Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
   
 

ตอนที่ 6 สูญเสีย
ดอกทองกวาว ออกดอกสีแสด แซมส้ม สดใสเต็มต้น หลายดอกร่วงหล่นบนพื้นหญ้า ดาดาษเหมือนพรมสีแดง ใต้ต้นไม้ใหญ่ มันเป็นสัญลักษณ์ที่เคยบอกไว้ว่า ใกล้เวลาสอบไล่แล้ว และปิดเทอมแล้ว เหล่านักศึกษาต่างพากันดีใจที่จะได้กลับบ้าน ได้หยุดพักร้อนยาว หรือบางคนก็เตรียมลงเรียนต่อภาคฤดูร้อน ให้ตนเองได้จบเร็วขึ้น หรือเก็บหน่วยกิตได้มากขึ้น พนาวันและสมภพ ก็เช่นเดียวกัน ต่างคนต่างให้กำลังใจกัน ช่วยเหลือกันทั้งเรื่องการเรียน เรื่องส่วนตัว อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันเหมืนปาท่องโก๋ ที่ติดกันตลอด จนกระทั่งกลายเป็นความผูกพันธ์ที่ลึกซึ้ง แน่นแฟ้น เป็นคู่รักเพศเดียวกันเรื่อยมา
นั่นมันเป็นอดีตที่หอมหวาน ช่วงวัยเรียนของทั้งสอง ที่แสนสั้นเหลือเกิน มันไม่เหมือนความฝันที่วาดหวังไว้ ลิขิตได้เหมือนกันการวาดภาพลงบนกระดาษ สร้างสรรผลงาน ตามจินตนาการของตน ถึงแม้ในหัวใจที่เงียบเหงา เปล่าเปลี่ยวของพนาวัน จะมีใครมานานแล้วที่ผูกพันธ์กันมาตั้งแต่เยาว์วัย แต่ช่วงการเป็นนักศึกษา สมภพ ก็เปรียบเสมือนสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่าที่ขาดหายไป แต่หาได้ลบใครบางคนที่อยู่ในหัวใจออกไปได้
พนาวันรู้สึกผิด เก็บกด ที่จิตใจของตัวเองนั้น มันตรงข้ามกับร่างกายที่ธรรมชาติให้มา ความผูกพันธ์ใกล้ชิด สนิทสนมกับโก้ ตั้งแต่เด็ก และประสบการณ์ที่ได้รับจากเพื่อนบ้านครั้งนั้น มันฝังลึก และมีอิทธิพลเปลี่ยนจิตใจให้เขาผิดเพศ ผิดธรรมชาติ เหมือนเอื้องที่ผิดกอ เช่นนั้นหรือ บางครั้งเขาร้องไห้ เก็บอารมณ์ ซ่อนเร้นความรู้สึกของเขาไว้เพียงลำพัง ขาดความมั่นใจกลัวเพื่อน ครอบครัว รับรู้ในสิ่งที่เขาเป็น มีเพียงคนเดียวที่รับรู้ความเจ็บปวดนี้ คือโก้ ที่ไม่เคยมองเขาอย่างดูถูกเหยียดหยาม หรือรังเกียจ แต่กลับเป็นเพื่อนกินเพื่อนนอนในยามเด็ก ซึ่งเขามีคนเดียวเท่านั้น
แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ชีวิตในมหาลัย ความเหงา ความโดดเดี่ยว ไกลบ้าน ไร้เพื่อน เขามีชัย และสมภพที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตเขามากขึ้น ชัยเข้ามาในฐานะเพื่อนที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่มัธยม และเขาเป็นผู้ชาย ที่ไม่เคยรังเกียจเดียดฉันในความเป็นพนาวันเลย เป็นผู้ที่คอยให้กำลังใจ ส่งเสริมให้เขาเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจมากขึ้น ส่วนสมภพนั้นเป็นคู่รักคนแรก ที่พนาวันมีอะไรแบบชายกับชายด้วยกัน มันจึงเปรียบเสมือนยาใจ ที่ช่วยมารักษา เติมเต็มในความเป็นชายใจหญิงให้เขา โดยที่ไม่เงียบเหงาอีกต่อไปในช่วงวัยเรียน
“ฮัลโหล พี่วันคะ อย่าลืมกลับมาฉลอง วันรับปริญญาของวิ กับโก้นะคะ เดือนหน้าคะ”
“ได้เลยจ๊ะ สำหรับน้องสาวที่น่ารักของพี่ เดี๋ยวจะลางานยาวเลย”
“อย่าลืมพา พี่สะใภ้ มาให้ดูตัวด้วยนะ”
“พี่สะใภ้อะไรกัน ยังไม่มีเลย”
“แหม พี่ชายของวิออกจะหล่อ และน่ารัก ไม่มีให้รู้ไป”
“เอาของขวัญ วันรับปริญญาไปแทนก็แล้วกันนะ”
“โก้ เขาเตรียมหาดอกเอื้อง ไว้ต้อนรับพี่วันยกใหญ่เลย รายนี้เขาดีใจ และตื่นเต้นเป็นพิเศษ ที่จะได้เจอพี่วันนะค่ะ”       
ความโหยหา ความคิดถึงในรสสัมผัสที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเขากับโก้ ผ่านวูบเข้ามาในความรู้สึกของพนาวัน เขาก็แอบตื่นเต้น และดีใจเหมือนกัน ที่จะได้เจอน้องชายสุดที่รักคนนี้ คนที่ดื้อ เอาแต่ใจ แต่แฝงไว้ด้วยความรัก ความห่วงใย และศรัทธาในตัวเขา ความร้อนวูบวาบในร่างกาย ได้คุขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่พยายามข่มเก็บไว้ แต่พนาวันก็หาชนะธรรมชาติ และอารมณ์ความต้องการได้ไม่ เขายังจำได้เสมอ วันแรกที่ได้รับรู้สัมผัสทั้งกายใจจากโก้ ทุกอนูในร่างกายได้รับการเอาใจใส่ด้วยความรัก และความใคร่ ไฟตัญหาของทั้งสองคน อ้อมกอดอันอบอุ่น รสจูบ ลูบไล้ทั่วร่างกายที่ได้รับนั้น ยังฝังตรึงในจิตใจของเขาตลอดมา ยิ่งคิดยิ่งทำให้เกิดจินตภาพ ความอยาก ลิ้มลองรสชาติเกิดขึ้นในจิตใจของเขา ไฟเก่าที่ยังไม่มอดดับพร้อมที่จะครุกรุ่นตลอดเวลา
“วัน เฮ้ย วัน เป็นอะไร เรียกตั้งนานสองนาน”
“เอ้า ชัย พอดีคิดอะไรเพลินๆ อยู่นะ”
“ตกลง นายจะกลับบ้าน ไปงานรับปริญญาน้องของนายเมื่อไหร่”
“กะว่า พรุ่งนี้เลย นายเก็บข้าวของหรือยัง”
ในขณะที่พนาวันและชัย กำลังเตรียมตัว เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าอยู่ มีคนสองคนที่เฝ้าคนึงหาให้พวกเขากลับมาไวๆ เธอ และเขา คิดถึงพี่ชายอย่างทุกข์ทรมานหัวใจเป็นที่สุด ดอกแก้วผู้มีใจให้กับพี่ชายมาตั้งแต่เด็ก เฝ้ารอคอยคนที่เธอแอบรักกลับมายังบ้านเกิด ด้วยความคิดถึงสุดที่จะพรรณาออกมาได้ ชีวิตของเธอได้แอบมอบให้ชายผู้นี้มานานแสนนาน ชายผู้เป็นสุภาพบุรุษ คอยเป็นเพื่อนยามทุกข์ คอยแนะนำต่างๆ ตอนเยาว์วัย ถึงแม้โตมา ไม่สามารถสนิทสนมใกล้ชิดกัน แต่แค่ได้ยินการถามถึง เมื่อพนาวันโทรกลับบ้าน มีของฝากส่งให้ประปรายเธอก็เป็นสุขใจแล้ว เธอไม่สนใจหรอกว่า พี่ชายของเธอจะเป็นอะไร เพราะความรักของเธอมันสวยงาม งดงามยิ่งกว่าสิ่งใด ความรักของเธอมิใช่การครอบครอง หรือการเป็นเจ้าของ เธอรู้ว่ารักมากย่อมทุกข์มาก แต่ภายใต้ความทุกข์นั้น มันมีความสุขลึกๆ ซ่อนเร้นอยู่ สุขที่ได้เห็นคนรักของเธอมีความสุข ทุกข์เมื่อเห็นคนรักของเธอมีความทุกข์
“นั่งเหม่อ คิดถึงใครอยู่เหรอ”
“เอ้าโก้ ดอกแก้ว ก็คิดถึงพี่วันของโก้ไงจ๊ะ”
“ไม่ได้นะ ห้ามคิดถึง พี่วันของโก้นะ โก้คนเดียวเท่านั้นที่คิดถึงได้”
โก้ พูดทีเล่น ทีจริงกับดอกแก้ว ซึ่งยืนยิ้ม อย่างมีความสุข เขาหารู้ไม่ว่า ความลับ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพนาวันนั้น เธอรับรู้ทุกอย่าง เคยเสียใจร้องไห้ปริ่มจะขาดใจ แต่ก็ต้องหักห้ามความรู้สึก ข่ม เก็บมันไว้ภายในห้วงลึกของจิตใจ จนทำให้เธอชนะความรู้สึกนั้น เปลี่ยนจากความเสียใจ ที่เจ็บปวด เป็นความรู้สึกยินดี มีความสุข ที่ได้รับรู้ว่าคนที่ตนรักและบูชานั้นมีความสุข ยอมรับได้ว่าเขาเป็นใคร เป็นอะไร คนเรานั้นเมื่อเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็ต้องยอมรับมัน แค่ได้มองเห็นคนรักไกลๆ ก็สุขใจ และพอใจแล้ว
“มัวแต่มานั่งคุยกันอยู่นี่แหละ ดอกแก้ว โก้ ไปช่วยฉันกับป้าแม้นหน่อยซิ”
“ก็เพิ่งออกมาพักนี่แหละ เมื่อกี้โก้ก็ช่วยตบแต่งสถานที่แล้ว”
“งั้นดอกแก้ว ไปช่วยฉัน กับป้าแม้นเตรียมอาหารเลี้ยงชาวบ้าน และต้อนรับพี่วัน กับพี่ชัยด้วย”
วิไลวรรณ ไม่ชอบที่เห็นดอกแก้ว มาใกล้ชิด กระหนุงกระหนิงกับโก้ ที่เธอเป็นเจ้าของ อารมณ์ขุ่นมัวจะเกิดขึ้นทันทีที่เห็นทั้งสองอยู่ด้วยกัน ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะความรักที่เธอมีต่อโก้ หรือเป็นเพราะเธอหวงของเล่นชิ้นหนึ่ง เธอมีความสุขเมื่ออยู่ใกล้โก้ และรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้านายผู้สูงศักดิ์ มีทาสคอยรับใช้ คอยให้ข่มเหง จ้วงจาบด้วยวาจา เธอไม่อยากสูญเสียเขาไป เหมือนเคยสูญเสียแม่ และสูญเสียพนาวัน ผู้คอยเอาใจใส่ รักและห่วงใยเธอ เปลี่ยนไปให้กับการศึกษาต่างจังหวัด บางครั้งเธอหวาดหวั่น ว่าจะต้องเสียโก้ไป โดยเฉพาะกับดอกแก้ว สาวชาวบ้านที่โตมากับเธอ ดอกแก้วผู้สวยใส งดงาม ไร้เดียงสา ความรู้สึกร้อนรนของเธอที่แฝงไว้ด้วยกิเลส และตัญหา จึงทำให้เธอแสดงออกมา แบบก้าวร้าวโดยไม่รู้ตัว วิไลวรรณ ที่เคยเป็นเพื่อนเล่น เป็นเด็กน้อย ของดอกแก้ว ยามเยาว์วัย กลายเป็นบุคคลที่ขี้เหวี่ยง อารมณ์ร้อนไร้เหตุผล จนดอกแก้ว ไม่อยากอยู่ใกล้
“เมื่อไหร่ เธอจะปรับเปลี่ยนอารมณ์ของเธอนะวิ จบปริญญาแล้วนะ”
“เธอเป็นของฉันได้คนเดียวเท่านั้น ฉันไม่ชอบให้เธออยู่ใกล้ผู้หญิงคนไหน โดยเฉพาะดอกแก้ว”
“เธอคิดอะไรของเธอนะ อย่างฉันนี้นะจะไปชอบดอกแก้ว”
ดอกแก้วเดินจากไปแล้ว เพื่อไปช่วยป้าแม้น ตระเตรียมอาหาร และสัมภาระ ในการจัดงานเลี้ยงรับปริญญา และต้อนรับลูกชายของผู้ใหญ่บุญอุ้ม ที่จะกลับมาเยี่ยมบ้าน ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่ของหมู่บ้านแน่นอน โก้ และวิไลวรรณ ยังคงทะเลาะกัน เถียงกัน อีกหลายนาที จากนั้นก็เดินตามกันไป ตามปรกติ และก็จบลงที่เตียงนอนของใครสักคน
ป้าแม้นผู้ที่เป็นเหมือนญาติสนิทของบ้าน จะรับรู้ถึงพฤติกรรมของทั้งสองคนดีว่า ถ้าทะเลาะกันทีไร โก้ และวิไลวรรณนั้น ก็จะพากันไปร่วมหลับนอน เหมือนกับเป็นการระบายความเครียด หรือเนื่องจากกิเลสและตัญหาที่มีอยุ่ในตัวของทั้งสองคน ซึ่งเธอก็เก็บเงียบ ปิดปากสนิท ไม่บอกใครให้รับรู้ เธอยอมรับว่าพฤติกรรมของทั้งสองคนนี้แปลก ต่อหน้าผู้อื่น ก็จะทะเลาะกัน โดยเฉพาะวิไลวรรณที่มักจะแสดงตน เป็นเจ้านาย ที่อยู่เหนือกว่า โก้ คิดว่าโก้ เป็นเพียงสิ่งของ ที่ตนเองได้ครอบครองแล้ว ใครจะมาแย่ง หรือแบ่งไปเล่นไม่ได้ ส่วนตัวโก้นั้นกล้า กระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้น เป็นเพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าเขาก็เหนือกว่าวิไลวรรณ ในบางเรื่อง หรือต้องการระบายความคับแค้นที่ถูกกดขี่ ข่มเหงจากวิไลวรรณมาตลอด
จิตใจของคนนั้น ยากที่รับรู้ได้ว่าลึกข้างในนั้นเป็นอย่างไร ข้างนอกดูสดใสงดงามดุจราวเพชรล้ำค่า แต่ข้างในนั้นอาจจะไร้ค่าเกินพรรณา มนุษย์ หลายคนบอกว่าตนเองเป็นสัตว์ที่ประเสริฐสุดแล้ว จริงหรือ มนุษย์นั้นแตกต่างจากสัตว์ในหลากหลายประเด็น มนุษย์ผู้ยืนตั้งฉากกับพื้นโลก เต็มไปด้วยกิเลสและตัญหานานัปการ สัตว์นั้นมีฤดูกาลผสมพันธ์ที่ชัดเจน แต่มนุษย์นั้นสามารถสมสู่กันได้ทุกขณะเวลา และสถานที่
ทุกคนพร้อมเพียงกันที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ที่ได้รับการตบแต่งให้สวยงาม เรียบร้อย ต้นไม้ทุกต้น ประดับด้วยดอกเอื้อง ที่กำลังผลิดอกสวยงาม ดอกเอื้องฟ้า ชูช่อห้อยระย้า อวดกลีบสีขาวแซมม่วง อย่างสวยงาม ในขณะที่เอื้องคำ ก็ส่งกลิ่นหอมระรินอ่อน ผ่านกลีบและเกสรสีเหลืองทองอร่าม ทำให้บรรยากาศตอนเที่ยง ณ ตรงนี้ คลายร้อนลงไปบ้าง ลมเย็นๆ พัดผ่านท้องทุ่งนา สวนลิ้นจี่ หอบเอากลิ่นรวงข้าว กลิ่นดินมาสัมผัสกับจมูกให้ชื่นใจ โต๊ะ เก้าอี ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเต็มสนาม อาหารพร้อมเสริฟ หรือบริการด้วยตนเอง อยู่บนโต๊ะ ส่งกลิ่นยั่วยวนให้น้ำลายไหล ปริมาณมากพอ ที่จะเลี้ยงแขกเหรื่อ หรือชาวบ้าน ทั้งหมู่บ้าน
หลายคนใจจดจ่อ รอผู้มาเยือน ที่กำลังเดินทางมา บุญอุ้ม ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีความสุขใจ ที่จะได้พบลูกชาย ที่เขากับภรรยา คอยประคบประหงม อบรมสั่งสอน ดุด่า จนลูกชายคนนี้ประสบความสำเร็จ ในชีวิตทั้งในด้านการเรียน และการงาน ถึงแม้เขาจะแอบผิดหวังนิดๆ ที่พนาวันลูกชายคนเดียวของเขา ไม่ได้มาสืบสานธุรกิจการเกษตรที่บ้านตามที่คาดหวังไว้ แต่อย่างน้อยเขาก็ดีใจ ที่ลูกชายนำชื่อเสียงมาให้วงค์ตระกูล เป็นคนแรกของหมู่บ้านที่จบปริญญา อันจะเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านมองเห็นว่า การศึกษานั้นสำคัญ สามารถทำให้คนเรานั้นทำมาหากินได้เช่นกัน ยิ่งตอนนี้วิไลวรรณ และโก้  จบปริญญาเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ชาวบ้านยิ่งมองเห็นประโยชน์ของการศึกษา เพราะทั้งสองคนได้ช่วยนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาประยุกต์ใช้ ให้เข้ากับกิจการการเกษตรที่บ้าน เพิ่มมูลค่าขึ้นมามากมาย จากการที่แค่เพียงทำไร่ ทำนา ขายผลิตภัณฑ์ให้คนกลางอย่างปรกติ โก้และวิไลวรรณ ได้ริเริ่มหลากหลายโครงการที่ชาวบ้านได้มามีส่วนร่วมในการเสนอความคิด ผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ในรูปของกลุ่มหมู่บ้าน มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้บุญอุ้ม มีความภูมิใจ ดีใจ มากขึ้นที่ได้เห็นในสิ่งที่ตัวเองคาดหวังไว้
