Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
   
 
 
     

 

วิธีสังเกตลักษณะของเห็ดที่มีพิษ (บรรยายพร้อมภาพประกอบ)
ตารางเปรียบเทียบลักษณะเห็ดพิษและเห็ดรับประทานได้


เห็ดพิษ

เห็ดรับประทานได้

1. ส่วนใหญ่เจริญงอกงามในป่า

1. ส่วนใหญ่เจริญในทุ่งหญ้า

2. ก้านสูง ลำต้นโป่งพองออก โดยเฉพาะที่ฐาน กับที่วงแหวนเห็นชัดเจน

2. ก้านสั้น อ้วนป้อมและไม่โป่งพองออก ผิวเรียบไม่ขรุขระ ไม่มีสะเก็ด

3. สีผิวของหมวกมีได้หลายสี เช่น สีมะนาว ถึงสีส้ม สีขาวถึงสีเหลือง

3. สีผิวของหมวกส่วนใหญเป็นสีขาวถึงสีน้ำตาล

4. ผิวของหมวกเห็ดส่วนมากมีเยื่อหุ้มดอกเห็ดเหลืออยู่ในลักษณะที่ดึงออกได้ หรือเป็นสะเก็ดติดอยู่

4. ผิวของหมวกเห็ดเรียบจนถึงเป็นเส้นใยและ เหมือนถูกกดจนเป็นแผ่นบาง ๆ ดึงออกยาก

5. ครีบแยกออกจากกันชัดเจน มักมีสีขาว บางชนิดสีแดงหรือสีเขียวอมเหลือง

5. ครีบแยกออกจากกัน ในระยะแรกเป็นสีชมพู แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

6. สปอร์ใหญ่มีสีขาวหรือสีอ่อน มีลักษณะใส ๆ รูปไข่กว้าง

6. สปอร์สีน้ำตาลอมม่วงแก่รูปกระสวยกว้าง

3. การนำมาทดสอบพิษด้วยการต้มรวมกับข้าวสาร ช้อนเงิน หรือหัวหอม เป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่
        ไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากวิธีดังกล่าวไม่สามารถทดสอบกับเห็ดบางชนิด เช่น เห็ดพิษสกุล Amanita
4. การนำเห็ดไปต้มให้สุกก่อนรับประทาน จะมีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่
        ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเห็ดบางชนิด เช่นเห็ดระโงกหิน หรือเห็ดไข่ตายซาก (ฮาก) (Amanita verna  และ Amanita virosa ) ซึ่งมีสารพิษในกลุ่ม cyclopeptide จะทนความร้อนได้ดี การนำเห็ดไปต้มก็ไม่สามารถทำให้สารพิษนี้สลายไปได้
5. อาการของพิษที่เกิดจากการรับประทานเห็ด/ควรปฐมพยาบาลเบิ้องต้นอย่างไร
             อาการของพิษที่เกิดจากการรับประทานเห็ดพิษแต่ละกลุ่ม ได้แก่
        5.1 กลุ่มที่สร้างสารพิษ cyclopeptide มีพิษต่อตับ เช่น เห็ดไข่ตายซากหรือเห็ดระโงกหิน(Amanita verna  และ Amanita virosa ) เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีอาการเป็น 3 ระยะ คือ
        ระยะที่ 1 เป็นระยะฟักตัวประมาณ 6-24 ชั่วโมง ปกติประมาณ 10 ชั่วโมง หลังจากรับประทานเห็ดเข้าไปถึงขั้นแสดงอาการ
        ระยะที่ 2 จะมีอาการเป็นตะคริวที่ท้อง คลื่นเหียนอาเจียน ท้องร่วง เอนไซม์ตับสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยจะแสดงอาการ 2-3 วัน
        ระยะที่ 3 มีอาการตับอักเสบ ไตวาย หัวใจวาย เลือดเป็นลิ่มแพร่กระจาย ชัก และเสียชีวิต ภายใน 6 –16 วัน ปกติประาณ 8 วัน หลังจากการรับประทานเห็ดพิษชนิดนี้เข้าไป
        5.2 กลุ่มที่สร้างสารพิษ Monomethylhydrazine (Gyromitrin) ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง เห็ดที่มีสารพิษนี้เช่น เห็ดสมองวัว (Gyromitra esculanta )
        อาการของสารพิษชนิดนี้จะปรากฏใน 6-8 ชั่วโมง หลังจากรับประทานเห็ด บางชนิดอาจเร็วมากเพียง 2 ชั่วโมง และบางชนิดอาจนานถึง 12 ชั่วโมง จะมีอาการต่าง ๆ คือ มึมงง ปวดศรีษะ คลื่นใส้ อาเจียน ท้องเสียและเป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อ เจ็บที่ท้อง ในรายที่รุนแรง จะพบการทำลายตับ มีไข้สูง ชัก ไม่รู้สึกตัว และถึงตายได้ภายใน 2-4 วัน หลังรับประทานเห็ดกลุ่มนี้
        5.3 กลุ่มที่สร้างสารพิษ Coprine
        เห็ดที่มีสารพิษนี้เช่น เห็ดหิ่งห้อย เห็ดน้ำหมึกหรือเห็ดถั่ว (Coprinus atramentrarius) อาการของสารพิษชนิดนี้จะแสดงอาการภายใน 5-10 นาที อาจจะถึง 30 นาทีหลังจากรับประทานเห็ดเข้าไป ถ้ามีการดื่ม alcohol เข้าไปในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนรับประทานเห็ด คุณสมบัติทางเคมีคล้ายคลึงกับ Antavare ซึ่งรักษาคนไข้ติด alcohol ผู้ป่วยจะมีอาการหน้าแดง ตัวแดง ใจสั่น หายใจหอบ เหงื่อแตก เจ็บหน้าอก ชาตามตัว คลื่นเหียนอาเจียน ม่านตาขยาย และความดันโลหิดสูง อาจพบความดันโลหิตต่ำเนื่องจากหลอดเลือดขยายตัว แต่จะหายเป็นปกติภายในเวลา 3-4 ชั่วโมง
        5.4 กลุ่มที่สร้างสารพิษ Muscarine
        เห็ดที่มีสารพิษชนิดนี้เช่น Inocybe napipes, หลังจากรับประทานเห็ดที่มีสารพิษชนิดนี้ประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จะมีอาการหัวใจเต้นช้า หลอดลมหดเกร็ง เสมหะมาก ม่านตาหดเล็ก น้ำลายฟูมปาก น้ำตาไหล ปัสสาวะอุจจาระราด และอาเจียน

