที่ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว มารู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อได้ยินเสียงหายใจของใครคนหนึ่งที่ดังอยู่ใกล้ๆ หล่อนค่อยๆ พลิกตัวไปดู เห็นเด็กหนุ่มคนเมื่อคืนนอนอยู่ข้างๆ ในสภาพที่เปลือยเปล่า แค่นี้หล่อนก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น โกรธ หรือเสียใจไหม สำหรับหล่อนคงไม่มี เพราะรู้ว่าได้ทำอะไรลงไป และเป็นผู้ใหญ่พอที่จะรู้รับผิดชอบชั่วดีได้ หล่อนปลุกเด็กหนุ่มคนนั้นให้ตื่น เพื่อที่เธอจะได้ส่งกลับบ้าน
“น้อง ตื่น  ตื่นได้แล้วจ๊ะ”
“ผมขอโทษครับพี่ เมื่อคืนผมเมา”
เกือบจะทุกคน เมื่อผู้คนทำผิดในขณะที่ตัวเองมีสติที่ไม่สมบูรณ์ อันเนื่องมาจากการดื่มของมึนเมา ก็จะอ้างว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น เพราะขาดสติ หรืออ้างเอาฤทธิ์ของสิ่งมึนเมานั้นมาอ้าง หล่อนคิดในใจว่า ถ้าเอาสิ่งปฏิกูลมาให้คนที่อ้างว่าเมากิน เขาจะกล้ากินไหม
“ไม่เป็นไร เพราะพี่ก็เมาเหมือนกัน แล้วเราชื่อะไรลล่ะ”
หล่อนถามชื่อเด็กหนุ่มคนนั้น ประมาณสามครั้ง ไม่ได้รับการตอบรับ จึงเอามือตบเบาๆ แล้วก็ถามซ้ำ อีกครั้ง เด็กหนุ่มพยายามเอียงหูฟัง
“หา พี่ว่าอะไรนะครับ ผมไม่ได้ยิน” 
เด็กชายพูดเสียงดัง เหมือนกับตัวเองตะโกน

ระรินรู้ความจริงของเด็กคนนี้มากขึ้น หลังจากที่ได้เทียวไป เทียวมาระหว่างบ้านฉาง กับพัทยา หลายต่อหลายครั้ง มันเกิดจากความสเน่หา หรือตัณหา เธอก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เพียงรู้สึกว่าถ้าเหงา ก็อยากจะเจอแต่ นิค ซึ่งเป็นชื่อเล่นของเด็กคนนี้ ทุกครั้งที่เจอกันหล่อนมีความสุข และดูเหมือนนิคก็จะมีความสุขเช่นกัน มันเหมือนการเติมเต็มซึ่งกันและกันมากกว่า ณ ตอนที่ไม่มีใคร หรือเธอกำลังหลงในรูป รสกลิ่นเสียง ที่ได้รับในยามที่ธรรมชาติ แห่งอารมณ์มันเกิดขึ้น
“ตัวผมเองไม่ใช่คนดีหรอกครับ ผมเคยติดกาวมาก่อน สมัยอยู่กรุงเทพฯ พ่อแม่ทะเลาะกันตลอด ผมออกมาเร่ร่อน ค่ำไหน นอนที่นั่น ผมไม่เคยขโมยของใคร ไม่มีเงินกินข้าว ดมกาว ผมก็จะขอคนที่เดินผ่านไปมา”
ระรินนั่งฟัง นิค เล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟัง ในขณะที่เธอต้องเขียนคำถาม ป้อนเป็นระยะในสิ่งที่เธออยากจะรู้ นิคก็จะอ่าน และพูดเล่าเรื่องราวต่ออย่างมีความสุข เหมือนกับได้ระบายออกมาให้ใครสักคนรับรู้
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นทำไปได้อย่างไร จนมีวันหนึ่ง มีรถตู้คันหนึ่งผ่านมา และคนก็กรูออกมาจากรถ และจับผมกลับ บ้าน จับผมอาบน้ำ โกนผม ให้บวช ในที่สุดผมก็รู้ว่า ผมถูกจับบวชในงานศพของพ่อกับแม่ ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ”
นิคได้เล่าให้ระรินฟัง ว่าหลังจากนั้น ก็ถูกพาไปอยู่กับตา และยายที่เพชรบูรณ์ ชีวิตช่วงแรกมีความสุขมาก ได้เข้าเรียนหนังสือ ได้กิน ได้อยู่อย่างมีความสุข แต่มันก็เป็นความสุขชั่วคราว เพราะหลังจากที่เขาหูหนวก ตากับยาย และญาติๆ ที่นั่นก็มองเห็นเขาเหมือนคนไร้ประโยชน์ เรียนจบแค่ ป.6 หางานทำไปเรื่อยๆ บางที่ก็รับเข้าทำงาน บางที่ก็ไม่รับเข้าทำงานเพราะถือว่าเป็นคนพิการ
ระรินคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องของพรหมลิขิต หรือกงกรรมกงเกวียนแต่ปางก่อน ที่ทำให้หล่อน มาเจอกับนิค เพื่อมาชดใช้กรรมให้หมดสิ้นไปหรือไร ความรักกับความใคร่ มันกั้นด้วยเส้นบางๆ เท่านั้นเอง  ถ้าไม่เข้าใจมัน ก็อาจจะทำให้แยกสองสิ่งนี้ออกจากกันแทบไม่ได้ แต่ถ้าความรัก ที่มีความใคร่ข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็เป็นความรักที่สมบูรณ์ และถ้ามีแต่ความใคร่ไม่มีความรักมาเกี่ยวข้อง การมีความใคร่นั้นก็ไม่สมบูรณ์ และก็ไม่ใช่ความรัก หล่อนเริ่มหันหลังห่างจากนิค หลังจากที่เกิดเรื่องราวคราวนั้น วันที่นิคขับมอร์เตอร์ไซด์ ไปชนท้ายรถปิดอัพที่จอดอยู่ ยังจำได้ถึงเรื่องราวคราวนั้น เมื่อคิดขึ้นมาทีไร
“ขอบคุณมากนะครับ พี่ริน ที่มาเยี่ยมผมทุกวัน บุญคุณนี้ผมจะไม่ลืมเลย ในชีวิตนี้มีพี่รินคนเดียว ที่ดูแลผมมาตลอด”
“อย่าคิดมากเลยนิค พี่เชอรี่ เขาไม่ว่างงานเขายุ่ง จึงไม่มีเวลามาดู”
“ไม่จริงหรอกครับพี่ เขาไปรับพวกเรามาทำงานที่ร้าน หลายคนเริ่มทะยอยลาออก เพราะ พี่เชอรี่ไม่ค่อยจ่ายเงิน เหมือนกับหลอกใช้พวกเรา ผมหางานยาก เพราะหูไม่ดี จึงต้องทนอยู่ต่อ”

เธอ ไม่รู้จะทำอย่างไร กับชีวิต ที่เริ่มเหนื่อยแล้ว หลังเลิกงานที่พัทยา เธอต้องพาร่างที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงขับรถไปที่โรงพยาบาลระยอง เพื่อไปคอยดูแล เช็ดขี้ เช็ดเยี่ยว ให้กับนิคที่ขาหักสองท่อน และบาดแผลที่อื่นอีก เป็นความผิดของเธอหรือเปล่า ที่วันนั้นใช้น้องเขาไปซื้อบุหรี่ให้ แต่กลับเป็นการส่งให้เขาไปประสบอุบัติเหตุ เธอเริ่มหงุดหงิด อารมณ์เสียบ่อยๆ แต่ก็ทนเก็บอารมณ์ไว้ ไม่อยากให้เพื่อนที่ทำงานล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ และความสัมพันธ์ของเธอกับเด็กหนุ่ม ที่ไม่มีความรู้ ไม่มีงาน ยากจน ซึ่งเธอได้พยายามฝ่าฟัน คำว่ายากจน ผ่านมาแล้ว ไม่อยากพบเจอกับมันอีก

วันที่เธอสับสนและวุ่นวายมากที่สุด คือวันที่โรงพยาบาลโทรมาหาให้เธอไปรับคนป่วยออกมา เพราะเตียงเต็ม คนไข้หลายรายรอเตียงอยู่ เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี ตัดสินใจปิดโทรศัพท์หนีกลัวค่าใช้จ่าย และภาระที่จะตามมา แต่ใจมันก็ยังวุ่นวาย ว่าเธอทำบาปกับเด็กคนนี้หรือเปล่า เธอทิ้งให้เขาลำบาก แล้วเขาจะอยู่จะกินอย่างไร ความเครียดเข้ามากัดกินสมอง ความรู้สึกดี กับชั่วมันแย้งกันตลอดเวลา ทุกข์จากการกระทำของเธอนั้น ทำให้นอนไม่หลับ หลายคืน จึงตัดสินใจเปิดโทรศัพท์ และเป็นไปตามคาดหมาย มีหมายเลขโทรเข้ามามากมาย ทั้งของพี่เชอรี่  โรงพยาบาล รวมทั้งโทรศัพท์สาธาณะอีกหลายสาย ซึ่งเธอคาดเดาได้ว่าต้องเป็นสายของนิค ที่โทรเข้ามา
ในที่สุด ความเป็นคนดีของเธอ ก็ต้องทำให้เธอลำบากอีกครั้ง ทุกข์อีกครั้ง เธอท้อใจเหลือเกิน ว่าการทำความดีมันเหนื่อยแบบนี้หรือ มันเป็นภาระหรือเปล่า ในขณะที่เธอก็ยังมีภาระอื่นๆ อีก แต่เธอก็ต้องก้มหน้า ก้มตาทำต่อไป เพราะความดีมันจะแย้งเข้ามา ว่าทำต่อไปเถอะ เพื่อให้เด็กหนุ่มเข้าใจว่า อย่างน้อยในโลกใบนี้ ยังมีคนที่มีน้ำใจ ห่วงใยเขาอยู่ โลกใบนี้ไม่ใช่โหดร้าย เสมอไป