ไม่ต่างจากบุญอุ้ม ที่เฝ้ารอการกลับมาของพนาวัน คนๆหนึ่ง ที่โหยหา คิดถึงพี่ชายคนนี้ใจแทบจะขาด แต่ก็ไม่สามารถที่จะแสดงความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้มากมายเท่าไหร่ คอยข่มอารมณ์ กล้ำกลืนความรู้สึก ห่วงหาอาทรณ์นั้นไว้ภายใน ไม่มีใครรู้ว่าเขานับวัน นับคืนรอคอยการกลับมาของพี่ชายที่เขารักที่สุดในชีวิต ทุกวันนี้เขาอยู่ได้ และประสบความสำเร็จ ก็เพราะกำลังใจจากพี่ชายคนนี้ ที่ให้ทุกอย่างกับเขา รวมทั้งชีวิตใหม่ที่ได้รับ ความสุข ความอบอุ่นจากพี่คนนี้ ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องดิ้นรนตามหาญาติพี่น้องที่ไม่เคยรู้จักอีกต่อไป วันนี้โก้มีความสุขมาก หัวใจมันเต้นจนแทบผิดจังหวะเพราะความดีใจ ที่จะได้เจอพี่ชายที่เขาเทิดทูนดังดวงใจ เขาแต่งตัวให้เนี๊ยบ ดูดีที่สุด สะอาดสะอ้าน ตัดผมให้สั้นตามที่พี่ชายเคนสอน ใส่เสื้อตัวโปรดที่พี่ชายส่งมาให้ และเขาก็รู้ว่าพี่ชายของเขา ก็คิดถึงเขามากเหมือนกัน
ดวงใจดวงน้อยที่เฝ้ารอคนที่เธอรักของดอกแก้ว ก็เต้นตุบตับไม่เป็นจังหวะเช่นกัน ดอกแก้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าตื่นเต้น อีกไม่กี่อึดใจคนที่ตนแอบรัก ก็จะมาถึง เธอพยายามแต่งตัวให้สวยงามที่สุด ใส่เสื้อแขนกระบอกสีชมพู ผ้าซิ่นกรอมเท้าสีเดียวกันสดใส เธอไม่ลืมที่จะทัดดอกเอื้องไว้ที่ผม ส่งกลิ่นหอมนวลอ่อนๆ เธอรู้ว่าการแต่งกายแบบนี้ แทบไม่มีให้เห็นแล้วในสังคมปัจจุบัน แต่ก็อยากใส่ชุดนี้ให้พี่ชายเห็น เพราะเธอรู้ว่าเขาชอบมาก ตอนเด็ก เธอ วิไลวรรณ และพนาวัน มักจะไปดูเขาแต่งตัว ฟ้อนรับขบวนผ้าป่าบ่อยๆ กลับมาบ้านก็จะพยายามแต่งตัวให้เหมือน เธอไม่เคยลืมหลายเรื่องราว และกิจกรรมที่เคยร่วมทำกับคนที่เธอรักในวัยเด็ก เธอมีความสุขอบอุ่นทุกครา ยามที่ได้อยู่ใกล้เขา ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร เป็นใคร แต่เธอได้มอบหัวใจทั้งดวง ให้เขาไปหมดสิ้นแล้ว
“มากันแล้ว เร็ว รถเลี้ยวเข้ามาแล้ว ช่วยกันต้อนรับพี่วันหน่อย”
วิไลวรรรณ ตะโกนบอกทุกคนด้วยความดีใจ ที่จะได้พบกับพี่ชายที่แสนดี ที่คอยดูแล ให้ความรัก เอาใจใส่ทุกอย่าง ยิ่งหลังจากที่แม่ได้เสียชีวิตไป พี่ชายคนนี้ดูแลเธอไม่ยอมห่าง ถึงแม้อยู่ไกลก็จะโทรหา โทรมาคุย ยามที่เธอทุกข์ใจ หรือท้อแท้ในการเรียน เธอจบปริญญาตรี และประสบความสำเร็จในขั้นนี้ ก็เพราะกำลังใจ ความรัก ความอบอุ่นจากพี่ชายคนนี้ของเธอ
ชายหนุ่ม ผิวขาวสะอาดสะอ้าน หน้าตาหล่อคมหวาน คล้ายกับใบหน้าของผู้หญิง เปิดประตูลงจากรถ โดยมีชัย เพื่อนสนิท ช่วยหอบของพะรุงพะรังเดินตามมา วิไลวรรณ วิ่งเข้าไปกอดพี่ชายด้วยความคิดถึง จับแขนพนาวัน เดินเคียงเข้ามา ดอกแก้วมอบพวงมาลัยที่ทำจากดอกเอื้อง ให้คนที่เธอแอบรัก ด้วยความตื้นตันและความสุข เพียงได้ยินคำว่าขอบใจ เธอก็ดีใจเป็นที่สุดแล้ว ป้าแม้นช่วยถือข้าวของบางส่วน เดินนำหน้า ไปยังสนามหญ้า
“สวัสดีครับพ่อ”
พนาวัน กราบลงที่ตักของบุญอุ้ม และสวมกอดพ่อด้วยความคิดถึง บุญอุ้มกอดลูกชายสุดที่รัก น้ำตาคลอพร้อมกับเรื่องราวในอดีตผลุดขึ้นมาในห้วงความคิด ตั้งแต่ตอนงูกัดวิไลวรรณ เขาลงโทษลูกชายอย่างรุนแรง และอื่นๆ มากมาย ถ้าย้อนเข้าไปแก้ไขอดีตได้ เขาคงไม่ทำเช่นนั้น ลูกชายคนเดียวของเขาประสบความสำเร็จแล้วดังที่เขาตั้งใจ ถึงแม้ไม่ได้กลับมาช่วยสานต่องานต่างๆ ที่วางแผนเอาไว้
“มาถึงแล้ว ด้วยความปลอดภัยพ่อก็ดีใจ ปะ ไปอาบน้ำ แต่งตัวแล้วค่อยลงมาร่วมงาน”
“ครับพ่อ งานใหญ่นะครับนี่ ชาวบ้านทะยอยกันมาแล้ว”
“ปะวัน ไปพักผ่อน อาบน้ำ อาบท่ากันเถอะ เหนียวตัวแล้ว”
พนาวัน และชัย แยกย้ายกันไปพักผ่อน ในห้องที่แม้นมาศ ได้เตรียมไว้ให้ พี่ชายคนนี้ ไม่ได้รับรู้ หรือแกล้งไม่รับรู้ ว่ามีน้องชายคนหนึ่งที่แอบดีใจ ชื่นชม มองพี่ชายไม่กระพริบตา หวังเพียงพี่ชายมองมา เอื้อนเอ่ยทักทายสักนิดก็ยังดี โก้น้อยใจนิดๆ ที่พี่ชายที่เขารักไม่ทักไม่ทาย ทำตัวเมินเฉยกับเขาเหลือเกิน แต่นั่นต้องมีเหตุผลบางอย่าง เพราะทุกครั้งที่โทรมาหา พี่ชายจะบอกเสมอว่า คิดถึงเขา รักและเป็นห่วงเขาเสมอ จะอย่างไรก็ตามชีวิตที่ผันเปลี่ยน ทำให้เขาเติบโต อย่างมีความสุข ประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้ ก็เพราะผู้ชายที่แสนดี และใจดีคนนี้ ถึงแม้เหตุการณ์มันจะผ่านมาเนิ่นนานหลายปี ความทรงจำต่างๆ วันแรกที่ได้พบกับพี่ชายคนนี้ ยังคงตราตรึงอยู่ลึกๆ ภายในใจของเขา
พนาวัน ถึงห้อง วางกระเป๋าเสื้อผ้าไว้บนเตียง เขามองรอบๆ ห้อง ความทรงจำเก่าผุดขึ้นมาในใจ ดอกเอื้องฟ้า และเอื้องคำ ถูกจัดใส่แจกันสวยงาม วางไว้บนโต๊ะอย่างลงตัว กลิ่นหอมของมันโชยมาแตะจมูกให้ชื่นใจ ภาพของน้องชายที่เปลือยเปล่า เข้ามาแทรกในห้วงความคิดของเขา วันนั้นเขายังจำได้ถึงความรู้สึก รสสัมผัสที่ได้รับ มันเป็นความสุขทั้งกายและใจอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกแห่งกามารมณ์ ที่ผสมกับความรักความอบอุ่น จึงตราตรึงอยู่ในหัวใจตลอดมา มันเป็นกามารมณ์ที่แตกต่างจากการไม่ได้รัก ชั่วครั้งชั่วคราว ผ่านมาและก็ผ่านไป เขารับรู้ความรู้สึกของน้องชายที่เฝ้ามองเขาตั้งแต่ลงจากรถ ทักทายคนโน้นคนนี้ เขารู้ว่าน้องชายอยากให้เขาเข้าไปกอด และไปทักทาย เขาอยากทำ แต่เขาก็ทำไม่ได้
พนาวันพยายามสลัดความคิดต่างๆ ออกไป ถอดเสื้อผ้า เปลือยเปล่า เพื่อให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลาย หยิบผ้าเช็ดตัวมาพันกาย เพื่ออาบน้ำให้สดชื่น เตรียมไปร่วมงานรับปริญญาของน้องทั้งสองคน ซึ่งตอนนี้งานเลี้ยงที่สนามหญ้าคงเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นชาวบ้านที่ให้ความเคารพนับถือบุญอุ้ม ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำที่คอยช่วยเหลือพวกเขา ให้งานทำในเรือกสวนไร่นา ให้เช่าที่ทำมาหากิน เป็นวิถีชีวิต แบบชนบทที่ค่อนข้างหาได้ยากมากในปัจจุบัน พอมีงานทีหนึ่ง ชาวบ้านก็จะมาช่วยกันตระเตรียมจัดงาน เตรียมอาหาร สถานที่ ช่วยเหลือกันทุกอย่าง
พนาวันเปิดฝักบัว ปล่อยให้น้ำเย็นฉ่ำ ราดลดลงบนร่างกาย ปล่อยอารมณ์ให้ว่างเปล่า มีความสุขกับสายน้ำที่พรั่งพรู ลงบนทั่วอณูของร่างกาย เขาหลับตา เอาใบหน้ารองรับกับน้ำจากฝักบัว เสียงเพลงเบาๆ จากเครื่องเล่นที่เขาเปิดไว้ ทำให้สดชื่น ร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางก็ผ่อนคลาย เขาลูบไล้ฟองสบู่ไปทั่วเรือนร่าง ตั้งแต่หน้า ลำคอ หน้าอก เรื่อยต่ำลงมา ถึงท้องน้อย เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ประกอบกับความเสียวซ่าน อารมณ์พลุ่งพล่านไปกับมือของใคร ที่จับและลูบไล้ส่วนนั้นของเขา พร้อมกับเบียดร่างกายอันกำยำ อบอุ่นมาทางด้านหลัง ร่างกายของคนสองคนที่เปลือยเปล่าล้อนจ้อน คนหนึ่งประชิด โอบกอดมาด้านหลัง เนื้อแนบเนื้อ ใต้สายน้ำที่ไหลมาจากฝักบัว ทั้งสองกอดจูบกัน ปล่อยให้อารมณ์แห่งตัญหาราคะ ล่องลอยไปตามครรลองของมัน โก้เบียดบดร่างกายท่อนล่างของตนเอง ให้แนบแน่นกับก้นที่โค้งงอนของพี่ชาย ความโหยหามานานทำให้ไฟรักครั้งนี้มันเผาผลาญอย่างรุนแรงเหลือเกิน มันค่อยลุกไหม้ อย่างช้าๆ เมามันกับการขยี้ เผาผลาญ จนรุนแรงโหมกระหน่ำ อย่างไม่หยุดหยั้ง พนาวันปล่อยอารมณ์ของตนเอง สนองกับการกระแทกกระทั้นนั้นอย่างเต็มที่ ไม่เก็บกดอารมณ์แห่งราคะ ปล่อยอารมณ์ให้ไปสู่จุดหมายอย่างอย่างมีความสุขแห่งแรงปรารถนา ทั้งสองกอดกันแน่น ต่างฝ่ายต่างซุกไซร้ กอดจูบกันไปทั่วเรือนร่างอันเปลือยเปล่านั้นจนทุกสิ่งทุกอย่างมาจบลงที่บนเตียง นอนกอดกันอย่างมีความสุขที่ท้วมท้น
“พี่วันครับ ทำไมพี่วันมาถึงแล้ว ไม่ทักทายผมเลย ผมเสียใจนะครับ”
“โก้ พี่คิดถึงโก้ใจแทบจะขาด อยากโผเข้าไปกอดมาก แต่คนเราก็ต้องเข้มแข็ง เพื่อให้อะไรมันดีกว่า”
“ผมก็ไม่รู้นะครับ ว่าอนาคตชีวิตเราทั้งสองคนจะเป็นเช่นไร แต่ ณ วันนี้ผมจะทำให้ดีที่สุด ผมจะรักพี่วันตลอดไป”
“ความรักเป็นสิ่งสวยงาม จงรัก และมีความสุขกับมัน แต่อย่าหลงเพลินกับความสุขนั้น เพราะทุกข์ สุข ไม่ได้อยู่กลับใครนานแสนนานได้ มันเป็นสัจจธรรมของชีวิต สิ่งที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ต่างหาก”
ทั้งสองนอนกอดก่าย คุยกันอย่างมีความสุข จนลืมไปว่าทุกคนรอทานข้าว และร่วมสังสรร อยู่ที่สนามหญ้า แม้นมาศ แม่งานของบ้านนี้ ต้องมาตามถึงห้องนอน เธอรู้ดีตลอดถึงความสัมพันธ์ระหว่างโก้ และพนาวัน แต่เธอเลือก ที่จะไม่บอกใคร ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกสถานการณ์ที่เกิดภายในบ้านหลังนี้ เธอรู้ดีทุกอย่าง เพราะความที่อยู่มานาน เป็นเพื่อนบ้าน และแม่บ้านที่ใกล้ชิดสนิมสนม เป็นที่ไว้ใจของทุกคนโดยเฉพาะจันทร์ เธอถือว่าแม้นมาศ เป็นทั้งเพื่อน และแม่บ้านที่คอยดูแลเธอ และครอบครัวเป็นอย่างดี ทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันดังนั้นความสนิทสนม และไว้ใจจึงมีมากกว่าคนอื่น
“คุณวัน เร็วๆ ค่ะ ชาวบ้านและทุกคนรออยู่นะคะ”
“ครับป้าแม้น เดี๋ยวผมตามไปครับ ขอโทษครับ พอดีงีบหลับไปนิดหนึ่ง”
แสงอาทิตย์ ยามบ่ายแม้จะร้อนอบอ้าว แต่ลมธรรมชาติ ก็ช่วยให้คลายความร้อนลงได้ เพราะมีพัดลม ช่วยพัดพาความร้อนให้จางไปอีกแรงหนึ่ง พนาวันก้าวเข้าไปในสนามหญ้า ซึ่งถูกตบแต่งด้วยดอกไม้ ต้นไม้ และดอกเอื้องอย่างสวยงาม ชัยมาถึงก่อน กำลังสนุกสนานกับชาวบ้านที่มาร่วมงาน แสดงความดีใจกับวิไลวรรณ และโก้ พร้อมต้อนรับเขาที่กลับมาเยี่ยมบ้าน พ่อนั่งร่วมโต๊ะกับชาวบ้าน โดยมีป้าแม้น และดอกแก้ว ยืนคอยดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร วิไลวรรณ และโก้ ยืนต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้าน บางคนก็นำดอกไม้มาร่วมแสดงความดีใจ นำเงินใส่ซองเล็กๆ น้อยๆ มามอบให้ บางคนก็เข้ามาผูกข้อมือด้วยเส้นด้ายที่เตรียมไว้ ตามประเพณีนิยม และวิถีชาวบ้านที่ต้องมีการอวยพรให้ประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าในอนาคต เขาเดินเข้าไปหาวิไลวรรณ และโก้ อวยพรให้ทั้งสองประสบความสำเร็จ และดำเนินธุรกิจการเกษตรของพ่อให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป พร้อมกับนำวิชาความรู้นั้นมาพัฒนา ต่อยอดขยายงานธุรกิจ ให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมและอยู่อย่างมีความสุข ไม่ถูกเอารัด เอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ที่มาซื้อและกดราคาผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้าน