        5.5 กลุ่มที่สร้างสารพิษ Ibotenic acid-muscimol
        เห็ดที่มีสารพิษชนิดนี้เช่น เห็ดเกล็ดดาว ( Amanita pantherina ), A. muscaria หลังจากรับประทานเห็ดที่มีสารพิษชนิดนี้ จะเกิดอาการเมา เดินโซเซ เคลิ้มฝ้น ร่าเริง กระปรี้กระเปร่า การรับรู้ภาพเปลี่ยนแปลง ประสาทหลอนและเอะอะโวยวาย ภายหลังจากเอะอะแล้วผู้ป่วยจะหลับนาน เมื่อตื่นขึ้นมาอาการจะกลับคืนสู่สภาพปกติใน 1-2 วัน ถ้ารับประทานเห็ดชนิดนี้มาก ๆ จะเกิดอาการทางจิตอย่างชัดเจน อาจชักและหมดสติได้
        5.6 กลุ่มที่สร้างสารพิษ Psilocybin
        เห็ดที่มีสารพิษชนิดนี้เช่น เห็ดขี้ควาย เห็ดขี้วัว บางแห่งเรียกเห็ดโอสถลวงจิต(Psilocybe cubensis) หลังจากรับประทานเห็ดที่มีสารพิษชนิดนี้ ประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ตามด้วยการรับรู้ที่ผิดไปจากความเป็นจริง และประสาทหลอน มีอาการเดินโซเซ ม่านตาขยาย หัวใจเต็นเร็ว หายใจถี่ ความดันโลหิดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดลด มีอาการแสดงของระบบประสาทส่วนกลางถูกกระตุ้น มีความเคลื่อนไหวมากผิดปกติ จนกระทั่งถึงชักได้
        5.7 สารพิษกลุ่ม Gastrointestinal Irritants เป็นเห็ดพิษที่ทำให้เกิดอาการเฉพาะระบบทางเดินอาหารภายใน 30 นาที ถึง 3 ชั่วโมง มีอาการจุกเสียดยอดอก อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และไม่ทำให้มีอาการทางระบบอื่น ๆ เห็ดที่มีสารพิษชนิดนี้เช่นเห็ดหัวกรวดครีบเขียว ( Chlorophyllum molybdites ), เห็ดแดงน้ำหมาก ( Russula emetica )

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
        การปฐมพยาบาลมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากผู้ป่วยรับประทานเห็ดพิษและเกิดอาการพิษขึ้น ควรจะรู้จักวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องกับผู้ป่วย แต่ตามชนบทมักจะแสดงอาการหลังรับประทานแล้วหลายชั่วโมง ซึ่งพิษมักจะกระจายไปมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรู้จักวิธีปฐมพยาบาล แล้วรีบนำส่งแพทย์ เพื่อทำการรักษาโดยรีบด่วนต่อไป

        การปฐมพยาบาลนั้น ที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนเอาเศษอาหารที่ตกค้างออกมาให้มาก และทำการช่วยดูดพิษจากผู้ป่วยโดยวิธีใช้น้ำอุ่นผสมผงถ่าน activated charcoal แล้วดื่ม 2 แก้ว โดยแก้วแรกให้ล้วงคอให้อาเจียนออกมาเสียก่อนแล้วจึงดื่มแก้วที่ 2 แล้วล้วงคอให้อาเจียนออกมาอีกครั้ง จึงนำส่งแพทย์พร้อมกับตัวอย่างเห็ดพิษหากยังเหลืออยู่ หากผู้ป่วยอาเจียนออกยากให้ใช้เกลือแกง 3 ช้อนชาผสมน้ำอุ่นดื่ม จะทำให้อาเจียนได้ง่ายขึ้น แต่วิธีนี้ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ

        อนึ่งห้ามล้างท้องด้วยการสวนทวารหนักโดยพละการ วิธีนี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยเท่านั้น เพราะวิธีนี้เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยหากร่างกายขาดน้ำ

        หลังจากปฐมพยาบาลผู้ป่วยแล้วให้รีบนำส่วนแพทย์โดยด่วน พร้อมกับตัวอย่างเห็ดพิษ (หากยังเหลืออยู่) หรืออาจจะทำการปฐมพยาบาลผู้ป่วยในระหว่างนำส่งแพทย์ด้วยกันก็ได้
6. คำแนะนำในการเลือกชื้อและนำเห็ดมาประกอบอาหาร ควรทำอย่างไร
        การเลือกชื้อ ให้ดูจากข้อ 1และ 2 และอย่ารับประทานเห็ดที่สงสัย ไม่รู้จัก และไม่แน่ใจ ควรรับประทานเฉพาะเห็ดที่แน่ใจ และเพาะได้ทั่วไป