                “พี่รินครับ พาผมออกไปจากที่นี่เถอะครับ ผมจะขอไปอยู่กับพี่ จนผมหายดีแล้ว ผมจะกลับไปอยู่บ้านที่เพชรบูรณ์”
“ทำไมล่ะ นิค เกิดอะไรขึ้น”
“ผมไม่ได้ทานข้าวมาหลายมื้อแล้ว”
สภาพที่ระริน เห็นนั้น เธอตกใจมาก นิคนอนอยู่ในห้องเล็กๆ ที่ร้อนมาก สกปรก เต็มไปด้วยสำลี เช็ดแผล ขวดยาล้างแผล ที่โรงพยาบาลให้มา เสื้อผ้าเก่าๆ เหม็น ขวดน้ำที่เต็มไปด้วยฉี่ ห้องอยู่บนชั้นสี่ เด็กหนุ่ม จะขึ้นลงไปไหน ได้ลำบากมาก เพราะขาหัก เขาต้องคลานเข้าห้องน้ำ ตอนกลางคืนปวดฉี่ ก็ฉี่ใส่ขวดทิ้งไว้ ไม่มีใครดูแลเขาเลย อาหารที่ประทังชีวิต ก็คือของฝากเยี่ยม ที่เธอซื้อไว้ให้ ตอนไปดูแลนิคที่โรงพยาบาล เธอรับไม่ได้ที่พี่เชอรี่ บุคคลที่พาเด็กหนุ่มคนนี้มาทำงาน ไม่ดูแล หรือจัดการอะไรเลย แต่ใจดีของเธอทำให้เธอคิดว่า  แน่นอน ทุกคนย่อมมีเหตุผลในตัวเองเสมอ
“ไป นิค พี่จะดูแลจนหายนะ และนิคก็กลับไปอยู่บ้านนะ จะดีจะร้ายอย่างไร ก็เป็นบ้านของเรา”

รอยยิ้มแห่งความสุข ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ที่ซูบผอม อิดโรยของเด็กหนุ่ม เขารู้ว่า ถึงแม้จะเป็นความสุขเพียงระยะสั้น และเดี๋ยวมันก็จากไป แต่เขาก็จะเก็บเกี่ยวมันไว้ เพราะความสุข หรือความทุกข์ที่เคยได้ย่างกรายเข้ามาในชีวิตเขาในอดีต มันก็ไม่ได้อยู่กับเขานาน คงไม่ใครในโลกนี้ ที่จะมีความทุกข์ หรือความสุขอย่างเดียวไปตลอดชีวิต อย่างน้อยครั้งนี้ เขาก็เจอคนดีคนหนึ่ง ในขุมนรกที่กำลังจมดิ่งอยู่ สำหรับเขามองว่ามันก็ไม่ได้โหดร้ายอะไร เพียงมันทรมาน เมื่อมาเจอกับเหตุการณ์ที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้รับ กับผู้มีพระคุณ ที่พาเขามาจากเพชรบูรณ์ ยังจำได้เสมอ สำหรับเสียงที่เขาได้ยิน ที่พี่เชอรี่กรอกลงไปในโทรศัพท์วันนั้น ซึ่งเป็นวันที่เด็กหนุ่มเกิดความอยากรู้ อยากเห็น จึงแอบเอาเครื่องช่วยฟังเสียบหูไว้
“จริงนะ ระริน มันเป็นพระเลี่ยมทองของพี่ กับทองอีกหนึ่งเส้น หลายหมื่นเชียวนะ มันหายไป”
“แล้วพี่สงสัยใครล่ะคะ”
“ก็เจ้านิค คนเดียวนี่แหละ จำได้ว่าวันที่ไปรับมันออกจากโรงพยาบาล พี่แวะ ซื้อของที่เซ่เว่น และทิ้งกระเป๋าไว้ในรถ”
“เหรอค่ะ แล้วพี่มั่นใจได้อย่างไร ว่าเขาขโมยไป”
“พอกลับมาถึงบ้านก็ยังไม่เอะใจ จนกระทั่ง พี่ไปที่ห้างโลตัสบ้านฉาง มีคนบอกว่าเห็นตู่ มาเดินเผ่นผ่านที่ห้าง”
“จริงหรือค่ะ เขาไม่สบาย ขาหักสองท่อน นอนอยู่ชั้นสี่ เขาจะลงมาได้ยังไงค่ะ”

เด็กหนุ่มได้ฟัง ถึงกับน้ำตาไหล ไม่คิดว่าโชคชะตามันจะโหดร้ายมาซ้ำเติมเขาอีก เพราะหลังจากนั้นอีกสองวัน ลูกสาวพี่แก้ว ที่พักอยู่ชั้นสาม ก็ขึ้นมาขู่ ว่าให้เอาพระ กับสร้อยมาคืนแม่ของเธอเสีย ไม่งั้นจะแจ้งความ ซึ่งเขาสะอึกกับคำพูดนั้น ห้องที่เขาอยู่ก็แคบมาก ไม่ได้ไปไหนเลย ถ้าตำรวจมาค้น ก็จะไม่เจออะไร เพราะเขาไม่ได้ทำ
“พี่มาโทษผม ได้ยังไงครับ ผมไม่ได้ไปไหนเลย จะเดินลงจากชั้นสี่ไปชั้นหนึ่งก็ลำบากอยู่แล้ว”
“มึงไม่ต้องมาพูด ไอ้เหี้ย เลี้ยงไม่เชื่อง ไม่รู้บุญ รู้คุณคน จะไปไหนก็ไป อย่ามาอยู่ให้เห็นหน้าอีก”
“ผมไปแน่นอนครับ จำไว้นะครับว่าคนที่เอาพระ กับสร้อยไป ก็คือผัวขี้ยาของพี่ไง ทำไม ไม่สงสัยเขาบ้าง”

ระริน ดูแลเด็กหนุ่มจนสามารถเดินได้เป็นปรกติ และได้มาส่งขึ้นรถ ที่ขนส่งพัทยา ทั้งสองกอดกันร้องไห้ เหมือนเป็นการสั่งลา ระรินเข้าใจถึงความสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้น มันเป็นอุบัติเหตุ แห่งอารมณ์เบื้องต่ำมากกว่า ความรัก มันเป็นเหตุการณ์ที่ต้องได้มาพึ่งพาอาศัยกันชั่วคราว และมันก็คงจะเป็นความทรงจำที่ดีระหว่างเขาทั้งสองคน  การจากไปของเด็กหนุ่มนั้น มันอาจจะทำให้เธอเหงา ว้าเหว่ คิดถึง แต่เธอเชื่อมั่นเหลือเกินว่า เวลาจะเป็นตัวเยียวยาให้หาย เธอมั้นใจว่า ไม่มีเขาเธอ ก็อยู่ได้ และเขาไม่มีเธอ ก็อยู่ได้ เหมือนอดีตที่ผ่านมา ก่อนที่เธอทั้งสองจะมาเจอกัน ถ้าคิดในแง่ดี เธอก็ดีใจที่ได้ปลดพันธนาการ และปัญหาไปได้ เพราะแน่นอน มันเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะครองรักอยู่กับนิค เพราะสภาวะทางสังคม ครอบครัว มันไม่เอื้อในแง่มุมต่างๆ ทั้งปวง

นี่แหละความทุกข์ และความสุขมันไม่ได้อยู่กับมนุษย์เราอย่างถาวร มันมาแล้วก็ไป เมื่อมีความสุข ก็ทำให้คนเราเกิดความพอใจ หลงไหลได้ปลื้มไปกับมัน แต่เมื่อมีความทุกข์คนเราก็เกิดความไม่พอใจ ไม่มีความพอดีเลยในชีวิต จะดับทุกข์ได้อย่างไร ก็คงต้องคิดว่าสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์คืออะไร ก็ดับที่ตรงนั้น ถ้าทุกข์เกิดจากการกระทำของตนเอง ก็จงหยุดการกระทำนั้นเสีย

ระรินตื่นแต่เช้า ตามปรกติ หล่อนนั่งสูบบุหรี่ จิบกาแฟ ตรงระเบียง ของห้องนอนที่ยื่นออกไปด้านนอก มองเห็นสวนหย่อม ที่เจ้าหน้าที่ของโครงการบ้านจัดสรร ตบแต่งให้ เกิดความสวยงาม ร่มรื่น เหมาะกับบริเวณบ้าน ไม่กี่ตารางวา ที่หล่อนซื้อ และผ่อนกับโครงการเป็นรายเดือน อันเป็นความภูมิใจสำหรับสาววัยกลางคนอย่างเธอ ที่ดำเนินชีวิต พึ่งพาตนเองมาตลอด