โก้ มีความสุขมาก ที่ได้เจอพี่ชาย เขาอยากอยู่ใกล้ชิด สนิทสนม เคียงข้างกายตลอดไป แต่ก็ทำไม่ได้ เขาเข้าใจดี ที่พี่ชายดูห่างเหิน หมางเมินเขา เมื่อเจอเขาต่อหน้าคนอื่น เพราะไม่อยากให้ใครต่อใครรับรู้ถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของพวกเขา ได้แต่มองหน้ากันเมื่อเจอกัน ส่งสายตาและรอยยิ้มให้กันและกันเขาก็มีความสุขแล้ว เขามองหน้าพี่ชาย และกล่าวขอบคุณที่มาอวยพรในความสำเร็จให้เขา
“พี่วันคะ ตามดอกแก้วมาทางนี้ค่ะ”
“ทำไม มีอะไรเหรอดอกแก้ว”
“มีคนต้องการพบพี่วันคะ”   
พนาวันเดินทักทายชาวบ้าน พูดคุยด้วยตามประสาคนคุ้นเคย และเห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ หลายคนเข้ามาโอบกอด แสดงความคิดถึงและความรักห่วงใย จากนั้นก็เดินเลี่ยงตามดอกแก้วออกไปจากงานเลี้ยง ซึ่งก็ไม่พ้นสายตา ของสองคน ที่คอยจ้องมอง และแอบสังเกตุการณ์อยู่ คนแรกคือโก้ เขาจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เมื่อเห็นความสนิทสนมของดอกแก้ว และพนาวัน ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ที่เขาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ เขารู้สึกครอบครอง เป็นเจ้าของพนาวัน ไม่อยากสูญเสีย ไม่อยากแบ่งปันความรักนี้ไปให้ใคร เพราะพนาวันคือบุคคลที่ชุบชีวิตใหม่ให้เขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่มีพี่ชายคนนี้ ป่านนี้ชีวิตเขาจะเป็นเช่นไร คงกลายเป็นขอทาน หรือกุ๊ยข้างถนนไปแล้ว
ส่วนคนที่สองคือสายตาของแม้นมาศ ที่คอยสอดส่งดูแลความเป็นไปในครอบครัวนี้ ทั้งนี้เพื่อคอยจัดการ หรืออำนวยความสะดวกทุกอย่างให้สมาชิกในครอบครัวมีความสุข สะดวกสบายในเกือบทุกด้าน เธอจึงเป็นเสมือนแม่ใหญ่ ที่คอยจัดการทุกเรื่องและทุกงาน เพราะเธอได้รับการไว้ใจจากบุญอุ้ม และภรรยาเป็นอย่างมาก ในการให้เข้านอกออกในได้เต็มที่ เสมือนหนึ่งสมาชิกในครอบครัว พนาวัน และวิไลวรรณ แทบจะเรียกเธอ เป็นแม่ที่สองเลยทีเดียว เพราะจันทร์ นั้นป่วยกระเสาะ กระแสะมาตลอด ทำงานหนัก หรือหยิบจับอะไรแทบไม่ได้
“เซอร์ไพรส์”
“เฮ้ย เอื้อม ชุ มาได้ยังไง”
“มาตามสายลม แห่งความคิดถึงจ๊ะ”
เอื้อมพร และวิชุดา แอบมาร่วมงานโดยไม่ได้บอกพนาวัน หรือนัดหมายกัน เธอทั้งสองเดินทางมาพักที่โรงแรมในตัวเมืองเชียงราย โดยก่อนหน้านี้ได้แอบโทรมาหาโก้ เพื่อสอบถามถึงกำหนดการ วันงานรับปริญญา ความดีใจทำให้ทั้งสองโผกอด พนาวันแน่น ตามประสาเพื่อนสนิท ที่ไม่ได้เจอกันนานหลังจากเรียนจบแล้ว
“ทำไม ไม่บอกกันเลยนะ จะได้เตรียมตัวต้อนรับ”
“โอ้ย.. ถ้าบอกจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์เหรอจ๊ะ”
“ปะ เข้าไปในงานเถอะ กำลังเริ่มพอดีเลย”
สาวสวยจากกรุงเทพฯ สองนาง เดินทักทาย และสวัสดีคนที่รู้จักในงานอย่างเป็นกันเอง และคุ้นเคย ทั้งสองดูโดดเด่นเป็นสง่า ท่ามกลางชาวบ้าน และผู้มาร่วมงาน จากกริยาท่าทางและการแต่งกายที่ทันสมัยแตกต่างจากผู้มาร่วมงานทั้งหลาย ทำให้ชาวบ้าน และผู้มาร่วมงานต่างจ้องมองเธอทั้งสองจุดเดียว โดยเฉพาะวิไลวรรณ เธอมองทั้งสองคนด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด เพราะจากประสบการณ์คราวที่แล้ว ทั้งสองได้สร้างความไม่ประทับใจไว้กับเธอ โดยการเข้าประชิดตัวโก้ และทำตัวสนิทสนมต่างๆ นาๆ เธอก็ไม่เข้าใจตนเองว่า อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มันเกิดขึ้นอีกแล้ว มันเป็นความรัก หรือการกลัวที่จะสูญเสียของเล่นของเธอชิ้นหนึ่งไป เธอแยกไม่ได้ระหว่างความรัก และการครอบครอง
“พี่ทั้งสองแสดงความดีใจด้วยนะ น้องวิ และโก้”
“แหม ถ้าไม่ได้โทรหาโก้ ก็คงไม่ทราบเลยนะ ว่ามีงานวันนี้”
“แล้วทำไม พี่ไม่โทรหาพี่วัน หรือโทรหาวิละค่ะ”
“แหม น้องวิก้อ โก้กับพวกพี่ค่อนข้างสนิทกันนี่จ๊ะ”
คำพูดนี้ ทำให้วิไลวรรณ หน้าแดง ร้อนขึ้นมาทันที ด้วยความรู้สึกหวง เหมือนมีใครกำลังจะมาแย่งของรักปานนั้น เธอสะบัดหน้ารีบ เดินเลี่ยงออกไปจากที่นั้นทันที เดินตรงไปร่วมวงของบุญอุ้ม พนาวัน ชัย และกลุ่มชาวบ้านอื่นๆ บางครั้งเธอก็คิดว่าการที่ได้ครอบครอง นั่นแหละคือความรักที่ได้รับ การบังคับใจของเธอนั้นมันยากเหลือเกิน เธอสับสนว่าระหว่างเธอกับโก้นั้น มันคือความรักหรืออะไรกันแน่
ชาวบ้าน และแขกผู้มาร่วมงานเริ่มทะยอยกลับแล้ว เหลืออยู่ไม่กี่คน บุญอุ้มให้พนาวัน พาเพื่อนๆ มานั่งรวมกันที่โต๊ะใหญ่ สรวลเสเฮฮา ด้วยกัน เขาก็กล่าวขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงาน และก็พูดคุยหยอกล้อลูกๆ เพื่อนๆ ของลูกตามปรกติ บางครั้งก็พูดถึงเรื่องเก่าๆ ในอดีต ที่พอจำได้ ทุกคนนั่งฟังไป หัวเราะไป โดยมีดอกแก้ว แล้วป้าแม้นคอยดูแลเรื่องเครื่องดื่มและอาหาร
“ตอนเป็นเด็กนะ เจ้าวัน มันดื้อโดนตีบ่อยมาก”
“แต่ตอนนี้ ไม่เห็นดื้อเลยค่ะ คุณลุงขา เอื้อมพรยังแอบชอบเลย ฮะฮ่า”
“สงสัยพวกเรา ต้องย้ายมาอยู่กับคุณลุงแล้วหละค่ะ เอื้อมพร ปลื้มพนาวัน ส่วนหนูปลิ้มโก้ค่ะ”
“อุ้ย เธอชอบกินเด็กค่ะ คุณลุง”
บุญอุ้ม หัวเราะลั่น สนุกสนาน กับความช่างพูดของเด็กสาวสองคนที่มาจากกรุงเทพฯ สามารถสยบให้ทุกคนฟังเรื่องราวที่เธอทั้งสองเล่าอยากออกรส ความมั่นใจ การพูดเก่ง บวกกับการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ทันสมัย ทำให้สองคนดูโดดเด่นในงานมากที่สุด เธอทั้งสองเข้าได้กับทุกคนในงาน หนุ่มๆ ชาวบ้านพากันมอง ให้ความสนใจเป็นพิเศษ บางคนเข้ามาเกี้ยวพาราสี ด้วยความเมา
กาลเวลานอกจากจะค่อยๆ พรากอายุของคนเราให้แก่ชราลง กาลเวลายังทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป พร้อมเป็นตัวชี้วัดว่าคนเราที่จริงแล้วเป็นอย่างไร ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนนั้นยังใช้ได้อยู่เสมอ บุญอุ้มก็ย่อมชราลงไปตามกาลเวลานั้น โดยไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ก่อนที่เขาจะจากโลกใบนี้ไป เขาก็อยากเห็นลูก เป็นฝั่งเป็นฝา มีลูกเต้า หลานเหลนสืบตระกูล แต่เขาก็ไม่เคยเห็นพนาวัน มีผู้หญิงคนไหนเลยที่มาข้องเกี่ยว ยกเว้นเพื่อนสาวสองคน ที่เห็นว่าใกล้ชิดสนิทสนม และไปมาหาสู่กันบ่อยๆ
“ตกลง หนูสองคนนี่ใครเป็นแฟนของเจ้าวันมันอะ”
“หนูเองค่ะ เอื้อมพรค่ะเหมาะสมที่ซู้ด เลย”
“แล้วฉันหละยะ วิชุดาก็เหมาะสมนะคะ คุณลุง”
“อย่างเธอนะ ต้องโน่น โก้โน่น ซึ่งก็แอบชอบพี่ชุ เขาอยู่ใช่ไหมจ๊ะโก้”
สองสาวรู้ว่าบุญอุ้ม ถามขึ้นมาเล่นๆ จึงตอบไปเพื่อความสนุกสนาน และให้บรรยากาศครึกครื้น ทุกคนที่นั่งฟังอยู่หัวเราะร่า โดยเฉพาะพนาวัน เขาหัวเราะดังลั่น  เพราะฤทธิ์สุราที่ดื่มเข้าไป
“เอะ แต่เราว่าจะให้พ่อไปสู่ขอวิชุดาอยู่นะ เอื้อมพร ฮะฮะฮ่า”
ในขณะที่หลายคนสนุกสนากับการแซว พูดเล่นกันของบุญอุ้ม และสองสาวที่มาจากแดนไกลนั้น มีบางคนที่ไม่ได้ชื่นชอบบทสนทนานี้เลย มันเป็นเหมือนหอกดาบที่ถาโถมเข้ามาในจิตใจ ทำให้เธอเจ็บปวดไปทั้งร่างกาย เธอไม่ชอบสองสาวนี้ตั้งแต่แรกเจอแล้ว แต่ก็ทนเก็บไว้ในใจ ไม่ได้แสดงกริยาท่าทางให้คนในบ้านรู้ว่าเธอรู้สึกเช่นไร เพราะยังไงก็เป็นแขกของบ้าน คนเรานั้นบางครั้งก็ซ่อนเร้นตัวตนที่แท้จริงไว้ข้างใน น้ำนิ่งย่อมไหลลึกเสมอ ปล่อยให้คนหลงกลแหวกว่าย ท้ายที่สุดก็ต้องเจอกับอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ น้ำมีคลื่นซัดให้เห็นชัดเจน เป็นไปตามธรรมชาติของมัน ซึ่งอาจจะไม่มีอันตรายใดๆ แฝงเร้นเลย เพียงแต่คนเรากลัว จินตนาการหลากหลายไปเอง ไม่อยากลงแหวกว่าย เข้าใกล้ ให้เกิดอันตราย ในขณะที่น้ำที่อยู่ในคนนั้นอยากที่จะหยั่งถึง และรู้สึกได้ว่าร้อนหรือเย็นเพียงใด
วิไลวรรณ รู้สึกอึดอัด ร้อนวูบวาบขึ้นมาทันที เมื่อบทสนทนาของสองสาวพาดพิงมาถึงโก้ พร้อมกับสายตาที่เจ้าชู้ หยาดเยิ้มส่งประกายมาทางชายคนที่เธอเป็นเจ้าของ เธอรู้สึกเกลียด และอยากกระโดดตบสองสาวให้เจ็บปวดจากการพูดจานั้น แต่เธอก็ทำไม่ได้ เก็บกดอารมณ์ของเธอไว้ภายใน เธอรู้สึกเจ็บปวด เหมือนโดนเข็มมันทิ่มลงมาในจิตใจเธอ ความรักของเธอนั้นมันคือการครอบครอง เป็นเจ้าของ เธอจึงยอมไม่ได้ถ้าจะสูญเสียของชิ้นนั้นไป แต่เธอหารู้ไม่ว่า ยังมีอีกสองคนที่เจ็บปวดรวดร้าวไม่แพ้เธอ เมื่อได้ยินบุญอุ้มถามว่าแฟนของพนาวันคือใคร ความคิดของพวกเขาเตลิดไปไกลว่า ใครคนหนึ่งในสองสาวนั้น จะต้องเป็นคนรักของพนาวัน ดอกแก้วมองเห็นกริยาของโก้ ที่กำลังยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม เขาวางมันทันที พร้อมกับชักสีหน้าแห่งความไม่พอใจออกมา คนส่วนใหญ่นั้นถึงแม้จะพยายามเก็บอารมณ์ซ่อนลึกๆ ไว้ในใจ แต่ถ้าสังเกตุให้ละเอียด ดูให้เป็น และยิ่งรู้ลึกตื้นหนาบางแล้วนั้น จะเห็นอารมณ์แห่งไฟที่ซ่อนเร้นออกมาได้อย่างชัดเจน ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจเสมอ
ไฟที่ร้อนแรงมันย่อมเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างได้ในบัดดล ไฟของหัวใจของคนเราที่มีกิเลสตัญหาแฝงเร้นอยู่ มันย่อมร้อนรน ทรมานเหลือเกิน โก้จะเอาอะไรมาดับมันได้ เขากลัวเหลือเกินว่าวันใดวันหนึ่งต้องสูญเสียพี่ชายที่รักไป แล้วเขาจะไม่เหลือใคร และเหลืออะไรเลย เขาลงทุนมาไกลเสียแล้ว ไม่สามารถเดินย้อนกลับได้ ยอมกระโดดให้มอร์เตอร์ไซด์ที่พนาวัน และชัยขับมาชน เพื่อที่จะได้มีโอกาสมาอยู่ในครอบครัวที่พร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง เขาคงยอมไม่ได้ถ้าต้องสูญเสียโอกาสเหล่านี้ไป และพี่ชายที่รักจะต้องไปเป็นของคนอื่น แต่งงานกับวิชุดา และจากเขาไป
โก้ลุกจากเก้าอี้ เดินออกจากวงสนทนาไป โดยมีสายตาของคนหนึ่งแอบมองและสังเกตุอากัปรกริยาของเขาตลอด ดอกแก้วก็เจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจไม่แพ้กัน เธอร้องไห้ในใจเมื่อได้ยินพนาวันบอกว่าจะไปสู่ขอวิชุดา พี่ชายสุดที่รักที่เคยหยอกล้อสนิทสนมกันตั้งแต่เด็ก จะต้องจากเธอไปแล้วจริงหรือ ถึงแม้เธอจะเข้าใจในสัจจธรรม ว่าไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนในชีวิตมนุษย์เรา แต่มันเจ็บปวดนักกับการที่จะต้องยอมรับความจริง เธอคงได้แต่เฝ้ามองคนที่เธอแอบรักอยู่ห่างๆ เพราะไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ปล่อยให้เขามีความสุข ดำเนินชีวิตตามครรลองไป ความรักไม่ใช่การครอบครอง ขอให้มีสิทธิรักก็พอ
“เป็นอะไรเหรอดอกแก้ว เงียบเชียววันนี้”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ป้าแม้น”
“ป้ารู้ และเข้าใจความรู้สึกของหนูนะ”
“เข้าใจว่ายังไงค่ะ ป้าแม้น”
“ความรักเป็นสิ่งสวยงาม จะทุกข์ จะสุขอย่างไร ก็จงรักไป แต่หนูน่าจะไขว่คว้า ดิ้นรนมากกว่านี้นะ”
“หมายความว่ายังไงค่ะป้า”
“คือ...ถ้าเรารักใครสักคน ก็ควรให้เขารับรู้ว่าเรารักเขา ไม่ใช่เก็บไว้ในใจ แล้วมันจะมีประโยชน์ อย่างไร ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้รับรู้ การบอกรักใคร ใครก็ชอบ ดีกว่าไปบอกว่าเกลียดเขา”
แม้นมาศ รู้ความเป็นไปทุกอย่างในบ้านหลังนี้ เพียงแต่เธอไม่พูด ได้แต่เก็บไว้ในใจ เธอเข้าใจความรู้สึของดอกแก้วดี ว่ามันเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด ที่เห็นคนรักของตัวเองมีความสุขอยู่กับคนอื่น และต้องสูญเสียเขาไป อยากจะบอกรักเขา อยากจะดูแลเขาก็ทำไม่ได้ อยากใกล้ชิดก็ยิ่งยาก เพราะการเป็นกุลสตรี ที่มีประเพณีมากมายกางกั้น จนทำให้ผู้หญิงขาดความกล้าที่จะบอกรักผู้ชาย ทั้งที่คำว่ารักมันมีคุณค่า สวยงาม แต่ถ้าบอกออกไป ไม่ถูกบุคคลก็จะโดนย่ำยีความรู้สึก ให้เสียใจได้ บอกรักผู้ฟังน่าจะดีใจที่มีคนมารัก ดีกว่ามีคนมาเกลียด ผู้หญิงถ้าลองรักใครมาก ก็จะฝังใจ ไม่สามารถเปลี่ยนไปรักใครได้ง่ายๆ หวานอมขมกลืน อยู่ภายใน ปล่อยให้ความรักมันทิ่มแทงหัวใจอยู่ลึกๆ แอบมอง แอบรัก และชื่นชมอยู่ไกลๆ