การนำเห็ดมาประกอบอาหารควรปฏิบัติดังนี้

  1. การรับประทานอาหารที่ประกอบขึ้นด้วยเห็ด ควรจะรับประทานแต่พอควร อย่ารับประทานจนอิ่มมากเกินไป เพราะเห็ดเป็นอาหารที่ย่อยยาก อาจจะทำให้ผู้มีระบบย่อยอาหารที่อ่อนแอเกิดอาการอาหารเป็นพิษได้
  2. ควรระมัดระวัง คัดเห็ดที่เน่าเสียออกเพราะเห็ดที่เน่าเสียจะทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้
  3. อย่ารับประทานอาหารที่ปรุงขึ้นสุก ๆ ดิบ หรือเห็ดดิบดอง เพราะเห็ดบางชนิดยังจะมีพิษอย่างอ่อนเหลืออยู่ ผู้รับประทานจะไม่รู้สึกตัวว่ามีพิษ จนเมื่อรับประทานหลายครั้งก็สะสมพิษมากขึ้น และเป็นพิษร้ายแรงถึงกับเสียชีวิตได้ในภายหลัง
  4. ผู้ที่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับเห็ดบางชนิด หรือกับเห็ดทั้งหมด ซึ่งถ้ารับประทานเห็ดเข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดอาการเบื่อเมา หรืออาหารเป็นพิษ จึงควรระมัดระวัง รับประทานเฉพาะเห็ดที่รับประทานได้โดยไม่แพ้ หรือหลีกเลี่ยงจากการรับประทานเห็ด
  5. ระมัดระวังอย่ารับประทานเห็ดพร้อมกับดื่มสุรา เพราะเห็ดบางชนิดจะเกิดพิษทันที ถ้าหากดื่มสุราหลังจากรับประทานเห็ดแล้วภายใน 48 ชั่วโมง เช่น เห็ดหิ่งห้อย เห็ดน้ำหมึกหรือเห็ดถั่ว (Coprinus atramentarius ) แม้แต่เห็ดพิษอื่นทั่วไป หากดื่มสุราเข้าไปด้วย ก็จะเป็นการช่วยให้พิษกระจายได้รวดเร็วและรุนแรงขึ้นอีก

ข้อมูลจาก
http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=321

 

แมงมัน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แมงมัน (อังกฤษ: The subterranean ants) เป็นชื่อเรียกของมดชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นมดราชินีสามารถนำมารับประทานเป็นอาหารได้ และมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Carebara sp. 1 of AMK
วรรณะ
มดในตระกูลนี้มีการแบ่งวรรณะเป็น 6 วรรณะคือ

  1. วรรณะราชินีที่เรียกว่าแมงมันแม่หรือแม่เพ้อ
  2. วรรณะเจ้าหญิงทายาทที่เรียกว่าเต้งใหญ่
  3. วรรณะสวามีที่เรียกว่าเต้งรอง
  4. วรรณะมดงานเรียกว่าแย็บ
  5. วรรณะทหารเรียกว่าแย็บใหญ่
  6. วรรณะสร้างรังเรียกว่ามดแม่หมัน

ลักษณะทั่วไป
แมงมันตัวเมีย มีสีแดงคล้ำ ตัวใหญ่ มีรสมันนิยมนำมาบริโภคเป็นอาหาร เรียกกันทั่วไปว่า "แมงมันแม่"
แมงมันตัวผู้ มีสีเหลือง ตัวเล็กกว่าแมงมันตัวเมีย ไม่นิยมรับประทานเพราะมีรสขม เรียกกันทั่วไปว่า "แมงมันปู๊" หรือ "แมงมันคา"

ขายได้แมงมัน เป็นอาหารตามฤดูกาลที่หาได้ไม่ง่ายนักจึงเป็นที่ต้องการของชุมชน ที่นิยมรับประทานทั้งไข่ และลูกแมงมัน เฉพาะตัวเมีย ดังนั้นแมงมันจึงมีราคาดีพอสมควรเพราะนอกจากจะมีน้อยแล้วปีหนึ่งๆ จะมีให้รับประทานเพียงครั้งเดียว ไข่แมงมันที่ เรียกว่า "แมงมันจ่อม" ขายเป็นช้อน (คาว) ๆละ 20 บาท ลูกแมงมันที่คั่วแล้วใช้ถ้วยน้ำจิ้มเล็กๆ เป็นถ้วยตวงถ้วยละ 60 บาท ถ้าเป็น ขีดๆละ 100 บาท ส่วนแมงมันตัวผู้จะใช้เป็นเหยื่อตกเบ็ดปลาช่อนปลาสลิด
ที่อยู่อาศัย
แมงมันชอบอาศัยอยู่ตามที่ดินที่เป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ชอบดินแข็งและชอบอยู่ใกล้รากไม้ใหญ่ๆ คล้ายปลวก แต่ไม่ก่อ ดินหรือพูนดินขึ้นเป็นจอมปลวก ในรอบหนึ่งปีแมงมันจะออกจากรูเฉพาะเดือนพฤษภาคม คือฤดูฝน เพราะน้ำฝนที่ซึมลงดินทำให้ แมงมันอยู่ไม่ได้จะออกจากรูขึ้นมาอยู่บนผิวดิน แมงมันจะไม่ย้ายรังถ้าไม่ถูกรบกวนจากคน ก่อนที่ลูกแมงมันจะออกมาแม่จะออกมา ก่อนเพื่อขยายรูให้กว้างขึ้น เพราะลูกแมงมันตัวโตกว่า แม่แมงมันจะใช้เวลาขยายรูประมาณ 3 ชั่วโมง ลูกแมงมันถึงจะต้องออกมา
(เพิ่มเติม) ชาวบ้านมักออกหาไข่แมงมันโดยการเข้าป่า และขุดตามที่อยู่ของมัน แต่แมงมันแม่ จะบินออกจากรู ตอนกลางคืน เมื่อเห็นแสงไฟฟ้านีออน ก็จะบินเข้าหา ซึ่งชาวจะใช้วิธีการนี้ เพื่อดักเก็บแม่แมงมัน จากนั้นนำมารวมกัน ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง จากนั้นนำไปคั่วเกลือ เป็นเป็นอาหาร หรือกลับแกล้ม
ขอบคุณรูปจาก
Bloggang.com : sodacawaii : แมง
webboard.edtguide.com
www.clipmass.com
www.sahavicha.com
BlogGang.com : : sirivinit : เปิบ "แมงมัน