เธอนั่งมองท้องฟ้าสีคราม ไกลออกไป มีก้อนเมฆ รูปร่างต่างๆ ประดับท้องฟ้าให้สวยงามมากขึ้น ลมพัดเข้ามาที่ระเบียงแผ่วๆ อากาศยามเช้าช่างสดชื่นเหลือเกินสำหรับเธอ เช้านี้ ความสุขเล็กน้อยของวันหยุด ซึ่งเธอรู้ว่ามันก็คงอยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวมันก็จากไป แต่เธอก็ขอเก็บเกี่ยวมันไว้ในใจ เพราะทุกข์ หรือสุขนั้นมันก็อยู่กับเธอได้ไม่นาน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีเกิด มีดับ ตามสภาพกาลของมัน เธอเปิดเพลงที่ชอบฟังเบาๆ  เพื่อให้ความขี้เกียจเข้ามาครอบงำ เธอชั่วคราว

“ยู ว้อนท์ ออร์ มายเลิฟ แอนด์ มายดิโวชั่น” เสียงเพลงเรียกเข้า “วันไนท์โอนลี่” ดังขึ้นสองครั้งติดกัน ครั้งแรกกะว่าจะไม่รับสาย ปล่อยให้เสียงโทรศัพท์ดังอยู่อย่างนั้น แต่พอครั้งที่สอง ระรินคิดว่า จะต้องเป็นเรื่องด่วนของเพื่อนคนใด คนหนึ่งแน่นอน หล่อนวางถ้วยกาแฟลง และขยี้ก้นบุหรี่ ที่สูบเกือบจะหมดมวน ลงในที่เขี่ยบุหรี่เซรามิก ที่ซื้อมาจากข้างทาง ขากลับจากระยองหลายเดือนที่แล้ว

                “ฮัลโหล”
“พี่ระรินใช่ไหม ผมนิคนะ พี่ระรินช่วยผมด้วย ถ้าไม่ช่วยผม ผมตายแน่  ตอนนี้ผมติดคุกอยุ่ที่พิษณุโลก ผมทะเลาะกับวัยรุ่นแถวนั้น ก็เลยเอามีดฟันหน้าเขา จึงถูกจับขังอยู่ พี่ระรินช่วยผมหน่อยนะครับ เขาคนนี้ขอคุยกับพี่ด้วย”
“รบกวน เอาเงินค่าบอล ที่ไอ้เหี้ยคนนี้ ติดหนี้ผม มาใช้ด่วน ไม่งั้นมันโดนซ้อมตายในคุกแน่ ฮึไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีเงิน แถมยังหูหนวกอีก ยังริ ที่จะมาเล่นบอล ไอ้เหี้ย”
“ค่ะ ค่ะ วันที่ ยี่สิบห้าโทรมาอีกครั้งนะค่ะ เงินเดือนฉันออกพอดี”

ตั้งแต่วันที่ยี่สิบห้าเป็นต้นมา จนถึง ณ วันนี้ หนึ่งปีพอดี ไม่มีการติดต่อจากนิค อีกเลย
“ไปดี อโหสิกรรม และขอให้โชคดีนะนิค”