ทุกคนสนุกสนานสรวลเสเฮฮากัน จนลืมวันและเวลา ปล่อยให้ผ่านไป ชาวบ้านทะยอยกันกลับ บุญอุ้ม ปล่อยให้ลูกๆ และเพื่อนๆ สนุกสนานกันต่อ ส่วนตัวเองก็ขอตัวขึ้นไปพักผ่อนบนเรือน นานๆ จะมีงานเลี้ยง และทุกคนมาพร้อมหน้า พร้อมตากัน เขาก็สุขใจไปนาน คิดถึงจันทร์ เมียคู่ทุกข์ คู่ยากที่จากไปแล้ว ถ้ายังมีชีวิตอยู่เธอคงได้เห็นภาพแห่งความสุข เห็นความเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้าน ที่ความเจริญทางวัตถุได้เข้ามาเยือน ได้ร่วมเห็นความเติบโตและความสำเร็จของลูกๆ เธอไม่น่าจะอายุสั้นเลย น้ำของเขาเอ่อล้นออกมา ภาพเก่า ความทรงจำแห่งอดีตมันล่องลอยเข้ามาในจิตใจ เป็นเพราะเขาหรือเปล่าที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นความไม่ซื่อสัตย์ ความมักมากทำให้เขาต้องสูญเสียภรรยาสุดที่รักไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ
อารมณ์เป็นสิ่งที่ต้องควบคุมไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป เพราะอารมณ์ที่ร้อนแรงย่อมเหมือนไฟที่สามารถแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างได้ อารมณ์แห่งความปรารถนาที่มีมากเกินไปสมัยที่ยังหนุ่มแน่นนั่นแหละที่ทำให้เขาแอบมีมะลิ ซ่อนไว้ในเมือง เพื่อคอยดูแลเอาใจใส่ เติมเต็มช่องว่าง ที่จันทร์มีให้เขาไม่ได้ แต่เพราะอารมณ์นี่แหละที่ได้ทำลายความรู้สึกดีๆ และทำให้เขาเกิดความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนั้น บุญอุ้มนอนทบทวนเรื่องราวมากมาย บางมุม บางเรื่องก็ทำให้เขาอมยิ้มได้ และบางเรื่องก็ทำให้น้ำตาไหล นี่แหละชีวิต ทุกข์สุขมิได้อยู่กับใครนาน มาแล้วก็ไป วนเวียนแบบนี้อยู่ตลอด บุญอุ้มเผลอหลับไปอย่างมีความสุข มาสะดุ้งตื่น เมื่อมีเสียงเอะอะโวยวายอยู่ด้านล่าง พร้อมกับเสียงเคาะประตู
“คุณค่ะ คุณ เกิดเรื่องอีกแล้วค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้น แม้น”
“คุณวิค่ะ คุณวิชุดา เพื่อนคุณวัน จมน้ำตาย”
บุญอุ้ม รีบเดินตามแม้นมาศไปยังที่เกิดเหตุ มันเป็นที่ๆ เดิมที่สมภพได้เสียชีวิตลง ลักษณะของศพก็ไม่ต่างกันคือเหมือนคนนอนหลับ หน้าตา เนื้อตัว สีผิวซีดเผือด เพราะจมน้ำมานาน ชาวบ้านที่มาทำสวน ทำไร่ในเขตที่ดินของเขา บางคนก็พูด ซุบซิบกันว่า สมภพอยากได้เพื่อน คงเหงา บางคนก็บอกว่าเจ้าที่แรง หนุ่มสาวที่มาจากกรุงเทพฯ ต้องทำอะไรไม่ถูกต้อง ไม่สำรวม ให้ความเคารพเจ้าป่าเจ้าเขา ต่างคนต่างพูดกันต่างๆ นาๆ  เขามองเห็นน้ำตาของลูกชายเอ่อล้นออกมา เพราะการสูญเสียเพื่อนอีกคนหนึ่ง มีโก้ยืนโอบไหล่ช่วยพยุงพนาวันไว้ เอื้อมพรยืนร้องไห้อยู่ข้างๆ
“เกิดอะไรขึ้นค่ะคุณพ่อ ดูซิสองศพแล้วนะ มานอนตายที่เดียวกันด้วย”
“แล้วใครแจ้งญาติ พี่น้องเขาหรือยัง”
“ค่ะ พี่วันดำเนินการแล้ว ดอกแก้วก็แจ้งตำรวจแล้วค่ะ”
ตำรวจเข้ามาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใดๆ ได้ข้อสรุปเพียงว่าจมน้ำตาย ญาติๆ ก็มารับศพของวิชุดา ไปทำบุญกุศลที่กรุงเทพฯ ไม่ได้เอาความใด เพราะคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ บุญอุ้มจัดให้มีการทำบุญครั้งใหญ่ ตามประเพณีของคนเหนือ เพื่อปัดรังควาน นำสิ่งไม่ดีออกจากบ้านไป
“เฮ้อ...ทำบุญแล้วก็สบายใจนะ เรื่องร้ายทำไมมาเกิดที่บ้านเราก็ไม่รู้”
“นั่นสิครับ เพื่อนของผม มาเสียชีวิตที่นี่สองคนแล้ว”
“อย่าคิดอะไรมากเลย พ่อวัน พวกเขาไปดีแล้ว เหลือพวกเรานี่แหละ ที่ต้องดิ้นรนกันต่อไป”
“ครับพ่อ วันรู้สึกเหนื่อยมากเลย ใจมันหดหู่ ยังไงไม่รู้บอกไม่ถูกครับ วันคงอยู่ต่อ พักอีกสองสามวัน ค่อยกลับไปทำงาน”
“วันเอ๋ย พักผ่อนให้มากๆ นะลูก พ่อเข้าใจ อยู่กับน้องทั้งสองให้พวกเขาหายคิดถึงก่อนก็แล้วกัน”
บุญอุ้มอยากจะเอื้อนเอ่ย บางเรื่องออกมา ก็คงยังไม่เหมาะสมในเวลานี้ สภาพจิตใจของพนาวัน ยังคงไม่พร้อมที่จะรับฟังเรื่องราว ที่เขาอยากจะเห็นลูกชายคนนี้เป็นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัว มีลูก มีหลานให้เขาได้ชื่นชมก่อนที่เขาจะสิ้นอายุขัย ไปตามกาลเวลา การสูญเสียแม่ และเพื่อนไปถึงสองคนนั้นย่อมทำให้จิตใจ และร่างกายของลูกชายไม่พร้อมที่จะรับฟัง ความรู้สึกของเขา ใบหน้าที่หมองเศร้า กินไม่ได้นอนไม่หลับของพนาวัน ก็ทำให้เขาทุกข์ใจมากเหมือนกัน บรรยากาศรอบๆ มันดูเศร้า เหงาอย่างบอกไม่ถูก จึงรอจังหวะ เวลาให้พร้อมกว่านี้ที่จะบอกให้ลูกชายทราบว่าเขาได้เตรียมเจ้าสาวที่เพียบพร้อมทุกอย่างไว้ให้แล้ว เพียงแต่รอปรึกษา และการตัดสินใจจากลูกชายของเขาเท่านั้นเอง
“พี่วันครับ เป็นยังไงบ้าง”
โก้โผล่เข้ามาเข้าร่วมวงสนทนาของสองพ่อลูก เขาทนเห็นพี่ชายที่รักของเขา มีความทุกข์ เศร้าไม่ได้ ถ้าเขาสามารถมีความรู้สึกเหล่านั้นแทนได้เขาจะทำ ความรักที่เขามอบให้พี่ชายคนนี้ไปจนหมดหัวใจแล้ว สามารถทำให้เขาเจ็บปวดรวดร้าวแทนได้ ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นมานานแสนนาน ตั้งแต่ที่ได้พบครั้งแรก ชะตาได้กำหนด และลิขิตแล้วให้เขาเป็นแบบนี้ เขายอมรับในสภาพ และความรู้สึกแบบนี้ ไม่สนใจว่าเขาจะเป็นอะไร เขารักพี่ชาย ยากที่จะหาใครมาทดแทนได้ และยอมไม่ได้หากมีใครมาแย่งชิงหัวใจดวงนี้ของเขาไป
“โก้มาก็ดีแล้ว อยู่เป็นเพื่อนพี่เขาหน่อยนะ พี่เขาจะได้รู้สึกดีขึ้น”
“ครับพ่อ พ่อไปพักผ่อนเถอะครับ บ้านเราช่วงนี้เกิดเรื่องราวบ่อย ทำบุญแล้วเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นครับ”
พนาวัน สุดกลั้นความรู้สึกหลายอย่างที่ครุกรุ่นอยู่ในจิตใจไว้ได้ เขาโผล่เข้ากอดโก้ ร่ำไห้ออกมา โดยไม่เก็บกักอารมณ์ไว้ มันเป็นอารมณ์ ที่สุดเศร้า เหงา ว้าเหว่ สูญเสียและอีกหลากหลายอารมณ์มารวมตัวกันในคราเดียว จึงเหมือนระเบิดเวลา ที่รอการปะทุออกมา เขาปล่อยโฮ สะอื้นไห้ หน้าซบอยู่กับอกของโก้ โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งได้แต่เพียงโอบกอดคนที่เขารักไว้ ไม่พูดไม่โต้ตอบใดๆ เขาเพียงอยากให้พี่ชายที่เขารักรู้สึกดีขึ้น อบอุ่น ได้ระบายความรู้สึกหลายอย่างที่อัดอั้นไว้ ออกมาให้หมด เพราะเขาก็มีความสุขเหมือนกันที่ได้มีโอกาสปกป้องดูแลพี่ชายสุดที่รักคนนี้
ความอบอุ่นจากการได้สัมผัสร่างกายของกันและกัน บวกกับหัวใจรักที่มีให้กันและกัน ย่อมทำให้ไฟแห่งความปรารถนาทางกามารมณ์คุกรุ่นขึ้นมาได้เร็วกว่าปรกติ จากการโอบกอดธรรมดานั้น เป็นการลูบไล้ยั่วยุให้กิเลสเกิดขึ้นมาโดยฉับพลัน ทั้งสองเบียดเสียดร่างกายแนบแน่นประหนึ่งจะให้เป็นร่างเดียวกัน ริมฝีปากอันเรียวบางของพี่ชายที่เขารักได้รับการบดขยี้จากเขาอย่างสุดซึ้ง ร่างกายอันเปลือยเปล่าของเขาทั้งสองกอดก่ายกันไปมา ทั้งสองต่างรู้รสรักของกันและกันมาก่อน ทั้งเชิงรุกและเชิงรับที่ต่างฝ่ายเคยมอบให้กัน จึงทำให้ความสุขทางกามารมณ์ทางกายและใจสมบูรณ์แบบแห่งความปรารถนานั้น
ทั้งสองไม่อาจจะรู้ได้ว่าบทรักของเขาแต่ละครั้งนั้นหาได้เล็ดลอดไปจากสายตาของใครคนหนึ่งได้ คนๆ นี้ได้แอบเก็บความรู้สึก เจ็บปวดไว้ในใจลึกๆ ตลอดมาไม่เคยปริปากพูดใดๆ ออกไปให้ใครรับรู้ถึงความสัมพันธ์ลึกๆของทั้งสอง รวมทั้งความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวที่เก็บไว้มานาน ความอัดอั้น ความเสียใจ มันสุมอยู่ในใจของคนๆ นี้ รอวันที่จะปะทุออกมา ดังภูเขาไฟ ที่หลอมละลาย เร่าร้อนอยู่ภายใน ถ้าวันใดที่ระเบิดออกมา คงเผาไหม้สิ่งที่ขวางหน้าเป็นจุลไป
พนาวัน และโก้นอนกอดกัน ด้วยความรักและความอบอุ่นที่ทั้งสองมีให้กัน สิ่งนี้เกิดขึ้นภายในใจโดยที่ไม่คาดคิดและวางแผนมาก่อน มันเป็นความรักที่บริสุทธิ์ที่ทั้งสองมีให้กัน อาจจะเป็นเพราะความใกล้ชิดสนิทสนมให้วัยเด็ก หรือเป็นพรหมลิขิต ชักนำให้ทั้งสองมาเจอกัน คนสองคนได้พบ ได้เจอกันนั้นคงไม่ใช่เรื่องธรรมดา หากเป็นสิ่งมหัศจรรย์ มากกว่า เพราะไม่ทราบได้ว่าใครเป็นผู้ลิขิต ขีดเส้น หรือชักนำให้ได้มาเจอกัน
“พี่วันครับ ตื่นได้แล้ว”
โก้ปลุกพี่ชายที่รัก ที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ โดยการหอมแก้มซุกไซ้ใบหน้าไปตามต้นคอ ขนตาที่ยาวงอน ใบหน้าขาวใสสะอาด ดูยังไงก็สวยงาม มากกว่าผู้หญิงหลายคน ผิวกายขาวใส สะอาดสะอ้าน นอนเปลือยเปล่าอยู่ในอ้อมกอดของเขา
“ได้ยินเสียงรถเข้าประตูรั้วมาอะ พี่ต้องรีบไปแล้ว เดี๋ยวมีใครเห็น”
“ทำไมพี่วัน ต้องไปสนใจคนอื่นด้วยครับ เขารู้เขาเห็นก็ช่างเขาสิ”
“โก้ พี่ไม่อยากให้พ่อ และน้องเสียใจกับเรื่องนี้นะครับ”
พนาวันรีบอาบน้ำแต่งตัว เพื่อออกไปต้อนรับชัย ที่กำลังคุยกับพ่อ และน้องสาวของเขาอย่างออกรส ตามประสาคนรู้จักและคุ้นเคยกัน ชัยเป็นเพื่อนสนิทคนเดียวที่สามารถเข้านอกออกในกับครอบครัวนี้ได้เหมือนกับญาติสนิทคนหนึ่ง ทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้านหรือว่างเขาจะแวะเวียนมา ทานข้าว หรือค้างคืนที่นี่ทุกครั้ง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน โดยเฉพาะบุญอุ้ม เขาหายห่วงลูกชายของเขา ก็เพราะมีชัยที่คอยดูแล เอาใจใส่พนาวันทุกอย่าง และความสนิทสนมของชัยกับครอบครัวนี้ ก็เป็นที่อิจฉา และไม่ชื่นชอบของใครบางคนอยู่
“ดอกเอื้องกำลังบานเชียวครับ คุณลุง”
“ใช่ แม้นมาศ กับโก้นั่นแหละหามาประดับ และปลูกต้อนรับเจ้าวันมันนะ”
“ใช่ครับ วันจะชอบดอกไม้ชนิดนี้มากเลย”
“พี่วันนะชอบแต่ดอกไม้ แต่ไม่เห็นพาแฟนมาแนะนำพวกเราเลยเนาะ พี่ชัย”
ชัยได้แต่อมยิ้ม ที่วิไลวรรณ น้องสาวสุดที่รักของพนาวันพูดถึงคำว่าแฟน พวกเขาไม่รู้เลยหรือว่าเพื่อนรักของเขานั้นไม่ได้เป็นผู้ชายร้อยเปอร์เซ็น เต็มตัวอย่างเขา เขารักเพื่อนคนนี้มาก จึงไม่สนใจ ว่าจะเป็นเพศไหน เพราะคบกันที่ใจมากกว่า คนเรานั้นได้รู้จัก ได้คบกับคนดีๆ สักคนนั้นถือว่าเป็นบุญแล้ว เพศไม่ได้บ่งบอกว่าใครเป็นคนดี หรือเลว แต่การเวลาต่างหากที่สามารถพิสูจน์คำว่าเพื่อนได้
“คุยอะไรกันอยู่ครับผม สนุกสนานเชียว”
“อุ้ย พี่วันมาแล้ว มานี่ กำลังโดนนินทานะ”
วิไลวรรณ เดินมาคว้าแขนพี่ชายคนเดียวของเธอ เข้าร่วมวงสนทนาทันที ทุกคนพูดจา หยอกล้อกันบ้าง คุยถึงเรื่องอนาคตของแต่ละคนว่าอยากจะทำอะไรกัน มีแต่ความครื้นเครงในวงสนทนาตลอดเวลา ไม่มีใครเอ่ยปากพูดถึงเรื่องเศร้าที่เพิ่งผ่านไป เพราะแต่ละคนก็ไม่อยากทำลายบรรยากาศ และรื้อฟื้นอดีตที่ไม่น่าจดจำ ให้พนาวันเสียใจมากไปกว่านี้ อดีตไม่ควรเป็นผีปีศาจที่คอยหลอกหลอนคนเราให้เศร้าโศกเสียใจ หรือหวาดกลัวไปกับมัน แต่อดีตควรเป็นครูที่ให้บทเรียนที่ดีกับทุกคน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นมาอีกในอนาคต
“บ้านเรามีแต่เรื่องราว เศร้าๆ เกิดขึ้นหลายครั้ง พ่ออยากมีงานมงคลบ้างจังเลย”
“จัดงานอะไรดีค่ะพ่อ วิก็อยากให้มีงานสนุกๆ ใหญ่ที่บ้านเราบ้าง”
“ต้องขึ้นอยู่กับวันแล้วหละ”
“ทำไมต้องขึ้นอยู่กับผมละครับพ่อ”
“ก็มันเป็นงานของลูกนะ พ่อคิดไว้ตั้งนานแล้ว”
“คุณลุง บอกพวกเราเลย เร็วครับ ตื่นเต้นจัง พวกเราจะได้เตรียมตัว”
“ตอนนี้พ่อก็แก่แล้ว อยากเห็นลูกๆ โดยเฉพาะเจ้าวันมันเป็นฝั่งเป็นฝาซะที”
“แต่วันยังไม่มีใครนี่ครับคุณลุง หรือว่า.....”