 

จี๋กุ๊ก (ภาคเหนือ)
มารู้จัก พืชสมุนไพรชนิดนี้
กันเถอะ

 ภาคเหนือ : จี๋กุ๊ก กุ๊ก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Amomum sp.
วงศ์ ZINGIBERACEAE
จี๋กุ๊กเป็นพืชวงศ์เดียวกับขิง ข่า และขมิ้น มีเหง้าใต้ดิน ชูใบขึ้นเหนือพื้นดินเป็นกอสูง ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนาน โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม กาบใบที่โคนต้นมีสีน้าตาลแดง ช่อดอกแทงจากเหง้าใต้ดิน มีกาบรองช่อดอกซ้อนกันแน่น สีเขียวปนแดง มักแตกหน่อและออกดอกในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูฝน

สภาพนิเวศ : ชอบขึ้นในดินชุ่มชื้น มีอินทรียวัตถุสูง หรือตามชายป่าใกล้ลาธาร

การขยายพันธุ์ : แยกเหง้าหรือแยกหน่อ

การใช้ประโยชน์ : ช่อดอกอ่อนกินเป็นผักสด หรือนามาลวกกินกับน้าพริก บ้างนามาใส่ ในแกงปลาย่างรวมกับดอกลิงลาวและชะอม เพื่อช่วยดับกลิ่นคาว มี รสเผ็ดเล็กน้อย

แหล่งที่พบ : บริเวณที่มีความชุ่มชื้น หรือริมห้วยรอบหมู่บ้าน
ที่มา http://www.thaibiodiversity.org/UploadFile/KMFile
................................................................................................................................................................
ว่าด้วยเรื่อง "จี๋กุ๊ก"
จีคุก (จี๋กุ๊ก) = กะทือ, กะทือดง, ดอกข่าแดง
จี๋กุ๊ก คือดอกอ่อนของต้นกุ๊ก จี๋แปลว่าอ่อนๆ เช่น สาวจี๋ แปลว่า สาวน้อย จี๋กุ๊กหรือดอกกุ๊กไม่ได้เกิดตรงใบตรงยอดแต่จะแตกออกมาจากเหง้าหรือหัวที่ อยู่ใต้ดิน ที่เห็นในภาพเป็นดอกอ่อนคือดอกจี๋ ใช้กินเป็นเครื่องเคียงเป็นผักกินคู่กับยำหน่อไม้ไร่ หรือแกงใส่หน่อไม้เห็นเล่าสรรพคุณกันว่า โยนจี๋กุ๊กหมกในขี้เถ้าร้อนๆให้พอสุก จะช่วยให้หอมนุ่มมากขึ้น น้ำมันในดอกกุ๊กมีกลิ่นหอมทำนองเดียวกับว่านไพล มีสรรพคุณช่วยไล่ลมแก้ท้องอืด
นอกเหนือกว่านั้น ยังเป็นพืชเศรษฐกิจของชนเผ่าบนที่สูง โดยเฉพาะเดือน 8 -9 ที่ผลผลิตจะออกมามาก
ที่มาของข้อมูล https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=708910799129850&id=305457372808530
.................................................................................................................................................................................
ชื่ออื่น   จี๋กุ๊ก (แพร่) กระทือดง (กาญจนบุรี)
http://lib.payap.ac.th/webin/ntic/Icon/btn_search01.gifลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น   ลักษณะคล้ายต้นข่า สูงประมาณ 1-2 เมตร แตกแขนงเป็นกอ
ใบ    ใบยาวประมาณ 1-15 ฟุต กว้าง 10-12 ซม. หน้าใบเห็นเป็นรอยเส้นจัดเจนมีสีเขียว ส่วนหลังใบมีสีเขียวหม่น อ่อนนุ่มเต็มหลังใบ(ทั่วๆ ใบคล้ายใบของขมิ้น)
ดอก  ออกจากเหง้า-ราก โคนต้น มีสีแดงอมเหลืองอ่อนๆ กลิ่นหอมฉุน ดอกบานจะมีกลีบดอกแตกออกเป็นช่อๆ สีขาวอมเหลือง
การขยายพันธุ์        แยกหน่อ เหง้า / ราก
ฤดูเก็บส่วนขยายพันธุ์          ฤดูฝน
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม      ขึ้นตามที่เย็นชื้น

การใช้ประโยชน์
ทางอาหาร
   ดอกตูม นำมาแกงผักรวม แกงใส่ หน่อไม้ ลวกจิ้มน้ำพริก รับประทานเป็นผักสด
ทางยา         มีสรรพคุณ ขับลมในกระเพาะได้ดี
ที่มาของข้อมูล http://lib.payap.ac.th/webin/ntic/vegetable/ka%20ter%20pa.htm
http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2009/04/D7797528/D7797528.html

ขอบคุณครับ สำหรับแหล่งข้อมูล และรูปภาพ
วาที มูลอินต๊ะ

แกงผักเฮือดใส่กระดูกหมู 
เครื่องปรุง 

  • พริกแห้ง 
  • ข่า  
  • ตะไคร้ 
  • กระเทียม 
  • ถั่วเน่าแผ่นย่างไฟ
  • กะปิ  
  • น้ำปลาร้า 
  • หอมแดง 
  • ยอดอ่อนผักเฮือด
  • ซี่โครงหมูอ่อน
  • มะเขือเทศ 
  • น้ำปลา 
  • น้ำมัน
  • และน้ำสะอาด
  • ผักชี