ครั้งหนึ่งในโรงพยาบาล

ความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านั้นยังคงเวียนวนอยู่ในความคิดและความทรงจำ มันคงเป็นบทเรียนบทหนึ่งในชีวิตของฉัน ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นนั้น คงเป็นขุมนรกที่ต้องมานั่งชดใช้ แต่จะว่าไปแล้วคงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองที่ชอบทำตัวเป็นยอดอดทนต่อสู้กับความรู้สึกที่แท้จริง แอบซ่อนเร้นเอาไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ วันนั้นเป็นวันที่ฉันกำลังสนุกสนานกับเพื่อนๆที่บ้านเช่า นั่งพับเพียบตั้งวงทานข้าวกัน คุยกันหลายเรื่อง ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานและเรื่องเด็กที่โรงเรียน ข้าวมื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยและถูกที่สุด มีปลาทอดซึ่งเป็นอาหารโปรดของฉัน ใกล้อิ่มแล้วฉันกับเพื่อนรุ่นน้องก็เริ่มจัดการแทะแกะกระดูกปลาหาเศษเนื้อที่เหลืออยู่กิน ช่วงที่กำลังเพลิดเพลินกับหัวปลาอยู่นั้นฉันต้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงเพื่อนร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด เพราะถูกก้างปลาทิ่มมือ เพื่อนเจ็บมือ แต่ทำไมความเจ็บนั้นแผ่ซ่านมาถึงฉันได้ ฉันรู้สึกปวดไปทั่วร่างกาย มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนทนนั่งต่อไปไม่ได้ ตัดสินใจลุกขึ้นทันที พร้อมกับเสียงร้องโอ๊ยที่เปล่งออกมาเพราะความเจ็บปวด
"ไม่ไหวแล้ว ผมทนไม่ไหวแล้ว จะเดินก็ไม่ได้ จะนั่งก็ไม่ไหว"
"เป็นอะไรหรือพี่หนึ่ง"
"พี่คงเล่นไม่ได้แล้วชมพู่ พี่เจ็บก้น"
"อย่ามาตอแหลนะ เล่นอีกชั่วโมงเดียว ชมพู่เขาอุตส่าห์มานั่งรอ"
พี่เจ็ฟฟี่ เพื่อนรุ่นพี่อีกคนพยายามชักชวนให้เล่นไพ่กบดำกบแดงต่อ ซึ่งฉันก็เล่นเสียไปแล้วสี่สิบกว่าบาทก่อนตั้งวงกินข้าว พี่เจ็ฟฟี่เป็นคนที่น่ารัก ติดตลกนิดหน่อย ทุกครั้งเวลาเขาชวนเล่นไพ่ ฉันไม่เคยปฏิเสธเลย เพราะว่าสนุกและไม่เครียดเวลาเล่น แต่ครั้งนี้เห็นทีต้องเซโน ก็คงปล่อยให้เขางอนไปตามปกติ สักพักก็ดีเอง
ฉันรู้สึกปวดมากขึ้น คงให้ถึงสิ้นเดือนไม่ไหว (รอให้เงินเดือนคลอด) ต้องไปให้หมอตรวจคืนนี้ให้ได้ ตาฉันเริ่มพร่ามัว แขนขาเริ่มเกร็ง หน้าซีดเพราะพยายามต่อสู้กับความเจ็บปวดครั้งนี้ ฉันรู้สึกทรมานไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น เพื่อนถามอาการก็แกล้งทำเป็นยิ้ม เรียกหาแต่พี่ปาล์ม เพื่อนรุ่นพี่ที่รู้ใจขณะนั้น สมัยก่อนเป็นคู่อริตลอด เรื่องนี้เป็นที่กังขาของเพื่อนทุกคน
"พี่ปาล์ม เราไปหาหมอคืนนี้เถอะ"
"เจ็บมากใช่ไหม ทนถึงพรุ่งนี้เช้าได้ไหม เพราะว่าถ้าเราไปตอนนี้ เราก็จะได้แต่ยามาทาน เห็นไหม มีนิสัยชอบทนอะไรอย่างนี้ เลยเจ็บหนัก เธอนี่ฉลาดน้อยจัง"
ฉันกับพี่ปาล์มก็เลยนัดเจอกันวันรุ่งขึ้น ประมาณเจ็ดโมงเช้าแต่ความที่น้อยใจพี่ปาล์มอะไรบางอย่างฉันก็เลยวางแผนไว้ในใจว่าจะตื่นแต่เช้า แอบไปหาหมอคนเดียว ปกติแล้วฉันเป็นคนไม่ค่อยง้อคน และไม่อยากขึ้นอยู่กับใคร แถมยังอวดเก่งทั้งที่ตัวเองเจ็บ ก็เลยคิดบ้าๆว่าเดี๋ยวฉันก็ต้องเป็นหนี้บุญคุณคน ต้องมานั่งทดแทนกันภายหลัง ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ หรือว่าเป็นเพราะประสบการณ์ตอนเด็กๆมันสอนมา ตอนนั้นฉันหลงระเริงคิดว่าเพื่อนเป็นคนดี ทำดีกับฉันตลอด ให้โน่นให้นี่ พอฉันไม่ให้ลอกข้อสอบก็หาว่าเป็นคนเนรคุณคน นี่แหละคนเรา ความชั่วครั้งเดียวสามารถลบความดีทั้งหมดได้ ก็เลยกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่ยังไงก็ตามในความอวดเก่งของฉันก็ยังมีความกล้าๆกลัวๆแฝงเร้นอยู่ คำพูดของพ่อจึงแวบเข้ามาในห้วงคิด พ่อบอกฉันว่าพี่เจ็ฟฟี่เป็นคนจังหวัดเดียวกัน ก็ควรจะคบไว้ เผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยเหลือกัน แค่นี้แหละ  ฉันก็ตัดสินใจเคาะประตูเรียก
"เป็นยังไงบ้างหนู จะให้ช่วยอะไรก็ได้นะเจ๊า"
"ถ้าเกิดว่าพรุ่งนี้ผมได้นอนที่โรงพยาบาล พี่ช่วยเอากางเกงในไปให้ผมด้วยนะ"
พี่เจ็ฟฟี่เซเยส พร้อมกับสะบัดหน้าพรืด แถมค้อนอีกหนึ่งตลบ เดินเข้าห้องไป ฉันรู้ว่าเขาต้องทำตามที่ขอร้อง ถ้าจะพูดคงไม่ผิดว่าฉันรู้จักนิสัยเขาพอสมควรในบางส่วน ยังเคยคิดเลยว่า ถ้าแยกย้ายกันไปทำที่อื่น คงจะลืมเสียงตวาดและเสียงร้องเพลงอันไพเราะของเขาไม่ได้ เพราะมันแปลกดี ผู้ชายอะไรเสียงแหลมยังกะผู้หญิง ถึงจะมีหลายคนบอกฉันว่าเขาไม่ใช่ผู้ชาย ฉันก็ไม่เคยเชื่อและมักจะเถียงด้วยความดื้อว่า ตราบใดที่เขามีไอ้นั่น และนั่นที่ทำลูกได้ เขาก็ยังเป็นผู้ชาย เล่าให้เขาฟังทีไร เป็นได้หัวเราะ พร้อมกับคำตอบที่ว่า
"เชื่อเขาเถอะหนู มันใช้การไม่ได้หรอกไอ้นั่นของพี่นะมันไม่เหมือนของหนูหรอก"
เช้าวันรุ่งขึ้นฉันตื่นขึ้นมาด้วยใจที่หดหู่และกายที่อ่อนล้า ก็จะไม่ให้เพลียได้ยังไงล่ะ ต้องนั่งเขียนเลสซั่นแพลน (แผนการสอน) แพลนให้คนอื่นสอนแทนจนดึก นอนก็ไม่ค่อยหลับ เพราะเจ็บและกังวล แถมฝันร้ายตอนใกล้รุ่งอีกต่างหาก บอกตรงๆว่าหงุดหงิดมาก ถ่ายก็ไม่ออก ได้แต่อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เสร็จก็แต่งตัว ส่องกระจกด้วยใบหน้าบึ้งตึง เห็นสิวเม็ดหนึ่งโตมาก ก็เลยจัดการบีบจนสุดแรง เลือดกระเด็นไปติดกระจกก้อนเบ้อเร่อ ถ้าฉันได้ทำอะไรที่มันสะใจและไม่ทำให้คนอื่นเจ็บหรือเดือดร้อนก็โล่งใจ ความขุ่นมัวในจิตใจก็เริ่มจางหายไป วันนี้ก็เหมือนกันพออารมณ์ดีขึ้นก็ทำภารกิจต่อ หยิบหวีสีม่วงเป็นสีที่โปรดมาหวีให้เรียบติดหนังหัว เผยให้เห็นความล้านของหัวนิดหน่อย ฉีดสเปรย์ทับตามสไตล์ความหล่อของฉัน มันเป็นความคิดของฉันเองแหละว่าการหวีผมให้เรียบจะทำให้ฉันดูน่ารัก เป็นเด็กที่เรียบร้อย แน่หละเป็นครูก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยบ้าง อย่างน้อยที่หัวก็ยังดี ส่วนอื่นค่อยตามมาทีหลัง จำได้ว่าเวลาฉันเรียนหนังสือ ฉันจะมองส่วนหัวของครูก่อนส่วนอื่น คนอื่นจะคิดอย่างไร ฉันก็ไม่รู้นะ ต่างคนต่างความคิดอยู่แล้ว แต่มันก็เป็นสิ่งที่น่าลองและท้าทายความสามารถในการที่จะชักจูงคนให้คล้อยตามความคิดเรา ต้องอาศัยวาทศิลป์และกึ๋นบ้างพอสมควร
ฉันลงมารอพี่ปาล์มที่ชั้นล่าง ความคิดหยิ่งยโสเมื่อคืนเปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ เขาถึงบอกว่า เวลาเป็นยาขนานหนึ่งที่สามารถทำอะไรที่แย่ให้มันดีขึ้นได้ แต่ก็อีกนั่นแหละที่หลายสี่งหลายอย่างในโลกนี้ถูกทำลายเปลี่ยนแปลงไปเพราะเวลาเหมือนกัน ความที่ฉันเป็นฉันก็ยังอดไม่ได้ที่จะคิดในใจว่า ถ้าพี่ปาล์มสายแค่นาทีเดียว ฉันก็จะไปเอง แต่พระเจ้าคงอยากให้เราไปด้วยกัน จึงทำให้พี่ปาล์มมาทันเวลาพอดี ซึ่งปกติแล้วไม่ใช่เลย พี่เขาเป็นคนที่ชอบแต่งหน้าบดบังความจริงเอาไว้ จึงมักจะเป็นมีสเลท(Miss Late) ของเพื่อนเสมอ เพราะเวลาพวกฉันนัดพี่เขาทุกครั้งจะบอกเวลานัดเร็วกว่าคนอื่น อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงเสมอ ถ้าเป็นปาร์ตี้ใหญ่ก็ต้องเพิ่มเป็นสองชั่วโมง เขาเป็นคนที่ค่อนข้างมั่นใจในตัวเองสูง มักจะชมตัวเองให้ฉันฟัง และก็จะถูกแย้งเสมอว่าไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง อย่างพี่แต่งยังไงก็ไม่งาม ฉันจะถูกทุบอย่างแรงเป็นรางวัล จนต้องเปลี่ยนคำพูดใหม่ว่าพี่เขาสวยเยอะ สวยเริด ถึงจะยอมหยุด แต่วันนี้เขาทำเพื่อฉัน ได้ แสดงว่าเขาต้อง มีความรู้สึกที่ดีต่อฉันบ้างล่ะ
ระหว่างที่นั่งรถไปโรงพยาบาลนั้น พี่ปาล์มก็พยายามชวนคุย แต่สมองฉันมันไม่อยากรับรู้อะไร รู้แต่ว่าตัวเองเหงา ว้าเหว่ คิดถึงบ้านและพ่อแม่ อยากให้ท่านมาอยู่ดูแลฉันเหมือนตอนที่ฉันเป็นเด็ก เพื่อนก็ยังเป็นคนอื่นไม่สามารถให้ความอบอุ่น ห่วงใยฉันเหมือนท่านได้ ฉันนั่งเงียบตลอดทาง พยายามข่มไม่ให้น้ำตาไหล หลับตาตลอดในห้วงความคิดมีแต่พ่อกับแม่ สงสารตัวเองด้วย ขนาดจะรักษาตัวเองก็ยังต้องไปขอยืมเงินคนอื่น เงินเดือนก็มีแล้ว แต่เหมือนคนอนาถา มาด้วยกันสองคนมีเงินแค่พันกว่าบาท ช่างแย่เหลือเกินตอนนี้
ถึงโรงพยาบาล ฉันพูดอะไรแทบไม่ได้ เพราะกลั้นความเจ็บเอาไว้ อายบ้างนิดหน่อย ก็จะไม่ให้อายได้อย่างไร กว่าจะเจอหมอฉันต้องตอบคำถามแต่ละจุดว่าเป็นอะไร ยังไง นานเท่าไหร่ พอเจอหมอ ก็ต้องอายอีกเป็นสิบเท่า เพราะต้องนอนตะแคง ถอดกางเกงให้หมอดู
"เจ็บหน่อยนะ เวลาหมอสอดนิ้วเข้าไปให้หายใจลึกๆ"
"ครับหมอ โอ๊ย"
ฉันร้องออกมาสุดเสียง น้ำตาแทบเล็ด ความเจ็บมากขึ้นเป็นสองเท่า และเป็นสามสี่เท่าเมื่อหมอบอกว่าจะต้องผ่าตัด ฉันกับพี่ปาล์มต้องไปจองห้องก่อน หวังว่าจะได้ห้องวีไอพี กะจะใช้ประกันที่มีอยู่สุดฤทธิ์ ปรากฎว่าไม่ว่างเลยสักห้อง เหลือแต่ห้องรวม จำใจต้องอยู่คนเดียวด้วยความว้าเหว่ เพราะพี่ปาล์มเขาต้องกลับไปทำงาน ฉันต้องตรวจเลือดก่อน จากนั้นก็เอ็กซเรย์ เสร็จก็พาฉันไปไว้ที่ห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน ทีแรกก็ไม่กลัวหรอก แต่ตอนนี้ใจมันฝ่อลงทุกที ก็เพราะผู้ป่วยห้องนี้ สาหัสรุนแรงทั้งนั้น