“ใช่แล้ว ลุงคิดว่า ดอกแก้ว เป็นผู้หญิงที่พร้อมสำหรับวัน”
พนาวันพูดอะไรไม่ออก เหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอ พ่อคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นผู้ให้กำเนิดเขา เป็นผู้มีพระคุณล้นพ้น เขาจะปฏิเสธการณ์นี้ได้อย่างไร ยิ่งถ้าแม่ของเขาอยู่ด้วย ก็คงจะเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่พ่อพูด เพราะทั้งสองท่านย่อมมีเจตนาดี และตรองแล้วจึงได้ตัดสินในสิ่งนี้ เขาได้แต่นิ่งอิ้ง ความรู้สึกตอนนี้มันสับสนหลายอย่าง เหมื่อนคลื่นที่ซัดเข้าซัดออกจากฝั่งทะเล เสียงมันดังครืนๆ อยู่ในหัวของเขา หัวใจของเขามั่นสั่นรัว เต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เป็นเพราะความดีใจ แต่เป็นเพราะความตกใจไม่คาดฝัน กับสิ่งที่พ่อพูด
“พี่วัน วิดีใจด้วยนะ คิดแล้วเชียว ในที่สุดวิก็ได้พี่สะไภ้ และเป็นดอกแก้วจนได้”
วิไลวรรณ รู้สึกโล่งใจ และดีใจกับสิ่งที่พ่อของเธอได้ประกาศแจ้งออกมา ต่อไปเธอไม่ต้องคอยหวาดระแวงความสัมพันธ์ของดอกแก้ว กับโก้อีกต่อไป ไม่ต้องคอยสอดส่อง ติดตามโก้ และดอกแก้วทุกฝีก้าว และไม่ต้องคอยเกรี้ยวกราดใส่ทั้งสองคนเมื่อเห็นเขาอยู่ใกล้ชิดกัน เธอมีความสุขใจ เหมือนได้รับของรางวัลชิ้นใหญ่จากพ่อของเธอ มันเป็นความโล่งใจ เบาใจในสิ่งที่ตัวเองเคยคิด เคยจินตนาการเองจนเครียดหลายครั้ง จิตใจที่เร่าร้อน ร้อนรน ทำให้เธอแสดงออมาทางกายด้วยการเกรี้ยวกราดใส่ผู้คนรอบข้าง จนหลายๆ คนไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับเธอ
นอกจากวิไลวรรณแล้วที่จะมีความสุขใจ อิ่มเอมในความรู้สึกที่จะได้เห็นพนาวันเป็นฝั่งเป็นฝา เพราะมันถึงเวลาแล้วที่เด็กหนุ่มคนนี้จะมีครบทุกสิ่งทุกอย่าง ตามที่เธอวาดฝันไว้ แม้นมาศ ผู้ที่เห็น และช่วยเลี้ยงดูพนาวัน ตั้งแต่เด็กจนโต ดีใจ ยิ้มจนแก้มปริ เธอหวังไว้เสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่เธอคิด เธอเห็นเด็กสี่คนเติบโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เห็นปัญหา เห็นความรัก ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอฝันไว้ว่าครอบครัวนี้ต้องเป็นไปตามแบบแผนที่เธอวางไว้ ดอกแก้วเด็กสาวที่เพียบพร้อมไปทุกอย่าง กุลสตรีที่ดีงาม เป็นแม่บ้านแม่เรือนที่สามารถดูแลพนาวันได้ อาจจะแตกต่างทางด้านการศึกษา แต่เธอเป็นคนไฝ่รู้ คอยศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง และเธอควรได้เป็นเมียเอกของพนาวัน ได้ครอบครองเขาและมีความสุขในบ้านหลังนี้ ตามจินตนาการ และมโนคติที่แม้นมาศได้วาดฝันเอาไว้
แต่ในมุมหนึ่งของสนามหญ้า หลังต้นมะม่วงต้นใหญ่ ที่มีกอของดอกเอื้องขึ้นอยู่เต็ม กำลังออกดอกช่อ ชูไสว รับแสงอรุณยามเช้า ทั้งเอื้องฟ้าเอื้องคำส่งกลิ่นหอมนวลมาแต่ไกล โก้อาศัยเป็นที่กำบังแอบฟังเรื่องราวที่แต่ละคนกำลังสนทนากันอยู่ หัวใจของเขาแทบสลาย ร่างกายเหมือนมีเข็มทิ่มลงมาทั่วร่าง เขาเจ็บปวดใจแสนสาหัส น้ำเอ่อล้นคลอเบ้า เมื่อทราบว่าบุญอุ้มจะจัดงานแต่งงานของพนาวันและดอกแก้วขึ้นในเร็วๆ นี้ เขาไม่ต้องการสูญเสียผู้ที่เป็นทุกอย่างของเขาไปให้ใคร เขามาไกลได้ขนาดนี้เพราะพี่ชายสุดที่รัก ที่เป็นแรงผลักดัน ให้กำลังใจ ให้ทุกสิ่งอย่างกับเขา ภาพต่างๆ ในอดีต ตั้งแต่วันที่เขาตัดสินใจกระโดดให้รถมอร์เตอร์ไซด์ชน เพื่อได้มาอยู่กับพี่คนดี ใจดีที่เขาเลือกแล้ว ผลุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ในมโนคติของเขา เขาร่ำไห้กับความเจ็บปวดที่ได้รับในวันนี้ เรี่ยวแรงหมดสิ้น อ่อนล้าไปทั่วร่างกาย เขาทรุดตัวลงนั่งใต้ต้นมะม่วง ร่ำไห้อยู่ตรงนั้น
“โก้ มานั่งทำอะไรที่นี่ ทำไมไม่ไปร่วมวงสนทนากับเขาหละ”
โก้เงยหน้ามองดอกแก้ว ด้วยความโกรธ แววตาแห่งความเคียดแค้น แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว นี่คือผู้หญิงที่จะมาเป็นพี่สะใภ้ของเขา เป็นคนที่จะมาทำลายความฝัน ความรักของเขา จะมาพรากดวงใจอันเป็นสุดที่รักของเขาไป เขาย่อมรับไม่ได้ อารมณ์ที่ร้อนระอุภายใน เป็นแรงผลักดันให้ร่างกายกระทำอะไรก็ได้ที่สามารถทำลายสิ่งที่ขวางอยู่ข้างหน้าให้กลายเป็นจุล เปรียบเหมือนภูเขาไฟที่สามารถระเบิดเป็นธารร้อนเผลาผลาญสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้มอดไหม้ ให้เป็นเถ้าถ่านสีดำลงได้ โก้วิ่งตรงเข้าใส่ดอกแก้ว จับไล่ดอกแก้วบีบและเขย่าด้วยความโกรธ
“เธอ ดอกแก้ว เธอแย่งทุกสิ่งทุกอย่างจากฉันไป เธอ เธอ ใจร้ายมาก”
“โอ้ย เกิดอะไรขึ้น โก้ ปล่อยนะ”
ดอกแก้วตกใจกลัวจนตัวสั่นหวีดร้องด้วยเสียงดัง เธอไม่เข้าใจในคำพูด และการกระทำของโก้ ทำไมจากเด็กหนุ่ม ที่เงียบขรึม สุภาพ เรียบร้อย ตอนนี้ เหมือนดังมีผีห่าซาตานสิงอยู่ในร่างของเขา
“เกิดอะไรขึ้นอะโก้ ปล่อยดอกแก้วเดี๋ยวนี้นะ”
แม้นมาศโผล่ เข้ามาเป็นคนแรก และตามมาด้วยทุกคนทีได้ยินเสียงร้องของดอกแก้ว
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ ดอกแก้ว ร้องเสียงหลงเชียว”
“เอ้อ...ไม่มีอะไรค่ะคุณลุง ดอกแก้วเจองูค่ะ”
ดอกแก้วไม่อยากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต เธอจึงจำใจโกหกทุกคนว่า เธอเจองู ตกใจกลัว จึงร้องเสียงดัง ส่วนโก้เข้ามาพอดี
“งั้น โก้ก็ปล่อยดอกแก้วได้หละ ปล่อยเดี๋ยวนี้”
วิไลวรรณ บอกให้โก้ปล่อยมือจากไหล่ดอกแก้ว เพราะความโกรธ และหึงหวง ทั้งที่เคยบอกตัวเองเสมอว่าจต้องระงับอารมณ์ของตัวเองให้ได้ไม่ว่าสถานการณ์ใดๆ แต่ท้ายที่สุดเธอไม่เคยทำได้ อารมณ์ของเธอมักจะมาก่อนเหตุผลและชนะเธอเสมอ เธออยากจะตรงเข้าไปทำร้าย ตบตี ทั้งสองคนอย่างที่เคยทำ แต่โชคดีที่มีคนอยู่เยอะ จึงช่วยให้ทั้งสองรอดพ้นไปได้
“โบราณ ท่านว่าไว้นั้นถูกจริงๆ เลยนะดอกแก้ว คนที่จะเจอเนื้อคู่ จะได้แต่งงาน มักจะเจองูเสมอ”
“หมายความว่าไงอะ วิ”
“พ่อจะไปสู่ขอเธอ และให้เธอได้แต่งงานกับพี่วัน และเธอก็จะได้เป็นพี่สะใภ้ฉันนะซิ”
ดอกแก้ว รู้สึกเบาหวิว ล่องลอย พยายามหยิกตัวเอง ว่าฝันไปหรือเปล่าที่จะได้แต่งงานกับ คนที่เธอรักและบูชามาตั้งแต่เด็กๆ ความฝันของเธอเป็นจริงแล้วหรือ ที่ผ่านมาเธอได้แต่เก็บงำ  ซ่อนเร้นความรู้สึกนี้ไว้ ยามเมื่อเจอพี่ชายที่น่ารัก เธอรู้สึกตื่นเต้นดีใจ หัวใจสั่นรัว เหมือนกับใครมาตีกลองอยู่ในหัวใจ มันเป็นความสุขที่เธอได้รับในชีวิตที่ดีที่สุด เธอไม่คิดฝันว่ามันจะเป็นจริง เธอบอกตัวเองเสมอว่า ของที่เป็นของเธอย่อมเป็นของเธอ ถ้าไม่ใช่ของเธอ มันก็ไม่ใช่ของเธอ เธอทำใจไว้นานแล้วตั้งแต่ที่เห็นพนาวัน และโก้มีอะไรกัน เธอยอมรับมันได้ เพราะหัวใจดวงนี้ของเธอ มันเป็นหัวใจที่บริสุทธิ์ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก และเธอก็ได้เลือก และตัดสินใจแล้วที่จะมอบให้กับชายในฝันของเธอ ชีวิตคนเรามีสุข เมื่อมีรัก ได้มาซึ่งคนรักและสมหวัง มีทุข์เมื่อรักไม่สมหวัง ไม่ได้มาซึ่งคนที่ตนเองรัก ชีวิตของเธอมันไม่ได้มีอะไรมากมาย มาไกลได้เท่านี้เธอก็ดีใจ และมีความสุขมากที่สุดแล้ว เมื่อมีความรักที่ไม่ได้หวัง แต่สมหวัง สำหรับเธอมันช่างสุขใจเหลือเกิน
หลังจากทุกคนได้รับข่าวดีของดอกแก้ว และพนาวัน ก็แยกย้ายกันไป ชัยโอบกอดเพื่อนรักอย่างเข้าใจ ว่าเพื่อนต้องทุกข์ใจขนาดไหน ในเมื่อความรู้สึกภายใน กับสภาวะของร่างกายมันขัดแย้งกัน เขามองหน้าเพื่อน เห็นสายตาดวงกลมโตที่เคยสดใส ตอนนี้มันเศร้านัก เพือนของเขาไม่ได้มีความสุขกับข่าวดีนี้เลย เขารู้ สงสารเพื่อนอย่างจับใจ แต่สุดที่จะทัดทานไม่ให้มีการแต่งงานได้
“ชัย เราส่งนายแค่นี้นะ”
“แล้วนายจะทำยังไงต่อไป”
พนาวันโผเข้ากอดชัย ปล่อยโฮ ร้องไห้กับความคับข้องใจนี้ เขาไม่สามารถปฏิเสธพ่อได้ เขาไม่เข้มแข็งพอที่จะบอกพ่อว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ชายร้อยเปอร์เซ็น ร่างเป็นชาย แต่ใจเป็นหญิง เขาไม่รู้จะทำอย่างไร ทุกอย่างมันสับสนวกวนอยู่ในใจ พ่อจะรับได้หรือ ถ้าเกิดรับรู้ในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ชื่อเสียงหน้าตาของผู้ใหญ่บุญอุ้ม ที่ชาวบ้านนับหน้าถือตาก็ต้องถูกทำลายลงเพราะตัวเขา สังคมภายนอก ในเมืองใหญ่อาจจะยอมรับเพศที่สามได้ เปิดกว้างและให้โอกาส เท่าเทียมกันกับทุกเพศ ชายรักชาย หญิงรักหญิง ถือเป็นเรื่องธรรมดาได้ แต่สังคมเล็กในหมู่บ้านเขาหละ แน่นอนหลายคนอาจจะไม่สนใจ ยอมรับความเป็นไปของตัวเองได้ แต่ครอบครัวเขา มีลูกชายเพียงคนเดียว เขาไม่อยากให้พ่อ และน้องผิดหวังในตัวเขา เขาร้องไห้ อย่างสุดกลั้นได้ ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจไหลล้นออกมาจนหมด
ชัยเข้าใจและรับรู้ทุกอย่างในตัวเพื่อน เขาไม่เคยรังเกียจในความเบี่ยงเบียนนี้ เพราะเขารักเพื่อนคนนี้มาก เพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งเที่ยวเล่น กินนอนด้วยกัน บางครั้งเขายังเผลอใจให้กับเพื่อนสุดที่รักของเขาด้วยซ้ำ เพราะความอ่อนหวาน ความสวยงามของดวงหน้า ผิวขาวสะอาดสะอ้าน เกินความเป็นชายของเพื่อน ใครๆ มองพนาวันเหมือนเทพบุตร ในนิยาย ที่ถูกปั้น ถูกหล่อหลอมให้สวยงามเกินความเป็นหญิง และชาย ไปไหนมีแต่คนหลงรักในรูปงามนั้น ไม่ว่าหญิงหรือชาย ตัวเขาเองยังแอบปลื้ม มองพนาวันเป็นเหมือนเจ้าชายตัวน้อยน่าทะนุถนอม เขาจึงคอยปกป้อง ห่วงใยเพื่อนคนนี้เสมอมา
“ร้องเถอะวัน ร้องให้สบายใจนะ”
“เราจะทำยังไงดีชัย”
“สิ่งที่ทำได้ก็คือ ยอมรับความจริง กล้าเผชิญกับความเจ็บปวดของตัวเอง และของผู้อื่น”
“เพื่ออะไรหละ”
“บางครั้งคนเราก็ต้องเจอกับความเจ็บปวดก่อน เจอความหอมหวานนะวัน”
“เราสามารถยอมรับความจริงได้ แต่เราไม่สามารถให้พ่อต้องมารับความจริงอันแสนเจ็บปวดนี้ได้”
“คนเราหนีความจริงไม่พ้นนะวัน ต่อให้เราปกปิดความจริงไว้ ยังไงสักวันมันก็ตัองได้รับการเปิดเผย”
ขณะที่ทั้งสอง กำลังนั่งปลอบใจกันและกันอยู่นั้น พวกเขาไม่ทราบว่ามี โก้และป้าแม้นได้ผ่านมาเจอและแอบฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ ซึ่งป้าแม้น ก็ไม่รู้ว่าโก้ ยืนแอบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้อีกฝั่งหนึ่งเช่นกัน ในใจของแต่ละคนนั้นมันสับสน วุ่นวายเสียเหลือเกิน ยากที่จะบังคับใจไม่ให้ไปตามอารมณ์ได้ หัวใจของโก้มีแต่ความร้อนรน เศร้าโศรก เสียใจ ปนเปกันไปหมดจนไม่สามารถจับต้นชนปลายได้ เขาไม่สามารถรับได้ถ้าต้องสูญเสีย คนที่เขารักและเทิดทูนสุดหัวใจไป ส่วนแม้นมาศเธอมีความรู้สึกแปลกๆ มีความสุขที่ทราบว่าพนาวัน จะได้แต่งงานกับดอกแก้ว ซึงเธอเห็นพัฒนาการของทั้งสองคนนี้มาตั้งแต่เด็ก เธอยิ้มอยู่ภายใน เหมือนผู้มีชัยชนะในเกมส์การแข่งขันอะไรสักอย่างหนึ่ง
“ปล่อยพี่วันเดี๋ยวนี้ พี่ชัย”
“เฮ้ยโก้ ทำอะไรอะ”
ยังมิทันที่พนาวันกับชัย จะผละแยกออกจากกัน โก้ ไม่สามารถระงับความโกรธและความหึงหวง ที่จะสูญเสียคนรักได้ เขาปล่อยหมัดขวาเข้าใส่ใบหน้าชัยอย่างแรง จนชัยเซล้มลงไปกองกับพื้น พนาวันเข้าห้ามผลักโก้ ให้ห่างออกไป
“หยุดเดี๋ยวนี้นะโก้ ทำอะไรอะ”
“ผมไม่ยอมสูญเสียพี่วันให้ใคร”
“หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่หยุด เราจะไม่คุยกันอีก”
คนๆ เดียวเท่านั้นที่จะสามารถห้ามโก้ ให้หยุดได้ พนาวันพี่ชายที่เขาบูชา และได้เลือกแล้วตั้งแต่ที่เจอกันวันแรก ผู้มีพระคุณ ในทุกอย่าง ชุบชีวิตเด็กเร่ร่อนคนนี้ให้มีชีวิตใหม่ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นร้อยเท่า เขาหยุด เขาทำอะไรก็ได้เพื่อคนที่เขารักมีความสุข ขอเพียงคนที่เขารักบอกมา
“เกิดอะไรขึ้นค่ะคุณวัน”
แม้นมาศผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด โผล่ออกมาจากที่ซ่อน ทำทีเหมือนไม่รู้เรื่องราว เข้ามาสอบถาม เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย และลุกลามใหญ่โต เธอแทบจะระงับความสุขที่ซ่อนเร้นภายในไว้ไม่ได้ เมื่อเห็นเหตุการณ์นั้น
“อ้อ... ไม่มีอะไรครับป้าแม้น เราเดินมาส่งชัยนะครับ เขากำลังจะกลับบ้าน”
ทุกคนแยกย้ายกันไป ทำหน้าที่ของตนเอง ชัยกลับบ้านไป พนาวันกลับไปพักผ่อนที่ห้อง โก้กลับไปทำงาน ดูแลคนงาน ในไร่ในสวนตามปรกติ แต่จิตใจของเขาขุ่นมัวไม่ได้สดชื่นเหมือนปรกติ เขาครุ่นคิดถึงการสูญเสียที่ใกล้จะมาเยือน ขาดพี่ชายที่เขารัก แล้วเขาจะอยู่อย่างไร ดำเนินชีวิตอย่างไร เขาทำใจยอมรับไม่ได้ เพราะความรู้สึกรักและเป็นเจ้าของมันฝังลึกสุดใจ ความสับสนมันวกวนอยู่ในสมองของเขาตลอดเวลา เขาจะทำอย่างไรดี เพื่อไม่ให้การแต่งงานของพี่ชายและดอกแก้วเกิดขึ้น ความรักของเขาคือการครอบครอง เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเจ้าของ และเขารู้ว่ามันก็ไม่ใช่เป็นความต้องการของพนาวันเช่นกัน ที่จะต้องไปร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนที่ไม่ได้มีใจเสน่หา
โก้เร่งรีบกลับบ้าน เมื่อตะวันเริ่มคล้อยลับทิวเขา อาบน้ำแต่งตัว รีบทานข้าว จนป้าแม้นสังเกตุเห็นความลุกลี้ลุกลน ผิดปรกติ แต่ก็ไม่ได้สอบถามอะไร ปล่อยให้เด็กหนุ่มทานข้าวอยู่ในห้องครัวคนเดียว ส่วนตัวเธอ ออกไปทำหน้าที่ดูแลโต๊ะอาหาร กับดอกแก้ว ที่ลานบ้านตามปรกติ ซึ่งวันนี้มีแต่วิไลวรรณ บุญอุ้ม นั่งทานข้าวเย็นด้วยกันสองคน พนาวันบอกว่าปวดหัว ขอเข้านอนแต่หัววัน ความเจ็บป่วยทางใจต่างหาก ที่ส่งผลทำให้ร่างกายของเขาบอบช้ำ ความเครียดในการคิด และการแก้ไขปัญหาไม่ตก เขาไม่สามารถปฏิเสธความรัก ความหวังดีของผู้มีพระคุณได้ เขาอาจจะหลอกคนอื่นหลายคนได้ แต่เขาหลอกตัวเองไม่ได้ เพราะใจมันรู้อยู่ตลอดเวลาว่า เขาไม่ใช่ผู้ชาย และเขาไม่ได้รักดอกแก้วในเชิงชู้สาว เขาจะทำอย่างไร ไม่ให้มีการแต่งงานระหว่างเขาและดอกแก้วเกิดขึ้นได้ เขานอนซมอยู่บนเตียง คิดไม่ตก ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง อ่อนล้าไปหมด
“พี่วันครับ พี่วัน เป็นอะไรหรือเปล่า”
เสียงเรียกนั้น เขาจำได้ แม้ไม่ลืมตา พนาวันโผกอดโก้ ร่ำให้ อยู่ในอ้อมกอดของคนที่ตนรัก เขาไม่ทราบเหมือนกันว่าความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรและตั้งแต่เมื่อไหร่ มันเป็นความรู้สึกผูกพันธ์ตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่วันแรกที่เขาได้พบกับเด็กคนนี้ การได้รับความเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด การปกป้องเอื้ออาทรที่ได้ให้กันตลอดมา จึงสั่งสมกลายเป็นความรักความเสน่หาขึ้นเป็นโซ่คล้องใจโดยไม่รู้ตัว
“พี่วัน อย่าร้องไห้สิครับ มันต้องมีทางออก”
“พี่ไม่รู้จะทำยังไงดีอะโก้ มันเจอทางตันไปหมด”
“ไม่เป็นไรครับพี่วันอย่างน้อย เราก็ยังสามารถยื้อเวลา ยืดการแต่งงานออกไปได้”