วิธีทำ  
1.นำพริกแห้ง  ข่า ตะไคร้  กระเทียม ถั่วเน่าแผ่นย่างไฟ กะปิ  โขลกให้เข้ากันจนละเอียด 
2.ตั้งหม้อแกงใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย  แล้วนำเครื่องแกงที่โขลกไว้ มาเจียวในน้ำมัน แล้วนำซี่โครงหมูลงเจียว
3.พอกระดูกหมูกึ่งสุก กึ่งดิบแล้ว ให้เทน้ำสะอาดลงไป 
4.พอน้ำเดือด ให้เติมผักเฮือดตามลงไป ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ รอจนผักสุก
5.เมื่อผักสุกแล้ว ให้ปิดเตา แล้วใส่มะเขือเทศผ่าซีกลงไป คนให้ทั่ว ทิ้งไว้สักครู่ ให้มะเขือเทศสุกพอประมาณ ยกลงจากเตา และโรยหน้าด้วยผักชีหั่นฝอย
ที่มา        http://board.postjung.com/m/720052.html
http://www.gotoknow.org/posts/506041

ยำผักฮี้(ผักเฮือด)


1. เครื่องปรุง
1) ผักเฮือดนึ่งสุก หั่นละเอียด 3 ถ้วย
2) หมูสับ คั่วให้สุก 3 ช้อนโต๊ะ
3) ต้นหอม-ผักชี ซอย ½ ถ้วย
4) มะเขือเทศลูกเล็ก (ผ่าครึ่ง) 8 ลูก
5) กระเทียมเจียว ½ ถ้วย
6) หอมแดงเจียว ½ ถ้วย
7) น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ


2. วิธีทำ
1) โขลกเครื่องแกงให้ละเอียด
2) ผักเฮือด เครื่องแกง ผสมให้เข้ากัน ใส่น้ำปลาร้า
3) กะทะตั้งไฟใส่น้ำมัน เอาผักเฮือดลงผัด
4) ใส่มะเขือเทศผัดต่อจนสุก ชิมดู
5) ตักใส่จานโรยด้วยต้มหอมผักชี หอมแดงเจียว กระเทียมเจียว รับประทานกับหอมหัวใหญ่ แคบหมู
 ที่มาของข้อมูล
http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/detail_lannafood.php?id_food=66

เสี้ยวดอกแดง


วงศ์ : CAESALPINIACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia purpurea Linn.
ชื่อสามัญ : Orchid Tree, Purple Bauhinia.
ชื่อสามัญไทย : เสี้ยวดอกแดง , ชงโค
ชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ : กะเฮอ สะเปซี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน ) เสี้ยวหวาน (แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ผักเสี้ยวเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้น สูงประมาณ เมตร ใบ เป็นใบเดี่ยวออกสลับ รูปมนเกือบกลม แยกเป็น พู ปลายมนกลม กว้าง 8-16 ซม. ยาว 10-14 ซม. ขอบใบเรียบ ดอก ออกเป็นช่อออกด้านข้างหรือปลายกิ่ง 6-10 ดอก มีกลีบดอก 5 กลีบ สีชมพูถึงม่วงเข้ม รูปรีกว้างตรงส่วนกลาง เมื่อบานวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 ซม. ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลักษณะของดอกคล้ายดอกกล้วยไม้ เกสร เกสรตัวผู้ จะเป็นเส้นงอนยาวยื่นออกมาตรงกลางดอก 3 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะอยู่ตรงกลางดอกอีก 1 เส้น รังไข่มีขน ฝัก คล้ายฝักถั่ว ยาว 20-25 ซม. เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดรูปร่างกลมมีประมาณ 10 เมล็ด

ตำนาน ความเชื่อ และการนำไปใช้ในพิธีกรรมของชาวเหนือ
มีตำนานเล่าเรื่องเกี่ยวกับผักเสี้ยวว่า ในสมัยก่อนมรรคนายกวัดได้ไปเด็ดเอาหางใบผักเสี้ยวมา 3 เสี้ยว นำมาตำให้ละเอียด เอาน้ำที่นึ่งข้าวเทใส่ แล้วจึงนำมากรอกใส่ปากเด็กที่เป็นไข้ 2 ช้อน ทำให้เด็กหายจากอาการเป้นไข้ต่อมามีรคนมักนำไปนึ่งรับประทานกับน้ำพริก และตั้งชื่อผักชนิดนี้ว่า “ ผักเสี้ยว “ จวบจนถึงปัจจุบัน

การปลูกและขยายพันธุ์
ผักเสี้ยวเป็นพรรณไม้ที่ถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียจีนมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ตามถนนสองข้างทาง เป็นไม้ที่ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ความร่มรื่นเป้นอย่างดี สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือตอนกิ่ง ออกดอกในช่วงปลายฝนต้นหนาว เดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน

ประโยชน์ทางยา
สรรพคุณทางสมุนไพร
ใบ รสเฝื่อน ใช้ต้ม กินรักษาอาการไอ ใบอ่อน ช่วยบำรุงร่างกาย
ดอก รสเฝื่อน ใช้ผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เป็นเครื่องยารักษาไข้ ดับพิษไข้ หรือเป็นยาระบาย
ราก รสเฝื่อน ใช้ต้มกับน้ำ ดื่มเป็นยาขับลม หรือ ใช้โขลกผสมกับน้ำกินเป้นยารักษาอาการไข้ ยาระบาย
ดอกและแก่น แก้โรคบิด

ประสบการณ์พื้นบ้าน
หมอเมืองล้านนา ใช้เป็นยาสำหรับแม่กำเดือน (หญิงอยู่ไฟ) โดยเด็ดใบมา 3 เสี้ยว กินก็หาย บางรายใช้เป็นยาแก้ลมมะเฮ็งคุต โดยถากเอาเปลือก ขุดเอารากมาทุบแช่กับน้ำข้าวสารเจ้า นำมาลูบหัวและขมับ และดื่มน้ำก็หายขาดได้