"คุณวาที มีญาติมาด้วยหรือเปล่า"
"ไม่มีครับ"
นางพยาบาลหันมองกันเลิกลัก คงคิดว่าฉันเป็นคนไข้อนาถามั๊ง ฉันไม่สนใจหรอก เปลี่ยนใส่เสื้อผ้าของโรงพยาบาลเสร็จก็ขึ้นไปนอนบนเตียง ตั้งใจว่าจะหลับ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะมีเสียงครางดังมาจากคนไข้ข้างเตียงด้านซ้ายมือ เธอเป็นคนแก่ ถูกมัดมือมัดเท้าเพ้อครางตลอดเวลา หันมาทางขวาก็เจออีกสองเตียง เตียงแรกเป็นชายชราชาวจีนมั๊ง อ้าปากหวอมีสายอะไรไม่รู้สอดเข้าไปในจมูก ถัดไปเป็นวัยกลางคน ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเห็นแต่สายระโยงระยางไปหมด
"ก่อนผ่าตัดต้องเอาของเก่าออกให้หมดนะคะ นอนตะแคงหันก้นมาทางนี้ค่ะ"
นางพยาบาลถอดกางเกงฉันออก จัดการสอดแท่งกลมเข้าไปในก้น ค่อยๆบีบน้ำยาออกและดันเข้าไปเรื่อยๆ ส่วนฉันหลับตาทนรับกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น พอนางพยาบาลถอดแท่งน้ำยาออก ฉันรู้สึกปวดท้องจี๊ดขึ้นมาทันที วิ่งเข้าห้องน้ำเกือบไม่ทัน ทุกสิ่งทุกอย่างปรูดปราดออกมาหมด จนเหนื่อย หอบแฮกๆกลับมาที่เตียงก็เจอนางพยาบาลคนเดิมนั่งรออยู่แล้วพร้อมกับมีดโกณ แอลกอฮอล์กับขันน้ำอีกหนึ่งใบ
"ทำอะไรอีกครับ คุณพยาบาล"
"ก่อนผ่าตัดต้องโกณขนบริเวณก้นออกให้หมด"
ฉันหน้าแดงเป็นลูกตำลึง ก็พยาบาลสาวเห็นอะไรต่อมิอะไรของฉันหมดแล้ว โอ๊ยกรรมแต่ปางไหนกันนี่ หรือว่าเป็นบาปที่ฉันทำตอนเด็กๆ จำได้ว่าจับเอาไก่บ้านแก่ๆแทบเดินไม่ไหวตัวหนึ่งให้มันนั่งในรัง แล้วบังคับให้มันไข่ พอมันไม่ทำตามก็จัดการเอาไม้แยงตูดมัน คงเป็นอย่างที่คนแก่ในหมู่บ้านเขาพูดกันว่า กรรมบางอย่างถ้ามันไม่กลับมาหาเราชาตินี้ก็ชาติหน้า ฉันคงโดนสนองในชาตินี้แน่เลย ดูซินางพยาบาลถือกระปุกน้ำเกลือกับเข็มอันเบ้อเริ่มเดินมาที่เตียง อีกคนถือเข็มฉีดยากับขวดยาเดินตามมาด้วย
"ต้องเติมน้ำเกลือก่อนเข้าห้องผ่าตัดค่ะ และก็ขอฉีดยาอีกสองเข็ม"
"ไม่ต้องกลัว มือนิ่มค่ะ"
"เชิญตามสบายเลยครับ แล้วผมจะเข้าห้องผ่าตัดกี่โมง"
"ประมาณสิบเอ็ดโมงค่ะ"
หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ได้แต่นอนอยู่บนเตียง ขยับเขยื้อนไปไหนแทบไม่ได้เพราะความเจ็บภายในและภายนอก ปวดฉี่ก็ต้องฉี่ใส่กระบอกที่นางพยาบาลถือให้ พยายามข่มตาให้หลับจะได้ลืมความเจ็บปวดชั่วคราว
สะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกว่าเตียงถูกเข็นออกจากห้อง ลืมตาขึ้นดูก็เห็นผู้หญิงใส่ชุดเขียว คลุมผม ปิดหน้าด้วยผ้าสีเขียว
"พี่เดี๋ยว จะพาผมไปไหน"
"ไปห้องผ่าตัดค่ะ"
เอาเข้าแล้ว นาทีระทึกใจเริ่มขึ้นแล้ว ใจฉันเริ่มเต้นตุบๆ เริ่มนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้ว รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ความกลัวเริ่มเข้ามาแทนความกล้าที่เคยมี มองรอบข้างไม่มีคนที่ฉันรู้จักเลยสักคน เนี่ยะถ้าฉันเป็นอะไรไป จะทันได้สั่งเสียใคร แล้วที่ดินที่ยังผ่อนค้างอยู่ กับแชร์ที่เล่นไว้ ใครจะช่วยสานต่อ แชร์ไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ เพราะเปียร์เรียบร้อยแล้ว ถ้าพวกอยากได้ก็ไปทวงเอาบนสวรรค์ก็แล้วกัน แต่ที่ซิ ยังไม่ทันได้อยู่เลย อย่าเพิ่งตายนะ ได้แต่ปลอบตัวเอง
เฮ้อ! ชีวิตคนเราก็มีแค่นี้ ดิ้นรนกระเสือกกระสนหาเงินหาทองกันไป แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย หลายคนชอบพูดกันนะ แต่ไม่เห็นใครปลงได้เสียที มีแต่จะหาโอกาสกอบแล้วก็โกย อย่างเพื่อนฉันคนหนึ่ง ตามมาทำงานที่เดียวกับฉัน ไม่มีเงินติดตัวมาเลย เงินจะจ่ายค่าเช่าบ้านก็ไม่มี เลยให้ยืมไปหลายพัน เขาบอกว่าจะใช้คืนฉันสิ้นเดือนพร้อมกับยื่นเทป ให้ฉัน หนึ่งตลับ เป็นของขวัญวันเกิด ฉันดีใจมากที่มีน้ำใจ อุตส่าห์จำวันเกิดได้ ยอมรับตรงว่าปลื้มมาก พอสิ้นเดือน ข่าวการลาออกของมันก็ดังไปทั่วที่ทำงาน ฉันตามไปที่หอ ไม่เหลืออะไร แถมยังเอากางเกงว่ายน้ำของฉันไปด้วย พร้อมกับเทปของขวัญวันเกิดที่ให้มา เจออย่างนี้เข้าบ่อยๆก็เลยทำให้ฉันเข็ด จนกลายเป็นคนแล้งน้ำใจในบางครั้ง ความเจ็บครั้งนั้นก็คงจะพอๆกับครั้งนี้ เพียงแต่คนละอย่างเท่านั้นเอง
ถึงห้องผ่าตัด หมอก็จัดการถอดกางเกงฉันออกและถามเรื่องการวางยาสลบ ซึ่งฉันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่
"กลัวไหมคะ ยังไม่เคยเข้าห้องผ่าตัดเลยใช่ไหม"
"ไม่กลัวครับ"
"งั้นหมอจะฉีดให้ชาเฉพาะท่อนล่างก็พอนะ"
"โอ้.. ไม่เอาหมอ เอาแบบให้ผมหลับไปเลยดีกว่า"
ใครจะยอมเลือกเอาแบบแรก เพราะถ้าชาครึ่งตัว ฉันก็ต้องเห็นหมดว่า หมอเขาหยิบจับอะไร ต้องเห็นเลือดของตนเอง ได้ยินเสียงครืดคราดของอุปกรณ์ผ่าตัดที่ชนกับก้อนเนื้อ ฉันคงทนไม่ได้แน่เลย ครั้งแรกและขอเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นห้องผ่าตัด มันก็ไม่ใหญ่หรือเล็กเท่าไหร่ มีอุปกรณ์ต่างมากมาย ดวงไฟกลมอยู่บนเพดานหลายดวง พวกเขาจับฉันให้นอนบนเตียงผ่าตัด ผูกแขนทั้งสองข้างไว้แน่น จับฉันแยกขาออก พยาบาลคนหนึ่ง ถือเข็มฉีดยาสลบ ฉีดลงไปที่ท่อน้ำเกลือ แล้วเขาก็บอกให้ฉันหลับไป มารู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อได้ยินเสียงคนเรียกดังมาแต่ไกล ฉันพยายามลืมตา ก็ทำไม่ได้ เรี่ยวแรงหายไปหมด รู้อย่างเดียวว่าเจ็บท่อนล่างมากและคิดถึงบ้าน เลยร้องไห้ออกมาสักพัก คงเป็นฤทธิ์ยา ความอึดอัดหายไป จึงลืมตามองไปรอบๆไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน จะอ้าปากถามพยาบาลก็ไม่มีแรง รู้สึกคอแห้ง ปากแห้ง หายใจไม่ถนัดทั้งที่มีเครื่องช่วยหายใจครอบจมูกอยู่ พยายามเงี่ยหูฟังว่าใครกำลังคุยอะไรกันอยู่ รู้สึกว่าจะเป็นคนไข้กำลังตวาดใส่พยาบาลอยู่
"ทำไม ผมอยากจะออกวันนี้ไม่ได้หรือ เดี๋ยวผมจะลงไปหาเพื่อน คุณไม่ต้องกลัวหรอกว่าผมจะไม่จ่ายเงิน คุณก็มีที่อยู่ของผมแล้ว ตามไปเก็บก็ได้"
"ดิฉันว่าให้เพื่อนคุณขึ้นมารับคุณข้างบนดีกว่านะคะ คุณเดินไปมันไกลนะ เดี๋ยวล้มกลางทาง"
"ผมบอกแล้วว่าผมทำเองได้ ผมพูดภาษาไทยแล้วนะคุณ"
ฟังแล้วก็สงสารพยาบาล วันหนึ่งๆ เจอคนไข้เป็นสิบๆราย สิบประเภท ยิ่งเจอประเภทนี้เข้าก็ต้องเพิ่มความอดทนเป็นร้อยเท่า คนเราก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่คิดว่าเขามีหน้าที่รับผิดชอบอะไรตั้งมากมาย ถ้าเกิดพลาดขึ้นมา เขาเท่านั้นเป็นคนรับผิดชอบ ตัวเองก็รอดตัวไป สังคมไทยเดี๋ยวนี้หาได้ยากมากสำหรับความเอื้ออาทรเห็นอกเห็นใจกัน ต่างคนต่างพยายามแสวงหาประโยชน์จากกันและกัน อันนี้ก็อาจจะมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในสังคมและผลกระทบที่มาจากภายนอก ตลอดจนบุคคลภายในสังคมเอง
ขณะที่ฉันกำลังเบลอๆ ไม่รู้จะจัดการกับชีวิตตอนนี้อย่างไรดี ก็มีเพื่อนรุ่นน้องที่ถูกก้างปลาทิ่ม โผล่เข้ามาและขอย้ายฉันไปอยู่อีกห้อง รู้สึกดีใจและโล่งใจที่จะได้ออกจากห้องนี้เสียที ก็มันเป็นห้องคลอด ฉันไม่ได้ท้องมาซะหน่อย ห้องคนไข้ไม่พอก็เลยเอามาพักไว้ที่นี่ก่อน
เท้ ย้ายฉันไปอยู่ที่ห้อง 309 ซึ่งต้องอยู่รวมกับคนไข้อีกคนหนึ่ง เขาผ่าตัดที่มือ ไม่รู้เป็นอะไร เห็นเขาบอกว่าพรุ่งนี้ก็คงต้องออกจากโรงพยาบาลแล้ว เพราะว่าไม่มีเงินจ่าย ทำนองนี้แหละ แอบฟังเลยได้ยินไม่ชัด เนี๊ยะ.. ถ้าสบายก็คงได้ยินหมด
เข้ามาอยู่ในห้องได้สักแป๊บเดียว ฉันรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา ไม่รู้จะทำยังไง ที่ก้นก็ยังมีผ้ากอสอุดอยู่ ที่แขนก็มีเข็มน้ำเกลือแทงอยู่ เดินก็เดินไม่ได้ เท้ก็เลยสะบัดก้นไปหยิบกระบอกฉี่มาให้ นอนเบ่งยังไงก็ไม่ออก เรื่องก็ร้อนถึงคุณพยาบาล เธอเดินเข้ามาพร้อมกับผู้ช่วยพยาบาลคนสวย ถือกาละมังใบใหญ่ มีสายยางเล็กๆติดมาด้วย
"เป็นไงบ้างคะ ฉี่ไม่ออกหรือคะ อุ๊ยตายท้องแข็งปั๋งเลย"
นางพยาบาลจัดการถอดกางเกงฉันออก พลางบอกให้ผู้ช่วยจับของของฉัน ซึ่งตอนนี้หมดสภาพแล้ว เธอมองมาที่ฉันหน้าแดงระเรื่อ แต่ฉันนั้นคงชินซะแล้ว จึงรู้สึกเฉยๆ แต่เธอคงเป็นน้องใหม่ของวงการ
หลังจากนั้น เวลาฉี่จะรู้สึกเจ็บและแสบมาก จนน้ำตาแทบเล็ด ต้องทายาที่แผลผ่าตัด แช่ก้นทุกวัน เช้า เย็น เหน็บยาก่อนนอนทุกคืน ทานยาตามหมอสั่งตลอด ทนทุกข์ทรมานอีกประมาณสิบกว่าวันถึงจะสามารถไปทำงานได้ ชีวิตเริ่มปกติขึ้นเรื่อยๆ ระบบขับถ่ายเสียหมด ทานอาหารเสร็จต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม และแล้วหลังจากนั้นอีกประมาณห้าเดือนถัดมาฉันก็ต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อผ่าตัดซ้ำอีกครั้ง เพราะมันไม่หายเป็นปกติ
ชีวิตคนก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่สิ้นก็ต้องดิ้นรนต่อไป และต้องยอมรับกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ และโดยไม่คาดฝัน เพราะอะไร ถ้ามันจะเกิดมันก็ต้องเกิด จะช้าหรือเร็วก็แล้วแต่ ปัจจัยหลายๆด้าน ที่ควบคุมบางสิ่งบางอย่างอยู่ ก็คงแล้วแต่ชะตาชีวิตที่ทุกคนกำหนดเองได้บ้างไม่ได้บ้าง