โก้ แนะนำให้พนาวันรับปากเรื่องการแต่งงาน แต่ขอกลับไปทำงานก่อน เคลียร์งาน เสร็จแล้วค่อยกลับมา ตามฤกษ์งามยามดีที่บุญอุ้มได้หาไว้ ทั้งสองมีความรู้สึกดีขึ้นบ้าง โล่งอกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ทั้งสองนอนกอดกัน อย่างมีความสุข ปล่อยให้ธรรมชาติแห่งอารมณ์ทำหน้าที่ของมันไป ต่างคนต่างไม่ฝืน ปล่อยให้อารมณ์แห่งความรักและตัญหาโลดแล่นไปตามเพลงแห่งรัก ที่ทั้งสองมีให้กันมานาน ความหฤหรรษ์ ทางกามารมณ์ทำหน้าของมันอย่างเต็มเปี่ยม ร่างกายกำยำเปลือยเปล่าของทั้งสองนอนกอดก่ายกันอย่างมีความสุข ถ้าเป็นภาพทางศิลป ก็นับว่าเป็นภาพที่สวยงาม สมส่วนได้ที่ ร่างหนึ่งบึกบึ้น หนุ่มแน่นกล้ามหน้าท้องเป็นลอน เห็นได้ชัด ผิวเข้ม ตัดกับอีกร่างหนึ่ง ที่ขาวนวลผ่อง ดุจดังร่างกายของหญิงสาว ถ้าเป็นการร่วมรักระหว่างหญิงกับชาย หลายคนคงอดชื่นชมไม่ได้ว่ามันช่างเหมาะสมกลมกลืน ประดุจสวรรค์สร้าง หรือช่างปั้นได้งดงามยิ่ง ทั้งสองนอนหลับ กอดก่ายกันไปมาอย่างมีความสุข หลับลึก เพราะความเหนื่อยอ่อน จากเพลงกามารมณ์ที่ได้ปรนเปรอให้กันและกัน โดยไม่ได้ทราบว่าประตูห้องนอนของพวกเขา ได้ถูกใครบางคนค่อยๆ แง้มเปิดออก จนคนๆ นั้นได้เห็นร่างอันเปลือยเปล่าของทั้งสอง ที่นอนกอดกันอยู่
“โก้ๆ วันๆ ลูกรัก ทำไมถึงทำกับพ่ออย่างนี้”
บุญอุ้มรู้สึกผิดหวัง เจ็บแปลบที่หัวใจ น้ำตาของลูกผู้ชายได้หลั่งออกมาอีกครั้งด้วยความบอบช้ำของจิตใจกับภาพที่เห็น หลังจากที่จันทร์ เมียรักของเขาตาย เขาไม่เคยร้องไห้อีกเลย แต่มาครั้งนี้เขาเสียใจเป็นที่สุด ร่างกายอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงไปหมด ที่รับรู้ว่าลูกชายสุดที่รักของเขาเป็นผู้ชาย ที่รักผู้ชายด้วยกัน เขาไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นในชีวิต และครอบครัวของเขา ใจของเขามันปวดร้าวไปหมด ความฝันความหวังที่จะให้ลูกแต่งงานมีครอบครัว มีหลานให้อุ้ม มันพังทะลายสิ้น ทำไมเขาไม่รู้ ทำไมเขาโง่แบบนี้ ไม่เคยสังเกตุเห็นอะไรในตัวลูกชายของเขาเลย รู้จักแต่เปลือภายนอกของเขา แต่ภายในจิตใจเขาไม่ทราบเลย เขาร้องไห้ ปริ่มจะขาดใจ ค่อยๆ ย่องเดินกลับมาที่ห้อง
“พี่บุญอุ้ม เจอคุณวันไหม”
บุญอุ้มตกใจ เมื่อเจอแม้นมาศนั่งรออยู่ในห้อง เขารีบปรับเปลี่ยนอารมณ์ และความรู้สึก พร้อมกับรีบเอามือปาดน้ำตา ไม่อยากให้แม้นมาศเห็น
“เจอ เขาคุยอยู่กับเจ้าโก้อยู่ ก็เลยไม่ได้เข้าไปคุยด้วย”
“อ้อ...งั้นพี่นอนเถอ ฉันชงน้ำชาไว้ให้ละ ดื่มก่อนนอนจะได้หลับสบาย”
“ขอบใจนะแม้นมาศ เธอนี่ก็ดีนะอยู่กับครอบครัวเรามานาน ดูแลเป็นอย่างดีมาตลอด”
“แม้น ก็มีเหตุผลของตัวเอง และแม้นก็รักที่นี่ค่ะ”
“เอาละ เดี๋ยวฉันจะเข้านอนพักผ่อนละ พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้า”
แม้นมาศ เดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้บุญอุ้ม นั่งจิบชา คิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งได้พานพบมา มันเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ที่เคยเจอมาในชีวิต ลูกชายที่เขาทั้งรัก ห่วง และหวงนั้นเกิดมาเป็นชายรักชาย เขารับได้ไหม รับไม่ได้ก็ต้องรับ ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว เผลอจิบชาจนหมดถ้วย ล้มตัวลงนอน โดยหารู้ไม่ว่าแม้นมาศแอบสังเกตุการณ์อยู่ตรงหลังบานประตู อย่างใจจดจ่อลุ้นให้เขาดื่มชาจนหมดถ้วย เมื่อเห็นบุญอุ้มล้มตัวลงนอนได้สักพัก เธอก็เข้ามาห่มผ้าให้บุญอุ้ม ปิดไฟหัวเตียง ดับไฟทุกดวงในห้อง ของบ้าน ทุกคนคงหลับกันหมดแล้ว และเธอก็เดินกลับไปยังที่พักของเธอ ด้วยความสุขใจ กับบางสิ่งบางอย่างที่เธอเพิ่งได้กระทำลงไป และมันก็สำเร็จอย่างที่เธอได้คิด ได้วางแผนเอาไว้
ความมืดค่อยเลือนลางหายไป แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์เริ่มตัดขอบฟ้าสีดำ ทำให้เกิดแสงสีทองเรืองๆ อยู่บนขอบฟ้าไกล เสียงไก่ขันรับกันเป็นทอดๆ ปลุกให้ชาวบ้านตื่นขึ้นมาเตรียมหุงหาอาหาร เพื่อพร้อมที่จะไปทำไร่ไถนาตามประสา ร่างอันเปลือยเปล่าของสองชายหนุ่มยังคงนอนกอดก่ายกันภายใต้ผ้าห่มอันอบอุ่นอยู่ ทั้งสองกอดกันแน่นเหมือนไม่อยากแยกร่างออกจากกัน โก้ค่อยผยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งเบาๆ ให้เกิดเสียงน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนพี่ชายสุดที่รักของเขาให้ตื่น เขามองดูใบหน้าที่กลมใส ขาวสะอาดปานดวงหน้าของเด็กสาววัยรุ่น ทุกส่วนสัดขาวเนียนไปทั้งเรือนร่าง นอนหลับตาพริ้ม ขนตายาวงอน ใบหน้าหวานนละมัย มันเป็นดวงหน้าของผู้หญิงมากกว่า เขาค่อยก้มหน้าลงจูบแก้มพี่ชายของเขา ใช้มือลูบไล้ไปทั่วเรือนร่าง เพื่อกระตุ้น ปลุกปั่นอารมณ์แห่งรักให้เกิดขึ้นอีกครั้ง พนาวันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองหน้าโก้ ส่งรอยยิ้มให้ และดึงเขาเข้ามากอดแนบเนื้ออีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่จะเริ่มต้นอะไรมากมาย ทั้งสองต้องตกใจกับเสียงหวีดร้องของวิไลวรรณที่ดังลั่นบ้าน
“ว้าย...ช่วยด้วย....ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”
เสียงกรีดร้องที่ดังของวิไลวรรณ ได้ปลุกทุกคนในบ้านให้วิ่งตรงมายังห้องของบุญอุ้ม โดยมีพนาวัน โก้ มาถึงก่อน ส่วนดอกแก้ว และแม้นมาศวิ่งตามมาถึงภายหลัง
“เกิดอะไรขึ้นวิ เกิดอะไรขึ้น”
พนาวันจับตัวน้องสาว ที่ยืนตัวแข็งทื่อ อยู่ให้รู้สึกตัว เธอยืนนิ่ง น้ำตาไหลพรั่งพรู ช็อคเหมือนกับเจอกับอะไรที่หนักหนาสาหัส พนาวันเขย่าตัวเธอหลายครั้ง จนเธอเริ่มรู้สึกตัว ละล่ำละลักพูดออกมาแทบไม่เป็นสำเนียง
“คุณ...คุณพ่อ.....คุณพ่อเสียแล้วค่ะ”
ทุกคนผละจากวิไลวรรณ ตรงไปยังที่เตียงนอนของบุญอุ้ม พนาวันโผเข้าไปกอด จับชีพจรที่ข้อมือ และเอามือไปอังที่จมูกของบุญอุ้ม เขาแทบเป็นลม เข่าอ่อน เพราะบุญอุ้มนอนนิ่ง ไม่หายใจ เขาร้องไห้ หายใจไม่ออก เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่หน้าอก และลำคอ
“พ่อ พ่อ เสียแล้วจริงๆ”
โก้ เข้ามาประคองพนาวัน เขาสงสารพี่ชายที่รักของเขาเป็นที่สุด ปากก็กระซิบให้พี่ชายเข้มแข็ง ต้องยืนยัดให้ได้ เขาก็เสียใจไม่น้อยไปกว่าทุกคน ที่ต้องสูญเสียผู้มีพระคุณไปอีกคน แต่เขาก็เข้มแข็งพอ รับได้ เพราะผ่านความรู้สึกเหล่านี้มาแล้วมากมาย ดอกแก้ว และแม้นมาศได้เพียงแต่ยืนดู ร้องไห้กับการจากไปของบุญอุ้ม สิ้นบุญของผู้มีพระคุณแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างก็ต้องเปลี่ยนไป ทุกคนเข้ามาโอบกอดกันกันกลางห้อง ร้องไห้ เพื่อปลดปล่อยเข้าความเศร้าโศรกเสียใจที่เกิดขึ้น
“เมื่อคืนป้าก็อยู่ดูแล คุณเขาอยู่นะ เขาบ่นบอกว่าเสียใจอะไรสักอย่างนี่แหละค่ะ”
“เสียใจอะไรหรือครับป้าแม้น”
“เขาบอกว่าไปหาคุณวันที่ห้อง แล้วก็.....”
พนาวันรู้ทันทีว่าป้าแม้นจะพูดอะไรต่อ เขารู้ว่าพ่อต้องไปพบเห็นอะไรที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับโก้แน่นอน เขาปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง โก้เข้าใจความหมายของป้าแม้นเช่นกัน จึงรีบพูดตัดบทออกไป
“เราช่วยกันจัดการเรื่องงานศพของคุณพ่อให้เรียบร้อยดีกว่านะครับ ตั้งสติ แล้วปรึกษากันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป”

 

ตอนที่ 5 ความเปลี่ยนแปลง

                   คนเรานั้นส่วนหนึ่งของชีวิตบางครั้งก็เป็นแค่เพียงจิตวิญญาณ ที่คอยปลดปล่อยให้ตัวเองล่องลอยไปกับความฝัน ภาพวาดที่จินตนาการขึ้นมาเอง และบางทีก็เป็นมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับความจริง ที่เป็นสัจจธรรม ตอนนี้โก้ปล่อยให้ตัวเองเป็นในสิ่งแรก ภาพต่างๆ ในอดีตเข้ามาสิ่งสู่อยู่ในความจริงปัจจุบัน เขายังจำได้ถึงตอนที่เขา พนาวัน วิไลวรรณ และดอกแก้ว ที่เล่นน้ำด้วยกันอย่างสนุกสนานตามประสาเด็กๆ โดยมีวิไลวรรณ เป็นตัวทำลายบรรยากาศอยู่เสมอ
“โก้ ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ให้พี่หน่อยซิ พี่อยากได้ดอกเอื้องฟ้า ช่อนั้น”
“ได้ครับ รอแป๊บหนึ่ง น้องชายคนนี้ทำให้พี่ชายได้เสมอ”
“ว้าว ดอกเอื้อง วิอยากได้ ขอให้วินะพี่วัน”
พนาวันยืนรอน้องชาย ที่ตนเองเป็นคนพาเข้ามาอยู่ในครอบครัว ดำผุด ดำว่ายอยู่กลางสายน้ำ อย่างมีความสุข ตอนนี้เด็กชายโก้ไม่ใช่เด็กน้อย ที่ตนเองเคยพามาว่ายน้ำเล่นเหมือนเช่นแต่ก่อน เขาเป็นหนุ่มที่สะโอดสะอง เป็นผู้ชายเต็มตัว มีร่างกายอันสง่างาม แข็งแรง บึกบึนเพราะได้ใช้แรงกายในไร่นาเรือกสวน และถ้าผู้หญิงหลายคนเห็นเขาในสภาพเปลือยเปล่า ล้อนจ้อนล้อเล่นกับสายน้ำเช่นนี้ จะต้องรู้สึกสะท้านไปทั่วอณูของร่างกาย เขาเบือนหน้าหนีหันไปมองต้นไม้ใบหญ้า ที่เขียวขจี สดชื่น ล้อแสงเดียด ให้โลมเลีย น้ำฝนที่ยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เขาไม่รู้หรอกว่าถ้าเรียนจบแล้วจะได้มีโอกาสกลับมาดูแลสถานที่เหล่านี้ตามเจตนารมย์ ของพ่อหรือเปล่า เพราะชีวิตของเขามันไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อน เขาได้เรียนรู้ และได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ในสังคมเมืองที่ช่างแตกต่างจากสังคมชนบทที่เขาเติบใหญ่มากว่าสิบปี
“นี่แนะ พี่วัน ลงมาเล่นน้ำด้วยกันเดี๋ยวนี้”
พนาวันไม่ทันตั้งตัว เมื่อถูกแรงกระชากของโก้ ทำให้เขาหล่นตูมลงไปในลำคลองอันเย็นฉ่ำทันที เขาสำลักน้ำไปหลายอึก โดยมีอีกฝ่ายหนึ่งยืนหัวเราะอย่างร่าเริง และมีความสุข
“ฮะ ฮะ พี่วัน เป็นไงหนาวไหม”
“เฮ้ยโก้ ทำอะไร พี่เปียกหมดเลย”
ทั้งสองต่างหยอกล้อกัน กวักน้ำ สาดกัน ไปมาอย่างสนุกสนานในลำคลอง เหมือนกับที่เคยเล่นกัน เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ในห้วงสำนึกที่พนาวันเผลอตัวให้ล่องลอย ไปกับความสนุกสนานที่ตนเองคุ้นเคยในอดีต โก้คว้าแขนพี่ชายได้ก็ดึงเข้ามาประชิดตัว กอดรัดแน่นไว้ไม่ยอมปล่อย เขาเบียดทุกสัดส่วนของร่างกายในแนบชิดกับร่างกายของพนาวันอย่างเจตนา จนทำให้พนาวันอ่อนแรงผนวกกับความตกใจที่โก้ปฏิบัติกับตนเช่นนี้
“โก้ทำอะไร ปล่อยพี่เดี๋ยวนี้”
“ไม่ปล่อย ทำไมกับพี่สมภพ พี่วันยอมเขา”
“มันคนละอย่างกัน อย่านะ”
ยังไม่ทันที่พนาวันจะพูดต่อ โก้ประกบปากของตนเองลงบนปากของพนาวัน เขาบรรจงจูบ ละเลงริมฝีปากของตนเอง ให้บดบี้ลงไปบนริมฝีของพี่ชายที่เขารัก จนพนาวันรู้สึกเคลิ้มไปกับรสสัมผัสนั้น ปล่อยให้ร่างกายเป็นไปตามอารมณ์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้น การเคลิ้มไปกับรสจูบนั้น ยิ่งทำให้ฝ่ายรุกได้ใจบดเบียดสัดส่วนท่อนล่างของตนเองให้เสียดสีกับ ท่อนล่างของพนาวันอย่างไม่ลดละ ความบางของเสื้อผ้าที่สวมใส่ของฝ่ายหนึ่งที่เปียกน้ำแนบเนื้อ กับอีกฝ่ายหนึ่งที่เปลือยเปล่า การเสียดสีของสองสิ่งที่กำลังเพิ่มความรุนแรงเร้าร้อนขึ้น ทำให้ไฟตัญหาของทั้งสองยิ่งคุโชนเป็นไฟกองใหญ่ ที่เกือบเผาผลาญสิ่งขวางกั้นให้กลายเป็นจุลได้ แต่ต้องถูกดับลงด้วยเสียงเรียกของวิไลวรรณที่ดังมาทางพงหญ้าริมตลิ่ง
“พี่วัน พี่วัน อยู่ไหนค่ะ”
พนาวันผู้ได้สติก่อน ผลักโก้ให้หลุดพ้นไป เขาผละออกจากที่นั่น เตรียมที่จะโผลขึ้นฝั่ง ตรงไปยังเสียงเรียกนั้น แต่เขาก็หยุด เหมือนกับคิดอะไรได้ เขาหันมามองโก้ด้วยสายตาโกรธจัด น้ำตาแห่งความโกรธและความเสียใจคลอปริ่มที่เบ้าตา เขายกมือขึ้นฟาดเปรี้ยงลงบนหน้าของโก้อย่างแรง
“วันหลังอย่าทำอย่างนี้อีก”
“พีวัน ผมขอโทษ”
วันนั้นทั้งวัน ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกเลย ต่างเก็บเงียบเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้ในใจ โก้ทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์ขับรถพาเพื่อนๆ ของพนาวันตระเวณไปตามแหล่งท่องเที่ยวอันเรืองชื่อของจังหวัดเชียงราย โดยมีวิไลวรรณ กับพี่ชายคอยเป็นไก้ด์สมัครเล่นนำเที่ยว โก้พยายามจะเข้าใกล้พี่ชายของเขา เพื่อหาทางปรับความเข้าใจ แต่ยิ่งพยามเข้าใกล้ เขาก็ดูเหมือนยิ่งห่างไกลจากพี่ชายของเขาทุกที ความหมางเมิน ความห่างเหิน มันบ่งบอกจากการแสดงออกของเขา พนาวันมีท่าทีที่ไม่ใส่ใจ เฉยชา ในสิ่งที่โก้พยายามจะคุยด้วย ตรงกันข้ามกับเอาใจใส่ พเน้าพนอสมภพ อย่างออกนอกหน้าเกินกว่าคำว่าเพื่อน เขาเป็นคนช่างสังเกตุมากไปหรือเปล่า เพราะคนอื่นต่างสนุกสนาน เพลินตาเพลินใจไปกับสถานที่ต่างๆ หรือยิ่งมอง ยิ่งทำให้เขาเห็น ยิ่งพิจารณา ยิ่งทำให้เขารู้ และยิ่งฟัง หูของเขาก็ได้ยินแต่คำหวานๆ ที่พนาวันฉอเลาะกับเพื่อนพิเศษคนนั้น เขาอยากจะวิ่งหนีให้พ้นภาพเหล่านี้ แต่มันก็ตามติดตัวเขาเหมือนกับเงา ความรุ่มร้อน ขุ่นเคือง เดือดพล่านอยู่ภายใน ดูเหมือนสงบนิ่ง ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะระเบิดออกมา เป็นลาวาที่เผาผลาญทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“โก้อธิฐานอะไรอยู่หรึ”
“พยายามจะนั่งสมาธิสักสิบนาที”
“ขอวินั่งด้วยคนนะ”
“เธอนั่นแหละที่จะมากวนอารมณ์ให้เราอารมณ์ขุ่น ไม่สงบ”
“เอะ...เป็นอะไรไป เดี๋ยวนี้เธอทำหมางเมินกับเรามากขึ้น”
วิไลวรรณ แว๊ดขึ้นมาทันที ที่ถูกทำลายความตั้งใจ เพียงเธออยากอยู่ใกล้ชิดคนที่เธอเสน่หาเท่านั้นเอง เธอนั่งลงข้างๆ หลับตาเพื่อพยายามควบคุมอารมณ์ของเธอให้มีสติ อยากมีสมาธิบ้าง เพื่อป้องกันอารมณ์ ที่รู้อยู่เสมอว่าตัวเอง เป็นคนที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ แต่หามีใครรู้ไม่ว่า เธอเพียงต้องการสักคนที่เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญ และมองเห็นความอ่อนแอ ที่อยู่ข้างในของเธอ และคอยป้องปก เติมเต็มอารมณ์ภายในของเธอให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเธอได้คาดหวังว่าจะได้จากชายหนุ่มคนนี้ ที่เธอมองเห็นความแข็งแรง และความแข็งแกร่งของเขามาตั้งแต่เด็กๆ ชายคนนี้ช่วยพ่อของเธอทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า ชายคนนี้ทำไร่ไถนาเป็น ชายคนนี้ขยันขันแข็งในการเล่าเรียน มันเป็นภาพที่เธอเฝ้ามอง และเห็นอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เยาว์วัย จนเข้าสู่วัยหนุ่มสาว เขาเป็นชายคนเดียวเท่านั้นที่เธอคิดว่าปกป้องเธอได้ อ่านความรู้สึก และรู้ความต้องการของเธอเสมอมา ยิ่งสองปีที่ผ่านมา ที่พี่ชายของเธอได้จากไป เธอมีคนๆนี้คนเดียวที่เป็นทั้งเพื่อนเล่น ทะเลาะ สอนการบ้าน ดูแลยามเจ็บไข้ สื่อสารในสิ่งเดียวกันได้รู้เรื่อง แม้กระทั่งร่วมหลับนอนกับเธอ ทุกสิ่งได้ตราตรึง ฝังรากลึกเข้าไปในความรู้สึกของ เหมือนกับรากแก้วของต้นไม้ที่ไม่สามารถขุดรากถอนโคนของมันออกทิ้งทั้งหมดได้
“วิ เราอย่าพึ่งทะเลาะกันเลย เดี๋ยวคนก็จะรู้กันหมดว่า......”