สารสำคัญที่พบ
ปบ มี alkalcid พวก tannin ( Arthru, 6:70 )

ประโยชน์ทางอาหาร
ใบอ่อนของผักเสี้ยวใช้รับประทานเป็นผัก มีรสหวานมักพบมากหลังจากที่มีการผลัดใบในช่วงปลายฤดูหนาวและต้นฤดูแล้ง จะผลิใบอ่อนในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

น้ำพริกผักจิ้ม
ผักเสี้ยว เป็นที่ชาวเหนือนิยมรับประทาน ช่วงที่ต้นเสี้ยวแตกใบอ่อน มักพบจำหน่ายตามตลาดสดทั่วไป ชาวเหนือนิยมนำมาต้มจิ้มน้ำพริกต๋าแดง น้ำพริกต่อ น้ำพริกน้ำปู๋

อาหารอื่น ๆ
ชาวเหนือนำผักเสี้ยวไปแกง เช่น แกงเลียง แกงใส่ปลาแห้ง แกงใส่เนื้อ หรือนำไปแกงร่วมกับผักเจียงดา ผักหละ จะเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น

คุณค่าทางโภชนาการต่อสุขภาพ
ผักเสี้ยว 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 47 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยโปรตีน 3.4กรัม ไขมัน 1.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 8.2 กรัม กาก 1.8 กรัม แคลเซียม 46 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 31 มิลลิกรัม เหล็ก 0.3 มิลลิกรัม เหล็ก 0.3 มิลลิกรัม วิตามิน A 1442 IU. วิตามิน B1 0.02 มิลลิกรัม วิตามิน B2 0.17 มิลลิกรัม ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม วิตามิน C 10 มิลลิกรัม

ประโยชน์ใช้สอยอื่น ๆ
ใช้ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ให้ร่มเงาได้ดี และมีกลิ่นหอมอีกด้วย

ที่มาของบทความ
http://www.baanthiti.com/c-088.html

ความเชื่อและความเป็นมาของตุง
             ในความเชื่อของชาวล้านนา "ตุง" เป็นสัญญลักณ์ของความดี ความเป็นสิริมงคล มีลักษณะเป็นผืนยาวผูกติดกับปลายไม้หรือเสา เพื่อเป็นสื่อนำวิญญาณของผู้ที่ถวายทานตุงให้ขึ้นไปสู่สวรรค์
                                                            
                                        ตุง : เครื่องสักการะอันเป็นเอกลักษณ์ของล้านนา
            ชาวบ้านทางภาคเหนือมีคติความเชื่อเกี่ยวกับอานิสงส์ของทานตุงอยู่มาก ซึ่งเล่าสืบต่อกันมาเป็นทอด ๆหลายชั่วอายุคน
ดังนิทานเรื่องเล่ามีกาเผือกคู่หนึ่งออกไข่มา 5 ฟอง อยู่บนต้นไม้เมื่อเกิดพายุไข่ทั้งหมดพลัดตกลงมาไปแต่ละแห่ง ครั้นพ่อแม่กาเผือก

กลับมาไม่เห็นไข่ของพวกตน ทำให้เกิดความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง จนตรอมใจตายไปอยู่บนสวรรค์ ไข่ทั้งห้าใบต่างถูกไก่ เต่า พญานาค

โค และคนซักผ้า นำไปเลี้ยงจนเติบโตเป็นชายหนุ่มทั้งห้าคนต่างคนก็มีจิตใจอยากบวชจึงบวชจนสำเร็จได้ญาณ และมาพบกันทั้งหมด

โดยบังเอิญทั้ง 5

องค์มีความกตัญณูกตเวทีต่อผู้ที่ให้กำเนิด จึงได้สร้างตุงถวายอุทิศให้กะกุสันทะซึ่งไก่เป็นผู้เลี้ยงสร้างรูปไก่โกนาคมนะทำเป็นรูปนาค

กัสปะรูปเต่า โคตมะรูปวัว และอริะเมตรัย สร้างเป็นค้อนสำหรับทุบผ้า เป็นเครื่องหมายถึง คนซักผ้าเมื่อสร้างตุงเสร็จแล้วก็ทำถวายอุทิศแต่ไม่ถึงบิดามารดาผู้ให้กำเนิดกาเผือก จึงต้องมาบอกให้ทำปทีป
เป็นรูปตีนกาจุดไปถึงจะส่งอุทิศไปถึง ตุง สมัยก่อนของชาวเหนือจึงมีความสำคัญกับพระพุทธเจ้าทั้ง 5 องค์ การทำตุงถวายจึงเปรียบ

เสมือนตัวแทนสักการะของการแผ่บุญกุศล กตัญณูกตเวทีไปถึงผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว เราอาจเห็นตุงที่มีรูปไก่ยืนอยู่บนหัวตุง

ซึ่งหมายถึงไม้ซักผ้า ส่วนลำตัวและใบไฮของตุงแทนรูปหน้าลวดลายต่าง ๆ เป็นตารางเกล็ด หรือสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หมายถึงเต่า