ดอกไม้ที่บ้านช่วงหน้าฝน
หน้าฝนเป็นช่วงที่ผักพืชพรรณต่างๆ ที่คุณพ่อกับคุณแม่ปลูกไว้ ต่างออกช่อแตกใบอ่อนสีเขียว อวดช่ออันงามไสว ล้อลม และสายฝน เขียวขจีไปหมด ท่ามกลางสีเขียวนั้น มีดอกไม้หลากสี เผยอกลีบอันสวยงาม อวดสีสัน ให้ตัดกับสีของพืชพรรณ ที่ล้อมรอบนั้น

วันแม่ปีนี้ ฉันกลับบ้าน เนื่องจากคุณแม่ไม่สบาย ป่วยด้วยโรคปอดชื้น และอาจจะติดเชื้อ คุณหมอได้ให้ยาแล้ว สงสารคุณแม่ ที่ต้องนอนอยู่บนเตียงหลายวัน บ่นออดๆ แอด ตามประสาคนแก่ ถึงแม้ฉันจะทำอะไรได้ไม่มากนัก แต่ก็ไปช่วยเป็นเพื่อนคุย ให้กำลังใจท่าน ปลอบโยนท่านเพื่อไม่ให้เหงา และท้อกับโรคภัยไข้เจ็บ พี่ๆ ก็คอยช่วยกันมาดูแล ถึงแม้จะมีภาระ การงาน ของครอบครัวตัวเอง พยายามสลับวัน ผลัดเวร กันมาดูแลคุณแม่ของฉัน

ช่วงที่ว่างจากการไปเยี่ยมคุณแม่ที่โรงพยาบาล ก็เดินรอบๆ บ้าน ให้หวลคิดถึงตอนเยาวัย ที่มีทั้งทุกข์ และสุขเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ จนวัยล่วงเลยมาสู่ความเป็นผู้ใหญ่ อดีตมันก็ได้สร้างสรร ฉันขึ้นมาให้เติบโตอย่างสวยงาม ท่ามกลางผัก พืชพรรณ อันเขียวขจี ท่ามกลางสายฝน และสายลม เผยอกลีบอันสวยงาม อวดสีสัน ให้ตัดกับสีของพืชพรรณ ที่ล้อมรอบนั้น และสุดท้ายก็คงเหมือนกับดอกไม้หลายช่อ ที่หล่นเกลื่อนกลาดบนพื้นดิน (วันที่ 15 สิงหาคม 2554)