“ว่าอะไรหรึโก้ ว่าเราเป็น.........”
“เป็นอะไรกันหรึจ๊ะน้องวิ”
วิชุดาเห็นทั้งสองคุยกันอย่างได้อรรถรส จึงตรงรี่เข้ามาหาเพื่อร่วมวงสนทนาด้วย ยิ่งเธอเห็นโก้ เด็กหนุ่มที่เธอสนใจตั้งแต่แรกเจอ ยิ่งทำให้เธออยากเข้าใกล้ ตามประสานิยมสมัยใหม่ หรืออาจจะเป็นสังคม สภาพแวดล้อม หรือการเลี้ยงดู จึงทำให้เธอเป็นสาวสมัยใหม่ ที่ชอบใคร ก็แสดงออกถึงความรู้สึกนั้นออกให้ชัดเจน ไม่ต้องตีความ หรือใช้สัญญลักษณ์เป็นตัวแทน
“วิบอกว่าเป็นวัดที่สงบมาก  ถ้าในอนาคตวิไม่สบายใจจะมาที่นี่บ่อยๆ”
“พี่เห็นด้วยนะ พี่ก็คงจะมาที่นี่ทุกปี แต่ว่าในอนาคตไม่รู้โก้จะยังเป็นคนขับรถให้อยู่หรึเปล่า”
“คงไม่มั้งคะ เพราะถ้าเรียนจบแล้วก็คงต้องมาช่วยพี่วันดูแลไร่นา และก็แต่งงานอยู่ที่นี่แหละ”
วิไลวรรณ พูดพลางเปรยสายตามองคนกลาง เหมือนกับจะหยั่งใจ และความรู้สึกของเขา ถ้าเขาเป็นหนังสือก็คงดี อ่านไปก็มีวันจบ และรู้เรื่องราวความเป็นไปของตัวละครที่โลดแล่นอยู่ในนั้น แต่สำหรับเขา มั่นช่างอ่านยากเย็นเหลือเกิน ว่าเขารู้สึกและคิดอย่างไรกับเธอ เขารักเธอ หรือว่าทำไปเพราะสัญชาติญาณของความเป็นมนุษย์ ที่มีความต้องการ และระบายความต้องการทางอารมณ์บางอย่างเท่านั้นเอง มันเป็นคำถามที่เธอพยายามหาคำตอบตลอดมา
บ่ายคล้อย ตะวันใกล้อัสดง เพื่อเปิดโอกาสให้ดวงจันทร์ที่เฝ้ารอมาเป็นวัน ได้ฉายแสงอันนวลใย ให้ความสว่างอันดูอบอุ่นในยามค่ำคืน ทุกคนต่างเหนื่อยล้ากับการท่องเที่ยวมาทั้งวัน อาบน้ำ ทานข้าวเย็นที่ดอกแก้วเตรียมไว้แต่หัวค่ำ จากนั้นก็แยกย้ายกันเข้าห้องส่วนตัวพักผ่อน เพื่อรอทำกิจกรรมในวันต่อไป
โก้ ผู้แบกเอาความเศร้าสร้อยไว้ในใจทั้งวัน ยังคงนั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วง ข้างสนามหญ้า เขานั่งมองดูดอกเอื้องฟ้า และเอื้องคำ ที่ถูกนำมาประดับประดาให้ต้นมะม่วงสวยงามขึ้น มันเป็นความตั้งใจของเขา เพื่อให้พี่ชายสุดที่รักมีความสุข กับดอกไม้สองสี ที่แข่งกันบานยามหน้าร้อน เพื่อให้แมลงได้เชยชม ริ้มรสแห่งความหวานของเกสรได้เพียงปีละครั้ง ความตั้งใจของเขามีมากมาย เพราะรู้ว่าพนาวันชอบ เขาตระเวณ ขอดอกเอื้องทั้งสองชนิดจากชาวบ้าน นำมาใส่กระถางบ้าง แขวนไว้ตามต้นไม้ และนำไปมัดไว้กับกิ่งก้านของมันให้ห้อยระย้าลงมา แต่ดอกไม้เหล่านี้ หาได้รับความสนใจจากพี่ชายของเขาเหมือนแต่ก่อนไม่
“พี่วัน ทำอะไรครับนั่น”
“พี่กำลังจะปีน ไปเก็บเอื้องฟ้านะ เอามาทำมงกุฏ ให้กับสองสาวนั่นไง”
“เดี๋ยวผมปีนให้พี่เองครับ”
โก้อยากกลับไปสู่วัยเด็ก เหมือนเมื่อก่อนที่มีแต่ความสุข อยู่ใกล้ชิดพี่ชายของเขา ทั้งกิน ทั้งเที่ยวเล่นด้วยกัน อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นต่างคนต่างไม่มีเพื่อน จึงทำให้เกิดความผูกพันธ์กัน แบบขาดกันแทบไม่ได้ ที่ไหนมีพนาวัน ที่นั่นก็จะมีโก้ แต่ตอนนี้ภาพเหล่านั้นมันหายไปเสียแล้ว พี่ชายของเขาขลุกอยู่กับเพื่อนๆ ไม่ห่าง โดยเฉพาะกับสมภพ ถ้าเป็นผู้หญิงกับผู้ชาย เขาคงคิดว่าเป็นแฟนกัน แล้วเขาล่ะเป็นใครไปแล้ว ความอิจฉา มันเริ่มกัดกร่อยหัวใจดวงน้อยของเขา ทำให้หงุดหงิด โศรกเศร้า โกรธ ร้อน หนาว อย่างบอกไม่ถูก
เขานั่งสูบบุหรี่มวนต่อมวน ดื่มเหล้าขาวให้เมา เพื่อจะได้ลืมความคิดบ้าๆ เหล่านี้เสียชั่วคราว เขานั่งแหงนหน้ามองดูดาว ที่อยู่แสนไกล มันส่องแสงระยิระยับ เหมือนกับกำลังให้กำลังใจเขาให้สู้ต่อไป แต่อาจจะมีบางดวงที่ส่องแสงเพื่อมาเย้ยหยัน หัวเราะเยาะกับชะตาชีวิตที่เขาได้เลือกแล้ว หรือเขาได้เลือกทางที่ผิด ถ้าเขาพยายามหาญาติพี่น้องของพ่อกับแม่ให้เจอตอนนั้นชีวิตเขาอาจจะไม่ขมขื่นแบบนี้ ความคิดและสมองของเขามันเริ่มแย้งกันขึ้นมาอีกครั้งว่าถ้าเขาไม่เลือกชีวิตแบบนี้ เขาจะมีความสุข อยู่อย่างสบาย ได้เรียนหนังสือสูงๆ หรือ
“โก้ ทำไม มานั่งอยู่ที่นี่ คนเดียวอะครับ”
โก้สะดุ้ง เมื่อมีเสียงที่เขาคุ้น มาทำลายความเงียบ และทำให้เสียงแมลงต่างๆ ที่ร้องระงมรอบตัวเงียบไป เขาหันไปยังที่มาของเสียง เขารู้ว่าเป็นใคร ความสุข ความดีใจโลดแล่นมาเติมเต็ม และลบเลือนความขื่นขมเมื้อกี้นี้ ให้หายไปอย่างสิ้นเชิง นี่แหละพลังแห่งความรักมันมีอนุภาพขนาดนี้ เขาจึงปล่อยให้มันโอบกอดรัดตัวเขาไว้ ถึงแม้บางครั้ง หนามอันแหล่มคม ที่ซ่อนอยู่ภายในปีกของมัน จะทิ่มแทงให้เขาเจ็บปวดบ้างก็ตาม
“ผมมานั่งดูดาวนะครับ”
“จริงหรือ มานั่งดูดาว ทำไมต้องสูบบุหรี่ และกินเหล้าด้วย”
พนาวันจ้องหน้าน้องชายของเขา เห็นน้ำตาที่เริ่มจะคลอเบ้า เขาก็แทบใจสลายเช่นกัน เขาไม่สามารถล่วงรู้หลอกว่า บุคคลที่อยู่ตรงหน้าเขารู้สึกเช่นไร แต่เขาสัมผัสมันได้ ว่ามันเป็นความรู้สึกโหยหา เหงา เศร้า และอีกหลายอารมณ์ทีผสมปนเปกันอยู่ภายใน เขาก็ไม่ต่างจากโก้ แต่ก็ต้องสะกดมันไว้ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง

                   “น้ำตารื้นอีกแล้ว บอกเสมอว่าลูกผู้ชายไม่ควรร้องไห้ให้ใครเห็น”
โก้ไม่รู้จะทำอย่างไร เขารู้ว่าพี่ชายคนนี้เข้าใจเขา รู้สึกถึงอารมณ์ของเขา เขาจึงโผเข้ากอดพี่ชายของเขาอีกครั้ง
“พี่วันครับ โก้ขอโทษ โก้ขอโทษพี่วัน ที่ทำอะไรไม่ดีลงไป แต่เพราะผมรักพี่ ไม่อยากให้ใครมาแย่งพี่ไป พี่เข้าใจผมไหม”
“โก้ฟังพี่นะครับ ไม่มีใครแย่งพี่ ไปจากใจของโก้ได้หรอก สิ่งที่โก้เห็น สิ่งที่โก้รับรู้ หรือสัมผัส มันอาจจะไม่ใช่เป็นสิ่งที่โก้คิดก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งตัดสินใจใคร ตามความคิดของตัวเอง”

                   โก้ และพนาวันอยู่นั่งดูดาวด้วยกัน คุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่อดีต ครั้งแรกที่เจอกัน จนถึงปัจจุบัน การได้คุย ได้สื่อสารกัน ทำให้ปัญหา ความแคลงใจ คลายลงไปได้ ซึ่งถ้าฝ่ายต่างเงียบ ไม่พูดจา ไม่คุยกัน ต่างคนก็จะมีอัตคติ คิดเอง จินตนาการเอง ทั้งที่บางครั้ง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เป็น ไม่ได้ทำอย่างที่ตนเองคิดเลย
ดวงดาวนับร้อยดวง บนเวิ้งฟ้าไกล ส่งแสงระยิบ มาเป็นเพื่อน และเป็นพยานความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคนทั้งสอง สายลมยามดึกพลัดเฉื่อยฉิว ต้องผิวกายของคนทั้งสองที่นั่งพิงกัน บางครั้งก็จะมีคำพูดหลุดออกมา สลับกับความเงียบ ที่ทั้งสองได้ปล่อยใจให้เตลิดไปกับอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ที่แต่ละคน ก็ไม่สามารถบรรยายออกมาว่าเป็นอารมณ์แบบไหน เพราะมันมีทั้งความสุข ความทุกข์ ซ่อนเร้นอยู่ บรรยากาศอันเงียบสงัด มีแต่แสงดาว แสงจันทร์ เสียงแมลงแห่งกลางคืน ที่แซ่ซ้อง แข่งกันส่งเสียงอันดัง และไพเราะ แข่งกับสายลมที่พัดเอื่อย ฤทธิ์แอลกอฮอลที่แผ่ซ่าน ไปทั่วอนุขุมขนของร่างกาย มันช่างส่งเสริมให้ทั้งสองคนมีอารมณ์หนึ่งที่ค่อยครุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนมาครอบงำ และควบคุมให้ทั้งสองปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งควบคุม บังคับความต้องการของตนเองอีกต่อไป ในเมื่ออารมณ์ ความรัก และความต้องการมันคอยสนับสนุน ให้ดำเนินไปตามครรลองของมัน
กลิ่นแอลกอฮอล์ เบาบาง ที่โชยออกมาจากลมจมูกของโก้ ทำให้พนาวันสะดุ้งตื่น เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองโก้ที่ยังนอนหลับอยู่ มือข้างหนึ่งของเขายังโอบกอดอยู่ที่เอวของพนาวัน ซึ่งตอนนี้เปลือยเปล่าล่อนจ้อน ไม่มีแม้แต่ผ้าคลุมกาย ซึ่งไม่ต่างจากโก้ ที่นอนเปลือยเปล่า โอบกอดตัวเขาอยู่ เขาจ้องมอง และกวาดสายตาไปทั่วเรือนร่างของน้องชาย มันเป็นเรือนร่างที่สวยงามได้สัดส่วน ทุกกล้ามเนื้อแน่น เป็นมัดๆ ปราศจากไขมันใดๆ ตั้งแต่แผงน่าอก เลียดยาวจนไปถึงหน้าท้อง มีแต่แผ่นแผงของกล้าเนื้อด มันช่างสวยงามเหลือเกิน เหมือนกับรูปปั้นของบุรุษเทพ ที่เขาเคยเห็นในหนังสือ ตำนานกรีก หรือโรมัน
“แอบมองอะไรผมอยู่ครับ เป็นไงครับ สวยไหมครับ พอสู้คุณสมภพได้ไหม”
พนาวันหน้าแดง กับคำสัพยอก ของโก้ ที่ตื่นตั้งนานแล้ว แต่เพียงปิดตา พักสายตาชั่วคราว และแอบมองพี่ชายของเขาอยู่ ร่างกายของพี่ชาย สวยงาม ผิวสีขาว สวย เนียน มีกล้ามเนื้อเล็กๆ ผิดกับผู้ชายในวัยเดียวกัน เอว ที่คอด สะโพก ที่ผาย สวยงาม กล้ามเนื้อตรงก้น และสะโพกนุ่ม อ่อนเนียน จากการสัมผัสเมื่อคืน น่าจะเป็นองค์ประกอบ หรือสรีระของผู้หญิงมากกว่า
ทั้งสองนอนกอดก่ายกัน ด้วยร่างที่เปลือยเปล่า ปล่อยให้อารมณ์ แห่งราคะ เกิดขึ้นอีกครั้ง พนาวันซุกหน้าลงบนแผ่น ที่กว้างใหญ่ ส่วนโก้ ก็โอบกอด พี่เขาไว้แน่น เขาไม่สนใจหรอกว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ผิดหรือถูก แต่เขามีความสุข ที่ได้ครอบครองพี่ชายสุดที่รักอีกครั้ง หลังจากที่ได้ห่างจากกันไปถึงสองปีกว่า เขาไม่สนใจแม้แต่ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันจะผิด หรือถูกธรรมชาติ แน่นอนธรรมชาติ สร้างให้ชายคู่กับหญิง แต่สำหรับเขากับพี่ชาย ความรู้สึกมันไม่ได้ต่างกัน เพียงสรีระที่ถูกสร้างมาตากหากที่มึความแตกต่าง
“พี่วันค่ะ พี่วัน โก้ โก้จ๊ะ”
ทั้งสองรีบผละออกจากกัน คว้าเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่ด้วยความรวดเร็ว เมื่อมีเสียงเรียก พร้อมเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอกห้อง เมื่อมั่นใจว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร กอปร กับสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว พนาวัน รีบเปิดประตุ เพื่อต้อนรับคนที่มาเยือน
“เอ้า ดอกแก้ว ทราบได้ไงว่าพี่มานอนห้องโก้”
“ดอกแก้ว เดานะคะ เพราะเห็นพี่สมภพตามหาพี่วันเหมือนกัน”
ดอกแก้วตอบเลี่ยงๆ ให้พันไป ทั้งที่ภายในจิตใจของเธอนั้นแสนจะเจ็บปวด และชอกช้ำ กับภาพเมื่อคืนที่เห็นทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เธอเดินผ่าน เดินลัดเลาะไปทางสนามหญ้า เพื่อที่จะกลับบ้าน แต่เธอก็ต้องตะลึงและแทบช็อค เมื่อเห็นคนที่เธอแอบรัก แอบชื่นชม กำลังเคลียร์คลออยู่กับคนอื่น ซึ่งเป็นเพศเดียวกัน แต่นั่นมิใช่เหตุผล เธอรับได้ แต่ความรู้สึกที่จะสูญเสียคนที่เธอแอบเทิดทูน บูชา นั้นมาบาดลึกเข้าไปในหัวใจ เจ็บปวดไร้เรี่ยวแรง เธอแอบนอนร้องไห้คนเดียวเกือบตลอดทั้งคืน พอตื่นเช้าก็ต้องรีบมาที่บ้านของนายจ้าง เพื่อที่จะได้มาปลุกทั้งสองคน ตื่นก่อนใคร และป้องกันไม่ให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต เมื่อมีคนมาเห็นทั้งสองนอนอยู่ด้วยกันในสภาพที่เปลือยเปล่า
น้ำตาเธอรื้น ออกมาเมื่อเห็นโก้ เดินมาโอบกอดพนาวันด้านหลัง พร้อมส่งสายตาอันแปลกประหลาด ที่มันยิ่งตอกย้ำ ซ้ำเติมให้เธอเจ็บช้ำมากขึ้น มันเป็นสายตาอันเย้ยหยัน บ่งบอกถึงชัยชนะอะไรบางอย่าง ซึ่งเธอก็คาดเดายาก เพราะไม่เคยเห็นสายตาแบบนี้จากโก้มาก่อน ไม่ผิดหรอก กับการโอบกอดกันระหว่างพี่ชายกับน้องชาย ที่รักกัน คนอื่นที่ไม่รู้ลึกเรื่องราวเมื่อคืน ก็คงรู้สึกเฉยๆ แต่สำหรับเธอ ถึงแม้จะพยายามบังคับควบคุมอารมณ์ตัวเองอย่างไร แต่น้ำตามันก็สุดกลั้น
“ดอกแก้วเป็นอะไรหรือเปล่าตาแดงเชียว” โก้เอ่ยถาม แบบเย้ยหยันนิดๆ
“อ๋อ เมื่อกี้ ดอกแก้ว แวะเข้าครัว ช่วยป้าแม้น นิดหนึ่ง พริกมันเข้าตานะค่ะ”
“งั้นดอกแก้ว ไปเข้าครัวต่อนะ เดี๋ยวโก้ กับพี่วัน อาบน้ำเสร็จแล้วจะตามไป รบกวนจัดโต๊ะที่สนามหญ้าให้เราทั้งสองด้วยนะ เออ แล้วพวกนั้นตื่นกันหรือยัง”
“คนอื่นยังไม่ตื่น เห็นแต่พี่สมภพ เดินไปในสวน ทางลำธารนะ สงสัยไปตามหาพี่วัน หรือ ไปเล่นน้ำก็ไม่รู้”
ดอกแก้วเดินกลับไปยังห้องครัว ด้วยความเหนื่อยอ่อน เธอก็ไม่เข้าใจตนเอง ว่าทำไมเรี่ยวแรงมันหายไป
ไหนหมด หยิบจับอะไร มันก็นักอึ้งไปหมด ในหัวของเธอ มันมีแต่ภาพของโก้ และพนาวัน ที่กำลังพรอดรักกัน ไม่ต่างจากหญิง และชาย วนเวียนอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลา อารมณ์หนึ่งมันบอกให้เธอพยายามยอมรับเสียเถอะ ต้องอดทน รับได้ทุกอย่างไม่ว่าคนที่เธอรักจะเป็นอย่างไร แต่อีกอารมณ์หนึ่งบอกให้เธอพยายาหาทางแย่งบุรุษ รูปงามอันเป็นที่รัก มาตั้งแต่เด็กๆ กลับคืนมา แต่มันคงยาก เพราะทั้งสองได้มีความสัมพันธ์กันแน่นหนา ลึกซึ้งประดุจ หนุ่มสาวที่เป็นของกันและกันไปเสียแล้ว