และส่วนประดิษฐ์ที่เป็นรูปกลม ๆ หมายถึง ตราวัว แทนวัวหรือโคตมะ นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อกัน ว่าวิญญาณผู้ตายนี้สามารถยึดหรือปีนป่ายชายตุงจากนรกขึ้นสู่สวรรค์ได้
ดังเรื่องราวที่ว่า กาลหนึ่งมีนายพรานซึ่งเข้าป่าล่าสัตว์นานนับสิบ ๆปีผ่านไปที่วัดเห็นตุงที่เแขวนอยู่โบกสบัดสวยงามมากเมื่อกลับมาถึงบ้าน จึงได้ทำตุงขึ้นเพื่อที่จะไปถวายบูชาพระประทาน ครั้นเมื่อเขาตายไปถูกตัดสินส่งลงนรกเนื่องจากไม่เคยทำความดีเลยมีแต่ฆ่าสัตว์ ยกเว้นเสียแต่ทำตุงถวายวัดเท่านั้น เมื่อถูกตัดสินให้ตกนรก ตุงผืนที่เขาทำนั้นได้มาพันดึงเขาให้พ้นจากนรกนำขึ้นสู่สวรรค์ได้ ชาวเหนือจึงมีความเชื่อที่ว่า การถวายหรือทานตุงนี้นมีอานิสงส์หรือได้บุญอย่างมาก
             ธงในอดีตกาลยุคก่อนประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนตัวกลางเชื่อมโยง ในการติดต่อระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับมนุษย์หรือระหว่าง

คนต่อคนด้วยกัน รูปแบบชนิดของธงได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดมา โดยมีปัจจัยความเชื่อดั้งเดิมของคนเผ่านั้น ๆ ศาสนา สังคม
การเมืองและการค้าเป็นตัวแปรที่สำคัญ ธง ตุง จ้อ ตำข่อน ทางภาคเหนือของไทย เท่าที่พบนั้นมีอยู่มากมาย
หลายชนิดมีสีสันและความสวยงามมาก ในส่วนของตุงที่ใช้ในพิธีมงคลนั้นจะไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบชนิดใดตลอดไป ในขณะที่ตุงที่ใช้ในงานอวมงคลนั้นจะมีลักษณะชนิดรูปแบบที่ค่อนข้างแน่นอนมากกว่าเสมอการทำบุญถวายตุงทางภาคเหนือนั้น

ชาวบ้านถือว่าเป็นประเพณีที่ศักดิ์สิทธิ์และได้บุญกุศลมาก มีความเชื่อที่ว่าตุงนั้นจะสามารถช่วยดึงให้วิญญาณที่ตกนรกกลับขึ้นสวรรค์ได้
 การใช้ตุงในพิธีกรรมต่างๆของล้านนาไทย
           ตุงเป็นเครื่องสักการะที่ทำด้วยวัสดุหลายชนิด เช่น ผ้า กระดาษ ไม้ แต่ส่วนมากจะใช้ผ้า ตุงใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่นงานฉลอง

งานปอย งานสืบชาตา หรือขบวนแห่ต่างๆ เป็นต้น  การใช้ตุงในพิธีกรรมต่างๆ ของล้านนาไทย  ขึ้นอยู่กับ
วัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
           http://krumali.maeai.com/mypig/square01_pink.gifเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์
           http://krumali.maeai.com/mypig/square01_pink.gif เพื่อใช้เป็นเครื่องพิธี
           http://krumali.maeai.com/mypig/square01_pink.gifเพื่อเป็นศักดิ์ศรีแก่เทพเจ้า
           http://krumali.maeai.com/mypig/square01_pink.gifเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคล
          เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์  หมายถึงตุง หรือธง ที่เป็นเครื่องหมายพวกหรือเผ่าต่างๆ กำหนดสีสันให้รู้จักจำง่ายเหมือนกับชาติทั้งหลายในโลกที่ใช้ธงเป็นเครื่องแทนปรัชญา หรือความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นธงชาติ

ไทยสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นรูปช้างเผือกต่อมาก็ทำเป็นรูปไตรรงค์ 3 สี ประกอบด้วยสีแดง หมายถึงชาติ สีขาว หมายถึงศาสนา สีน้ำเงิน หมายถึงพระมหากษตริย์ เหมือนกับที่คนโบราณท่านเคยตั้งเกณฑ์ไว้ให้เป็น เครื่องหมายของแต่ละอย่างไป
         เพื่อให้เป็นเครื่องพิธี หมายถึงการนำตุง หรือ ช่อธงในพิธีเครื่องบูชาเซ่นสรวง อย่างเช่น การบูชาท้าวจตุโลกบาลเป็นต้นหาก

ไม่มีช่อตุง หรือธง ถือว่าพิธีไม่ครบถ้วน  อันเป็นข้อบกพร่อง  ทำให้พิธีเสียหรือไม่สมบูรณ์
        เพื่อเป็นศักดิ์ศรีแก่เทพเจ้า หมายถึงเทพที่สำคัญทั้งหลาย เช่น พระอินทร์ พระนารายณ์ ช่อธงเป็นเครื่องหมาย เช่นพระอินทร

์มีธงสีเขียวเป็นต้น แม้สมมติเทพ เช่นพระมหากษัตริย์ก็มีธงเป็นเครื่องหมายแห่งยศและศักดิ์ศรีอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยก็มีธงสีเหลืองเป็นเครื่อง

หมายแห่งศักดิ์ศรีอยู่ด้วย เรียกว่าธงมหาราช การทำดังนี้คงได้ตัวอย่างมาจากโบราณกาล
         เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคล  หมายถึง การมีธง หรือมีช่อประจำอยู่ เช่นเหล่า กอง ทหาร ต่างมีธงชัยเฉลิมพลอันเป็น เครื่องหมาย

แห่งเกียรติยศ ของ กองทหารนั้น ทำให้ทหารภูมิใจในความเป็นทหารของตน  
 ข้อมูลจาก  www.krumaliwan.com (http://krumali.maeai.com/contents/tung_02.html)

 

อึ่งอ่างทอดอาหารของชาวเหนือ

ช่วงหน้าฝนอึ่งอ่างจะออกมาหาคู่ ผสมพันธ์ เพื่อแพร่พันธ์ เยอะมา ชาวเหนือจึงจับมาทำเป็นอึ่งอ่างทอด หรือปิ้ง ทานกัน ทั้งเป็นกลับแกล้ม หรือเป็นอาหารหลัก

Fried Bullfrog, Food of Nothern People

During rainny season bullfrog will come out to find its partner to produce offsprings. Northern people will catch it to cook for food by frying or roasting



Feeding Chicken

Feeding Chicken in the remote area in norther part of Thailand might be different from other parts of Thailand or even from other contries. The villager will let the chickens to look for food by themselves. However, they will feed their chicken during morning time and evening time before the chickens go to their stable. Then, don't be surprised if you the chicken being around their houses.