พ่อครับผมร้องไห้
ท้องฟ้าด้านทิศตะวันตกมืดครึ้ม กลุ่มเมฆสีเทาดำทะมึนเริ่มเคลื่อนต่ำลงมาเรื่อยๆจนบดบังแสงอันนวลใยของดวงจันทร์ไว้อย่างมิดชิด ฟ้าแลบแปลบปลาบสลับกับเสียงฟ้าร้องครืนๆ อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ฝนคงจะเริ่มโปรยเม็ดลงมา หลายคนเตรียมเข้านอน เพื่อพักเอาแรงไว้ต่อสู้กับงานในวันรุ่งขึ้น บางคนก็เตรียมคัดเลือกเม็ดข้าวพันธุ์ดี เอาเม็ดเสียทิ้ง ไว้หว่านลงบนแปลงเพาะกล้าวันพรุ่งนี้ แต่สำหรับชัยแล้ว คืนไหนถ้าฝนตก เขาจะรีบเตรียมไฟส่องทางที่เขาทำขึ้นจากไฟฉายที่ซื้อมาจากตลาด จำได้ว่าอันที่ใช้อยู่นี้ซื้อมาเมื่อต้นปี วันนั้นเขาไปรับจ้างขุดร่องน้ำได้เงินมาร้อยกว่าบาท แบ่งให้มะลิเพียงครึ่งหนึ่ง ซึ่งปกติแล้วเขาจะให้เธอเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการรับจ้าง เพื่อจับจ่ายซื้อข้าวของที่จำเป็นมาไว้ภายในบ้าน
คืนนี้เขาคิดว่าคงจะหาเงินได้อีกหลายตัง ชัยหยิบไฟส่องทางที่ถูกแยกส่วนมาจากกระบอกไฟฉาย คาดหัวไว้ด้วยเชือกที่ผูกติดกับด้านข้างแต่ละข้างของหัวไฟฉาย ส่วนกระเปาะถ่านพร้อม สวิสต์ปิด-เปิดคาดไว้ที่เอว ข้องสำหรับใส่กบและเขียดคาดไว้อีกด้านของเอว เขารู้สึกมีความสุขเมื่อนึกถึงเงินที่จะได้จากการขายกบกับเขียดพรุ่งนี้ คิดว่าคงจะเหลือพอซื้อนมให้เจ้ากบลูกชายของเขาซึ่งขณะนี้กำลังนอนหลับอยู่ในมุ้งกับเมียสุดที่รักของเขา
"พี่ไปก่อนนะ ถ้าได้เต็มข้องก็จะกลับมา ถ้าไอ้กบมันไม่สบายมากก็ให้พ่อไปตามพี่ก็แล้วกัน"
"จ๊ะ พี่ระวังตัวให้ดีนะ ดูให้ดีว่ามันเป็นตาของตัวอะไร เดี๋ยวจะเป็นอย่างไอ้แก้ว ตางูแท้ๆ หาว่าเป็นตากบ ถูกกัดเกือบตาย"
"สำหรับพี่ไม่ต้องห่วง พ่อสอนวิชาหากบหาเขียดให้พี่ตั้งแต่เด็ก"
ก่อนลงจากเรือน ชัยแวะไปหาพ่อซึ่งอยู่ห้องอีกด้านหนึ่งของตัวบ้าน พ่อกำลังนอนอยู่ คงเหนื่อยจากการรับจ้างปลูกข้าววันนี้ ชัยมองดูพ่อก็อดจะภูมิใจไม่ได้ที่ได้เกิดมาเป็นลูก เพราะพ่อเป็นคนแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยกับเขาเท่า
ไหร่ ซึ่งผิดกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน บางคนก็ตายไปแล้ว บางคนก็เจ็บออดๆแอดๆ แต่พ่อของเขายังดูหนุ่มแน่น แข็งแรง เวลาไปไหนมักจะมีสาวแก่แม่หม้ายแซวเล่นเสมอว่า อยากได้มาเป็นพ่อพันธุ์ แต่พ่อไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย ทั้งที่แม่ก็ตายไปแล้วตั้งแต่ชัยยังเด็ก
"พ่อ ฝากดูแลมะลิกับไอ้กบด้วยนะ ไอ้กบมันไม่ค่อยสบาย"
"เออ... ไปเถอะ พ่อจะช่วยดูมันเอง อย่ากลับดึกนักนะไอ้ชัย ช่วงนี้ขโมย ขโจรมันเยอะ เกิดมันเจอเอ็งเข้า มันจะทำร้ายเอา"
ชัยออกจากบ้านฝ่าสายฝนที่กำลังตกปรอยๆ ลัดเลาะไปตามคันนา ได้ยินเสียงกบเขียดร้องระงมไปทั่วท้องนา คิดว่าคงเต็มข้องแน่คืนนี้ ตั้งใจจะเอาไปฝากแม่ยายที่บ้านใต้สักนิดหน่อย ชัยเดินไปเรื่อยๆ จับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ฝนเริ่มตกแรงลงมา เขากวาดสายตาหาที่พักหลบฝนสักครู่ มองเห็นกระท่อมเล็กๆ อยู่ปลายนาด้านโน้น เขารีบย่ำเท้าเข้าไปหาที่หมาย ในใจก็พร่ำบ่นด่าฝนที่มาเป็นอุปสรรคการทำมาหากินของเขาในคืนนี้ นี่แหละคือความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของธรรมชาติที่มิอาจจะสนองความต้องการอันหลากหลายของมนุษย์โลกได้ ภายในชั่ววินาทีเดียว มนุษย์ผู้เต็มไปด้วยกิเลสก็เปลี่ยนความรู้สึก ความต้องการของตัวเอง ยิ่งหลายคนก็ยิ่งมากความมากปัญหา บ้างก็ต้องการให้ฝนตก บ้างก็ต้องการให้แดดออก พอธรรมชาติสามารถสนองความต้องการของตนเองได้ ก็สรรเสริญเยินยอ พอไม่ได้ดังใจก็ด่าทอธรรมชาติ สำหรับชัยแล้วสิ่งที่เขาต้องการวันนี้คือกบกับเขียด เพื่อเป็นรายได้เสริมทางหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นการอุดรอยรั่วรายได้หลัก ซึ่งมะลิและเพื่อนบ้านมักชมเสมอว่าเขาเป็นคนขยันขันแข็ง หาเงินเก่ง รักลูกรักเมีย ในยามมีงานบุญต่างๆมะลิก็จะเอาเงินที่เก็บไว้ออกมาซื้อเสื้อผ้าสวยๆใส่ ซึ่งเขาก็ไม่เคยบ่นเพราะไม่อยากให้เมียน้อยหน้ากว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน และเขาก็อดภูมิใจไม่ได้ เมื่อมีคนมาชื่นชมมะลิว่าสวย ใส่เสื้อผ้าดีๆ แถมมีช้างเท้าหน้าที่ขยันหาเงินหาทอง
อากาศหนาวเย็นยะเยือก ฟ้าร้องครวญครางเหมือนกับว่าโกรธใครมานานแสนนาน ชัยนึกถึงภาพของลูกชายที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหม่ที่เขาซื้อตอนที่เอาข้าวไปขายในเมืองปลายปีที่แล้ว
"พี่ซื้อสีนี้มาทำไม ฉันไม่เห็นชอบเลย แล้วไหนล่ะน้ำยาทาเล็บที่ฝากซื้อ"
"โถ.. มะลิ พี่เป็นผู้ชายจะให้พี่เข้าร้านอย่างนั้นได้อย่างไร"
"ก็ทำไมไม่ให้คำอ้ายมันเข้าไปซื้อล่ะ ดูซิ ก็เลยอดทาเล็บไปงานแต่งงานของบุญมีเลย"
สมัยเป็นสาวมะลิเป็นคนที่สวยมากคนหนึ่ง และปัจจุบันเธอก็ยังสวยไม่สร่างไปไหนมาไหนก็มีแต่คนชะเง้อมอง เพราะเธอแต่งตัวค่อนข้างเก่ง เนื่องจากชอบอ่านหนังสือดารา เห็นเขาใส่ชุดไหนว่าสวย เธอก็จะตามหาซื้อผ้าราคาถูกๆมาจ้างเขาออกแบบ และตัดให้เหมือน เธอเคยถูกทาบทามให้ไปประกวดนางงามจังหวัดก่อนที่จะแต่งงานกับชัย ซึ่งเธอก็ตกลงแล้ว แต่เงื่อนไขของกองประกวดนั้นจำกัดวุฒิการศึกษา ตั้งแต่ ม.6 ขึ้นไป เธอเลยหมดโอกาส แต่ยังไงก็ตามกำนันเขื่อนผู้มีอิทธิพลในตำบลที่เธอเคยอาศัยอยู่ก็พยายามให้เธอเข้าประกวดในงานประจำปีของตำบลจนได้ และคืนสุดท้ายของงานเธอก็ได้รับรางวัลชนะเลิศไปตามความคาดหมาย ญาติพี่น้องของเธอและเพื่อนๆต่างรุมล้อมเข้ามาแสดงความยินดี รวมทั้งกำนันเขื่อนผู้เป็นสปอนด์เซอร์รายใหญ่ของงาน ถึงกับจัดงานยิ่งใหญ่ให้
"ฉันขอแสดงความดีใจด้วยนะมะลิ เธอคือคนที่สวยที่สุดในตำบลของเรา"
"ขอบคุณจ้ะ อากำนัน"
หลังจากเลิกงาน กำนันเขื่อนก็พาเธอและเพื่อนๆไปฉลองต่อที่บ้าน ทุกคนที่ไปร่วมงานต่างก็มาร่วมดื่มฉลองงานรับตำแหน่งกับเธอ คนแล้วคนเล่า เธอต้องดื่มแก้วต่อแก้ว เพื่อรับการแสดงความดีใจจากพวกเขาและความที่เธอไม่เคยดื่มจึงทำให้เธอเมาและมึนเร็วกว่าใคร ตาของเธอเริ่มพร่ามัวล่องลอยเหมือนกับโลกหมุนเร็วกว่าปกติ เสียงผู้คนรอบข้างเริ่มห่างออกไปทุกที ไกลออกไปเรื่อยจนเงียบสงัด เธอหลับไหลโดยไม่รู้สึกตัวว่าได้เกิดอะไรขึ้นกับเธอ มาสะดุ้งตื่นอีกทีเมื่อได้ยินแต่เสียงลมหายใจแผ่วๆของคนที่นอนข้างตัว สามัญสำนึกบอกกับเธอว่าได้เกิดอะไรขึ้นแล้ว เธอพยายามยันกายลุกขึ้น ใส่เสื้อผ้า รู้สึกปวดระบมไปทั้งตัว พยายามอดกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ กลัวคนข้างๆจะตื่นขึ้นมา เธอพยายามเดินไปที่ประตู แง้มออกเบาๆ มองออกไปข้างนอก ทุกคนกลับหมดแล้ว เหลือไว้แต่โต๊ะ เก้าอี้ และถ้วยชามวางระเกะระกะอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน เธอพยายามก้าวเดินต่อ แต่เรี่ยวแรงหายไปไหนหมด ค่อยๆนั่งลง พิงประตู ออมแรงเอาไว้
"จะกลับหรือมะลิ เดี๋ยวฉันจะให้ไอ้ชัยมันขับรถไปส่ง"