การเลี้ยงไก่

การเลี้ยงไก่ของคนภาคเหนือที่อยู่ห้างไกลนั้น อาจจะแตกต่างจากประเทศอื่นหรือที่อื่นของประเทศไทย ชาวบ้านมักจะปล่อยให้ไก่ออกหากินทั่วไปในเขตรั้วบ้านด้วยตนเอง แต่พวกเขาจะให้อาหารไก่ตอนเช้า และเย็นก่อนที่มันจะเข้าเล้า ดังนั้นอย่าตกใจถ้าเห็นไก่วิ่ง หรือเดินรอบๆ บ้านของพวกเขา

Earthern Jar in front of a house, a door or elswhere in the house premise will be full of fresh water which you can drink. When I was young, I would have a duty to clean the jar every morning and fill in the fresh water. It is because during the night time, there might be some insects in the jar and or there might be some bad persons putting dangerous thing into the water.

Nowadays, you hardly see this jar in front of any house or doors. If you enter neighbour houses, you will be served with a glass or bottle of water instead.

This photo was taken in A.Pasang, Lamphun at a noodle shop

สมัยที่ยังเด็ก ฉันมีหน้าที่หนึ่ง ที่จะต้องคอยทำความสะอาดตุ่มน้ำ และนำน้ำเย็นที่สะอาดมาใส่แทน ทั้งนี้ช่วงตอนกลางคืน อาจจะมีแมลงมาอาศัยอยู่ หรือ สิ่งอันตรายที่อาจจะมีคนไม่ดีแอบนำมาใส่ก็ได้ ทุกบ้านจะมีตุ่มน้ำพร้อมบริการด้วยตนเองนี้ไว้หน้าบ้าน หน้าประตูเรือนแต่เดี๋ยวนี้ภาพเหล่านี้แทบจะหาไม่เห็นอีกแล้ว

ภาพนี้ถ่ายที่ร้านขายข้าวซอย ก๋วยเตี๋ยวที่อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

รูปนี้คัดมาจากเว็บหนึ่งจำไม่ได้หละ นำมาประกอบให้ดูดีขึ้นเฉยๆ เห็นเขาเขียนบรรยายว่าได้มาจาก ตอนไปเที่ยวพม่า

ส่วนรูปนี้ผู้ถ่ายบรรยายไว้เหมือนกันว่า เจอ บนถนนเส้นหนึ่งไปสู่ภาคอิสาน ต้องขอประทานโทษที่ถือวิสาสะคัดมาลงที่นี่



  • ข้าวกั้นจิ้น ฝีมือพี่สาว อร่อยที่สุด
    พี่สาวของฉัน มักจะทำให้ข้าวกั้นจิ้นให้ฉันทานบ่อยๆ ยิ่งตอนนี้ลูกชายของเขาไปทำงานที่กรุงเทพฯ นานๆ จะกลับบ้านทีหนึ่ง จะเรียกร้องเสมอเมื่อกลับมาเยี่ยมบ้าน ให้แม่ของเขาทำข้าวกั้นจิ้นให้ทาน เขามักจะกลับช่วงวันสงกรานต์ ฉันก็ได้ทานช่วงนั้นเช่นกัน คนอื่นๆ ก็จะได้อานิสงด้วย

Khao Kan Jin, my sister can cook the best. My sister has always cooked "Khao Kan Jin" for me, especially when her son comming back from Bangkok which will be once a year. He would requested my sister to cook it for him. He has always been back to his hometown during Songkran Day Festival and I would have a chance to take it as well

พี่สาวจะหุงข้าวหม้อใหญ่ นำเลือดหมูที่ซื้อมา นวด บีบ (ภาษาเหนือเรียกว่า กั้น)คลุกเคล้ากับข้าวที่หุงแล้ว และจะใส่เนื้อหมูสับลงไปบ้าง (ภาษาเหนือเรียก เนื้อ ว่า จิ้น) ปรุงรสด้วยเกลือหรือซีอิ้ว แล้วนำไปห่อใบตอง นึ่งจนสุกเวลารับประทาน โรยหน้าด้ วยกระเทียมเจียว พริกแห้งทอด หอมแดง  แตงกวา ผักชี ต้นหอม เป็นเครื่องเคียง (ข้าวกั้นจิ้นบางคนเรียกว่า " ข้าวเงี้ยว " อันเป็นคำที่คนไทยในอดีตใช้เรียกชาวไทยใหญ่ว่า "เงี้ยว" สงสัยไทยใหญ่นำข้าวมาทำครั้งแรก )

My sister would cook rice in the big cooker, then she would mix the pig blood into the cooked rice and knead them until the blood go over the cooked rice (thekneading gesture, northern people say "Kan"), then put in the soybean sauce, salt and minced pork. Put all mixed ingredients on the banana leafe, wrap it nicely. Steam them for a while until they are cooked. You eat it with fried minced garlics, fried dry chilies, onion, cucumber,Thai parsley, onion leafe to be side dish.(Some people will call Khao Kan Jin as "Khao Ngiew", the ancient Thais called Shans from Myanmar as "Ngiew", doubtedly Ngiew might firstly brring Khao Kan Jin to Northern part of Thailan)

Khao = Rice

Kan = Knead

Jin = Meat (here means pork)



 
 

 

Home EnglishCorner AmateurWriter Memories&Experiences

WebBoard