เหตุการณ์เหล่านั้นยังคงอยู่ในจิตใจของเธอตลอดมา เธอไม่เคยมานั่งเสียใจกับมันอีก เพราะชัยสามีไม่พูดหรือทำอะไรที่มันทิ่มแทงใจเธอเลย เขามุมานะทำแต่งาน หาเลี้ยงชีพครอบครัว จนมีเงินให้ชาวบ้านที่ขาดแคลนทุนในการทำนาทำสวนกู้ และเขาไม่เคยเอารัดเอาเปรียบใคร จนเป็นที่รักของชาวบ้านทั่วไป
"เฮ้อ! เมื่อไหร่จะหยุดตกเสียที"
ชัยบ่นพึมพำกับตัวเอง หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบไล่ยุงที่มาหลบฝนเป็นเพื่อนในกระท่อม เขาไม่เสียใจหรอกที่ฝนตกคืนนี้ เพราะพรุ่งนี้เขายังจะได้เงินจากการรับจ้างหว่านเมล็ดข้าวลงบนแปลง และคงไม่ใช่วันเดียวที่เขาจะได้เงินเพราะมีคนมาจองคิวยาวติดต่อกันหลายวัน เขานั่งสูบบุหรี่ให้หมดมวน ตัดสินใจกลับบ้าน โดยเลือกเอาทางลัดที่ถึงเร็วที่สุด
เดินลัดเลาะมาตามคันนาผ่านป่าไผ่รกทึบ ประมาณห้านาทีก็ถึงวัดที่เขาเคยมาหาหลวงพ่อบ่อยๆ เวลาไม่สบายใจ หลวงพ่อกับเขาก็ย้ายมาจากหมู่บ้านอื่นเหมือนกัน สาเหตุที่ย้ายมาอยู่ที่นี่เพราะไปมาสะดวกใกล้ตัวอำเภอ ป่าไม้ก็ยังสมบูรณ์ หาของป่าได้อยู่ กุ้ง หอย ปู ปลา ก็ยังพอมี ไม่อัตคัดเหมือนหมู่บ้านเก่า
"ถ้าผมแก่ตัวเมื่อไหร่ ผมคิดว่าจะอุทิศตนให้กับวัดเหมือนหลวงตา"
"คนเราก็อย่างนี้แหละชัย ไม่เคยคิดทำบุญเข้าวัดกันแต่ยังหนุ่มยังสาว ต้องรอให้แก่ตัวเสียก่อน บางคนบุญน้อย ตายก่อนจะเข้าวัดก็มี บางคนก็คิดว่า วัดเป็นที่รวมตัวของคนแก่ แต่ก็นั่นแหละ การทำความดีนั้นไม่จำเป็นต้องทำที่วัดหรอก ทำที่บ้าน ทำที่ไหนก็ได้ ขอให้เป็นสิ่งที่ดีที่ออกมาจากจิตใจ หลายคนมากราบหลวงตาบ่อยๆ แต่ยังไม่เคยกราบพระที่บ้านเลย หลวงตาหมายถึงพ่อกับแม่นะ”
จริงอย่างที่หลวงพ่อพูด คนเรานั้นเห็นกันแค่เพียงเปลือกนอก ข้างในจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ปากอาจจะพูดดีกับเรา แต่ใจนั้นอาจกำลังวางแผนทำร้ายเราอยู่ก็ได้ ชัยเดินผ่านต้นดอกแก้ว ที่เขา มะลิและพ่อเคยมานั่งรอชมขบวนผ้าป่าจากกรุงเทพฯ ที่มักจะมาทุกปีนำโดยสาวน้อยใหญ่ที่ไปทำมาหากินที่กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ชัยไม่เข้าใจว่าทำไมชาวบ้านถึงชอบพูดว่า ปีหนึ่งมันมาทีมันก็รวยกลับไป ทั้งที่เขานำเงินทอง ข้าวของมาบริจาคที่วัด
"หลวงพ่อไม่ค่อยสนใจหรอกนะ ว่าเขาจะมาทำอะไรอีกนอกจากมาทอดผ้าป่าอย่างเดียว มันเรื่องของโลกภายนอก ใครทำอะไรไว้ก็ได้สิ่งนั้น"
"แล้วเขาจะรวยกลับไปได้อย่างไรครับหลวงพ่อ"
"เห็นชาวบ้านเขาบอกว่า รถผ้าป่านั้น ตำรวจเขาไม่ค่อยตรวจจับ เพราะฉะนั้นมันง่ายต่อพวกมิจฉาชีพ ที่จะขนอะไรต่อมิอะไรกลับไป"
ชัยเดินผ่านมาทางกุฏิของหลวงพ่อ กะว่าจะมาคุยด้วย ถ้าท่านยังไม่หลับ แต่เห็นไฟปิดแล้ว จึงเดินต่อไปทางหลังวัด เพื่อจะได้ตัดทางให้สั้นเข้า เพราะอยากถึงบ้านเร็วๆ รู้สึกว่าหนาวจนตัวสั่น ยังไม่ทันพ้นประตูวัด เขาก็เห็นเงาแวบหนึ่งหลบไปทางโบสถ์ด้านซ้ายมือ เพื่อความแน่ใจเขาจึงค่อยๆย่องอ้อมไปด้านหลังโบสถ์ สังเกตเห็นประตูโบสถ์แง้มอยู่ เขาใช้ตาแนบเข้ากับประตู มองลอดเข้าไป เห็นชายสามคนกำลังงุ่นง่านกับการจัดถุง อีกสองคนกำลังใช้เลื่อยเล็กๆตัดเอาเศียรของพระพุทธรูปอยู่ เขาโมโหจนตัวสั่น ผลักประตูอย่างแรงกระโดดเข้าไปยืนประจัญหน้ากับชายเหล่านั้น
"เฮ้ย.. ไอ้แก้วมึงกำลังทำอะไรอยู่ อย่าตัดเศียรพระนะ"
ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ ชายอีกคนหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากไหนก็ไม่รู้ เงื้อดาบฟันไปที่ท้ายทอยของชัยสุดแรงจนชัยต้องเซไปข้างหน้า ร้องโอ๊ยออกมาครั้งเดียว ก็ล้มลงไปกองกับพื้น สติของเขาดับวูบไป
ฝนข้างนอกหยุดตกแล้ว ชัยพยายามยันกายลุกขึ้น เอามือจับท้ายทอยที่ถูกฟัน รู้สึกปวดหนึบๆ มีเลือดไหล แต่คงไม่เป็นไร เขาเคยเจ็บมากกว่านี้ ตอนที่อยู่กับกำนันเขื่อนเคยถูกซ้อมสะบักสะบอมเพราะไปด่าเขาหาว่าไม่มีความรับผิดชอบ ชัยก้มดูนาฬิกา เกือบตีสองแล้ว ต้องรีบกลับบ้านพักผ่อนเอาแรงไว้รับจ้างพรุ่งนี้
"ไอ้พวกห้าร้อย พรุ่งนี้เถอะกูจะไปแจ้งความ"
ชัยบ่นกับตัวเอง เก็บข้องกับไฟฉายที่หล่นอยู่หน้าพระพุทธรูปเศียรขาด เดินสำรวจว่าอะไรหายไปบ้าง แล้วก็ออกจากวัดไป
เขาตรงไปที่ครัวทันทีที่ถึงบ้าน จัดการต้มน้ำร้อนลวกกบกับเขียด ผ่าท้องเอาเครื่องในออกจนเสร็จ เพราะว่าเขาไม่อยากให้มะลิต้องตื่นขึ้นมาทำอีกตอนเช้า เธอต้องหุงข้าว ตักน้ำ ทำอาหารเหนื่อยเพราะเขาทุกวัน เขาเป็นห่วงมะลิ เนื่องจากเขารู้ว่าเธอไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ หลังจากที่แท้งลูกที่เกิดจากกำนันเขื่อน หมอบอกให้เธอพักผ่อนให้มากๆ ยิ่งตอนที่เธอคลอดไอ้กบก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะว่าคลอดก่อนกำหนด
ยังไม่ทันที่เขาจะจัดการกับกบเขียดให้เรียบร้อย เขาก็ได้ยินเสียงเจ้ากบร้องไห้ลั่นบ้าน คิดว่าเดี๋ยวมะลิคงทำให้เงียบได้ เขานั่งทำงานต่อ แต่เสียงร้องไห้ของเจ้ากบก็ไม่เงียบเหมือนอย่างที่คิด จึงเดินเข้าไปในห้องนอนเลิกมุ้งดู เห็นแต่ลูกชายนอนร้องไห้ดิ้นไปดิ้นมา ลองเอามือจับดู เขาต้องสะดุ้ง เพราะตัวร้อนเหมือนไฟ เขาแปลกใจว่ามะลิหายไปไหน ปกติไม่เห็นเป็นอย่างนี้ เขาอุ้มลูกมานอนบนตัก กล่อมลูกไปเรื่อยๆจนงีบหลับไปทั้งคู่ มาสะดุ้งตื่นอีกทีเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากห้องพ่อ หรือว่าพ่อเป็นอะไรไป มะลิคงไปดูพ่อ ชัยเดินไปยืนอยู่หน้าประตูห้องของพ่อ ได้ยินเสียงครางเบาๆ สลับกับเสียงหัวเราะ ชัยค่อยๆผลักประตูเข้าไป ภาพที่เขาเห็นนั้น ทำให้เขาเจ็บแสบเข้าไปถึงหัวใจ พ่อกับมะลิเปลือยกายล่อนจ้อน กอดก่ายกันอย่างมีความสุข น้ำตาเอ่อล้นออกมา ไม่เคยมีความรู้สึกเสียใจอย่างนี้มาก่อน นึกไม่ถึงว่าพ่อกับมะลิจะทำกับเขาได้ รู้สึกหมดแรง เดินแทบไม่ไหว เนื้อตัวของเขาสั่นเกร็งไปหมด โมโหสุดขีด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาเดินกลับเข้ามาในห้องด้วยความเหนื่อยอ่อน อุ้มเจ้ากบขึ้นมากอด กวาดสายตาไปรอบๆห้อง พยายามเก็บความรู้สึกความทรงจำเก่าๆไว้ ตัดสินใจยันกายลุกขึ้น เดินออกจากบ้านฝ่าสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักไป ฟ้าแลบแปลบปลาบ สลับกับเสียงฟ้าร้องครืนๆ หลายคนกำลังนอนหลับไหลอย่างมีความสุข เพื่อพักเอาแรงไว้สู้กับงานวันรุ่งขึ้น แต่ชัยเดินออกจากหมู่บ้านไปทางทิศตะวันตก อุ้มลูกน้อยไว้แนบอก เขาสะอื้นไห้ไปตลอดทาง ใจคิดไว้ว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีกเลย เงาของเขาตะคุ่มๆ ไกลออกไปทุกที จนลับตาไปในที่สุด
หลวงพ่อสะดุ้งตื่นตั้งแต่เช้า เพราะเสียงตะโกนของเด็กวัดที่ดังมาแต่ไกล จับใจความได้ว่าพบศพคนนอนคอขาดตายอยู่ที่หน้าพระประธานที่ไร้เศียรเช่นกัน กำลังจะเดินลงจากกุฏิเพื่อไปดูให้แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น  ก็เห็นมะลิวิ่งร้องไห้คร่ำครวญ ละล่ำละลักบอกว่า
"หลวงพ่อคะ หลวงพ่อ เจ้ากบของหนูมันตายแล้วคะ ฮือ..ฮือ"