“อ้าว จัดโต๊ะเสร็จแล้วหรือดอกแก้ว เอ้าไม่เห็นมีดอกเอื้องที่พี่วันชอบเลย ไหนบอกว่ารู้ใจพี่วันไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ได้ลืมหรอก แต่รู้ว่าโก้จะต้องเตรียมดอกเอื้องมาประดับโต๊ะอยู่แล้ว เพราะว่าโก้รู้ใจพีวันมากกว่าดอกแก้วนี่ อืม ทำอะไรก็อย่าไปคาดหวังนะโก้ ถ้ามันไม่ได้ดังหวัง ก็จะทำให้เราเจ็บปวด”
“ดอกแก้วบอกตัวเอง หรือว่าบอกใครกันครับ”
ทั้งสองสัพยอกกัน เหมือนรู้เกมส์ซึ่งกันและกัน แต่ไม่แสดงออกถึงการล่วงรู้เชิงนั้น ความอิจฉา ริษยา สามารถครอบงำคนเราได้ทุกขณะ หากไม่รู้จักอดกลั้น อดทน และสลัดความรู้สึกไป มันอาจจะทำร้ายคนรอบข้าง หรือแม้แต่ตัวเองได้ ดอกแก้วฝืนยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถามของโก้ ขจัดอารมณ์ที่ครุกรุ่นออกไปเสีย หันไปจัดจาน จัดช้อน วางให้เป็นที่ เพื่อคนที่เธอรัก นั้นจะได้มาลิ้มรสของอาหารที่เธอได้บรรจงทำอย่างสุดฝีมือ เธอมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้พนาวัน และยิ่งถ้าได้มีโอกาสปรนนิบัติ ดูแลอย่างใกล้ชิด เธอสับสนบางครั้งว่าความรักของเธอที่มีต่อเขานั้นเป็นแบบใด รักแบบอย่างครอบครอง หรือรัก มีความสุข เมื่อเห็นคนที่ตนเองแอบรักมีความสุข ความรู้สึกแบบนี้ เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ วนเวียนอยู่ในมโนคติของเธอตลอด
“มาอยู่ที่นี่เอง โก้ เมื่อคืนหายไปไหนทั้งคืน”
วิไลโผล่มาร่วมสนทนา โดยที่ทั้งสองไม่รู้ตัว โก้สัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัวของเธอ จากน้ำเสียงและท่าทาง ที่แสดงออกมา มันเป็นความรู้สึกของความหึงหวง และการแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งเขาก็ยอมรับ ว่าทุกสิ่ง ทุกอย่าง มันเกิดจากการกระทำของเขา ที่ต้องการเอาชนะวิไลวรรณ เนื่องจากถูกกดขี่ ข่มเหงทางด้านจิตใจมาตลอด ตั้งแต่ เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ อีกส่วนหนึ่งมันมาจากกิเลส ตัณหา หรือสันดานดิบของมนุษย์ ส่วนใหญ่ ที่ไม่สามารถหลุดพ้นความต้องการทางธรรมชาติได้ แต่ทุกอย่างมีเหตุและผล ที่มาที่ไปทั้งนั้น เพราะวิไลวรรณ ก็มีส่วนในการสร้างความสัมพันธ์ทางกายเหล่านี้เช่นกัน ลำพังเขาคนเดียว ตบมือข้างเดียวก็คงไม่ดัง และเขาก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ว่าวิไลวรรณต้องการอะไร บางครั้งเธอก็ดี และอ่อนหวานกับเขา บางทีก็อารมณ์ฉุนเฉียว ไร้เหตุผล ดุด่า โกรธเคีองเขาข้นมาได้ในฉับพลัน
“ดอกแก้วหล่ะ มาทำอะไรอยู่ที่นี่ น่าจะรู้ว่า หญิงชาย หนุ่มสาว ไม่ควรมาทำอะไร ประเจิด ประเจ้อกันสองต่อสอง”
“วิ เรามาจัดเตรียมอาหารให้พี่วัน กับเพื่อนๆ ไม่ได้มีเจตนาอะไร”
“ใช่ วิ อย่าเข้าใจผิดซิ โก้กับดอกแก้ว กำลังทำงานนะ”
“นี่โก้ เข้าข้างดอกแก้วเหรอ เป็นอะไรกันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี้ยะ”
โก้ไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย จึงเดินเลี่ยงหนี เข้าไปในครัว มันยิ่งทำให้วิไลวรรณ อารมณ์ขุ่นมัวด้วยความโกรธมากขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งที่เธอพยายามจะดึงอารมณ์กลับมาให้เป็นปรกติ แต่มักจะทำไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะ เมื่อเห็นโก้ สุงสิง พูดคุยกับผู้หญิงอื่น เธอพยายามถามตัวเองเหมือนกัน ว่าเพราะความรัก ความใคร่ หรือความเป็นเจ้าเข้า เจ้าของหรือเปล่า ที่ทำให้เธอ อารมณ์หลุดอยู่บ่อยๆ ใจด้านหนึ่งของเธอ พยายามบอกว่าเธอกำลังทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดศีลธรรมจรรยา แต่อีกใจหนึ่งมันก็ฝืนอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ เธอเคยแอบร้องไห้กับตัวเองหลายครั้ง กับความรู้สึกสับสน ชั่วดี ที่มันวนเวียนอยู่ในใจของเธอเสมอ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มีสัมพันธ์สวาสกับโก้ มันมีแต่ความโหยหา และความต้องการเขา ให้มาอยู่ใกล้เธอ มาสัมผัส คลอเคลียกับเธอ เธอจะดับทุกข์ตรงนี้ได้อย่างไร ทั้งทีเธอพยายามแล้วตามที่พ่อสอน ว่าให้ดับทุกข์ที่ต้นเหตุของมัน ซึ่งมันก็คือตัวเธอเอง ที่สร้างกรรมให้กับตัวเอง
วิไลวรรณ พยายามระงับความรู้สึกของตัวเอง ไม่เอะอะโวยวายให้ดอกแก้วเห็น ทั้งที่ใจนั้นเดือดร้อนเป็นไฟ ถ้าโก้อยู่ด้วยป่านนี้เธอคงระเบิดความร้อนออกมาเหมือนลาวาที่ปะทุออกจากปล่องภูเขาไฟแน่นอน เธอ ช่วยดอกแก้ว จัดโต๊ะ ตั้งสำรับอาหาร รอจนทุกคนมาพร้อมกันที่สนามหญ้า เพื่อทานอาหารร่วมกัน
“อืม อาหารน่าทานจังเลย ฝีมือใครคะเนี้ย”
“แหม วิชุดา คงไม่ใช่ฝีมือวิไลวรรณ เป็นแน่แท้ ต้องดอกแก้ว หรือไม่ก็ป้าแม้นแน่เลย”
“แต่ฉันว่าฝีมือ โก้ นะเธอ ได้ข่าวว่าโก้ ชอบทำอาหารเหมือนกัน”
วิไลหน้าร้อนขึ้นมาทันที เหมือนกับมีใครมาตบหน้าฉาดใหญ่ ที่โดนสองสาวชาวกรุง พูดจาเฉือดเฉือน พร้อมกับมองเธอด้วยสายตา ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจว่าอากัปกริยา ที่บ่งบอกถึงอะไรกันแน่ หรือว่าทั้งสองล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโก้ เธอพยายามเก็บกริยา มิได้โต้ตอบแต่อย่างใด
“วิ ทำอาหารไม่เป็นหรอกคะ เพราะมีพ่อ ป้าแม้น และดอกแก้วทำให้ทานตลอด แต่วิก็จะต้องเรียนให้เป็นนะคะ เพราะคนบ้านเรา ผู้หญิงต้องทำอาหารให้เป็น เสน่ห์ปลายจวักนะค่ะ ใช่ไหมโก้”
โก้ไม่ได้ตอบอะไร เพราะหัวใจ และสายตาของเขาจดจ้องอยู่ที่พนาวรรณ พี่ชายของเขาที่เมื่อคืนนอนอยู่กับเขา มีอะไรกับเขาอย่างมีความสุข เขารู้สึกเหมือนผู้ชนะ ที่ได้กำทั้งร่างกายและจิตใจของพี่ชายคนนี้ไว้ตลอดไป ไม่มีวันที่ใครจะมาพรากพี่ชายสุดที่รักคนนี้จากเขาไปได้ เพราะเขามั่นใจในตัวเองว่าการแสดงออกถึงบทรักในคืนที่ผ่านมานั้น มันเป็นการแสดงออกของคนที่รักพึงมีต่อกัน ความรัก ความผูกพันธ์ตรงนี้ ย่อมเป็นสายสัมพันธ์ที่ไม่สามารถถูกตัดขาดออกจากเขา และพนาวรรณ เขามีความสุข มีที่พึงพิงทั้งกายและใจ อบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก พยายามยืนใกล้พี่ชายของเขา เอาใจเสริฟน้ำ หาดอกเอื้องมาประดับโต๊ะอาหาร ส่งสายตาแห่งความห่วงใยให้ตลอด เพราะคิดว่าพี่ชายคนนี้ก็คงรู้สึกเช่นเดียวกับเขา
“เอะ สมภพ ทำไม ไม่มาทานอาหารร่วมกันเสียที จะได้ทานไปด้วย และวางแผนไปด้วยว่าจะทำอะไรกันวันนี้”
ชื่อของสมภพ ที่พนาวรรณถามหานั้น มันทิ่มจี๊ดลงมาที่กลางใจของหนุ่มน้อย ที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาเริ่มรู้สึก หงุดหงิด มือกำแน่นเกร็งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เริ่มมองเห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เขายอมไม่ได้ที่จะให้ใครมาแบ่งปันความรักหรือแย่งชิงพี่ชายของเขาคนนี้ไป เพราะเขาได้เลือกแล้วว่าบุคคลนี้แหละที่จะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา เขาเฝ้าติดตามผู้ชายคนนี้ตั้งแต่เจอครั้งแรกที่รั้วโรงเรียน เมื่อหลายปีก่อน ยอมเสี่ยงชีวิตตนเองวิ่งตัดหน้ารถมอร์เตอร์ไซด์ ที่พนาวรรณเป็นคนขับ โดยมีชัยซ้อนท้าย เขาได้วางแผนเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาแล้วตั้งแต่วันนั้น ใครที่มาทำลายความฝัน ความรักของเขา จะต้องได้รับโทษไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ความคิด และความรู้สึกนี้ทำให้เขาเจ็บปวดจี๊ดขึ้นมาที่หัว ใจเต้นแรง สั่นรัวเหมือนกลอง
“โก้ เป็นอะไรครับ น่าซีดเชียว มานั่งลงใกล้ๆ พี่นี่”
กลิ่นกายของหนุ่มรุ่นกะทง ยังติดตรึงอยู่ในความรู้สึกของพนาวรรณ ความรู้สึกโหย อยากใกล้ชิด ดุจแมลง ที่โหยหากลิ่นเกสรก็ไม่ปาน ไม่เข้าใจตนเอง ว่าเหตุการณ์เมื่อคืน มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมตนเองถึงได้ปล่อยตัวปล่อยใจให้เกิดขึ้น ทั้งที่มีสมภพ อยู่ทั้งคน ใจหนึ่งก็รู้สึกผิด อีกใจหนึ่งก็รู้สึกอบอุ่น ในความเอาใจใส่ ความดูแล ที่ได้รับ มันแตกต่างกันหรือ ความรู้ใจ ความรู้สึกผูกพันธ์ การแสดงออกมา มันทำให้เขารู้สึกอ่อไหวมากกว่า พยายามถามใจตัวเอง หลายครั้ง ว่าทำไมถึงคิดถึงและโหยหาน้องชายคนนี้ตลอดเวลา ช่วงเวลาที่จากไปเรียนต่อที่เชียงใหม่ อยากจะเขียนจดหมาย อยากจะบอก เล่าถึงความเป็นไปให้ทราบ แต่ก็ทำไม่ได้ เกรงและกลัวต่อคำครหานินทาที่อาจจะเกิดขึ้น กลัวพ่อจะรับไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองเป็นอยุ่ จีงได้แต่เพียงเลียบเคียงถามจากน้องสาว และพ่อ เมื่อเขียนจดหมายมาหา
โก้รู้สึกอบอุ่นภายในใจขึ้นมา อาการขุ่นมัว ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ ได้หายไปอย่างปลิดทิ้ง เขานั่งข้างๆ พี่ชายที่เขารัก และเทิดทูน นั่งจ้อง มองทุกกริยา ของพี่ชายอย่างมีความสุข มันนานเหลือเกิน ที่เขาไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพี่ของเขา เขาโหยหามานานแสนนาน ที่จะได้ใกล้ชิด ได้แสดงความรัก ความห่วงใยที่มีต่อพี่คนนี้ตลอดเวลา  ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เพียงไม่กี่ปีที่พีวรรณของเขาจากไปเรียน อยากฟังจากปากพี่ชายของเขาเหลือเกินว่าทำไมใจดำ ทอดทิ้งเขาไป โดยไม่มีเยื่อใย ส่งข่าวคราวมาให้ทราบเลย แต่ ณ ตอนนี้เขาไม่ต้องการคำตอบใดๆ แล้ว เพราะเขาบรับรู้ความรู้สึกจากการสัมผัส การกอดจูบลูบไล้ การสนองตอบ จากเหตุการที่ผ่านมาเมื่อคืน เขารู้สึกได้ ว่าพี่ชายของเขาไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย ยังอ่อนโยน ใจดี รักเขาเหมือนเดิม
ทั้งหมดนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ลงมือทานด้วยกัน คุยกันไป อย่างมีความสุข ตามประสาเพื่อน พี่น้อง และคนรู้จัก โดยไม่รอ สมภพ พนาวรรณ ให้ป้าแม้นจัดแบ่งอาหารไว้ให้สมภพเป็นที่เรียบร้อย เพราะความเคยชิน ตอนที่อยู่เชียงใหม่ ต่างคนต่างช่วยดูแลซึ่งกันและกัน ตามประสาเพื่อนสนิทที่มีความลึกซึ้งกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองเกินเลยความเป็นเพื่อนกัน เป็นที่รู้กันในเพื่อนพ้องที่สนิท ตามประสา คนเพศเดียวกัน ที่มาจากต่างถิ่น สนิทสนมกัน อันเนื่องมาจากความเหงาไกลบ้าน
การพูดคุย เย้าแหย่ ยอกล้อเกิดขึ้น ทั้งคำถาม คำตอบ เสียงหัวเราะ ครื้นเครงเกิดขึ้นตลอดเวลา ความสุขใด ไหนจะเท่ากับการใด้อยู่ใกล้ชิดคนรัก การดูแลเอาใจใส่ ทั้งแบบเปิดเผย และไม่เปิดเผย โก้พยายามเอาอกเอาใจ พี่ชายสุดที่รักของเขาอย่างออกนอกหน้า โดยมิได้ใส่ใจสายตาของ ดอกแก้ว ที่ยืนดูอยู่ห่างๆ อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ทราบ หรือรับรู้ว่า เหตุการณ์ระหว่างเขากับพี่ชายภายในห้องนอนนั้น หาได้รอดพ้นสายตาของเธอไม่ เขาตักอาหารที่พี่ชายชอบ ใส่จานให้เป็นระยะ ไม่ได้รับรู้ว่าดอกแก้ว ปวดร้าวเป็นในจิตใจเป็นที่สุด เธอยอมรับและรับรู้ ว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ที่เธอจะสมหวังกับความรักที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจของเธอมานาน เปรียบเหมือนกับมดแดงที่คอยทนุถนอม ดูแลผลช่อดอก ตั้งเริ่มผลิบาน จนกลายเป็นผลไม้เล็กๆ รอวันให้สุกงอมเพื่อได้ดอมดม ชิมรสแห่งผลไม้นั้น แต่สุดท้ายก็ถูกแย่งไปโดยผู้ที่มาทีหลัง เธอยอมรับสภาพ แห่งความพ่ายแพ้นั้น ความรักของเธอนั้นมันมีอุปสรรคมากมาย มานานแสนนานแล้ว เธอก็คงต้องเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ คอยชื่นชม คนที่เธอรักอยู่ห่างๆ ก็เป็นสุขใจแล้ว
“พี่วัน ทานขากบนี่สิครับอร่อยนะครับ ทอดเกรียม กรอบนุ่มนะครับ”
“น้องโก้จ๊ะ ตักให้พี่เอื้อมพร บ้างก็ได้นะ พี่วันเขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาเป็นคนกรุง อาหารพวกนี้อาจจะไม่ถูกปาก”
“ไม่จริงหรอกคะ พี่เอื้อมพร พี่ชายของหนู ไม่เปลี่ยนหรอกค่ะ”
วิไลวรรณ อดใจไม่ได้ที่จะสวยออกมาทันควัน ปราศจากความยั้งคิด เธอก็ไม่เข้าใจนะว่าทำไม ถึงเป็นเช่นนั้น มันเป็นอารมณ์ ที่หึง และหวงโก้ อย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่เธอก็รู้ว่าโก้มีแต่ความเฉยเมย ให้กับเธอ แต่เธอก็มีความสุขที่ได้ทะเลา ได้ระบายอารมณ์ใส่เขา ได้ดูถูก ดูแคลนเขา เพราะเธอรู้เสมอว่า เวลาที่โก้โกรธ ในเวลาที่อยู่ด้วยกันสองต่อสอง สิ่งที่เธอได้รับคือการสนองตอบของเขาที่รุนแรง หนักหน่วง ต่อไฟเสน่หาในตัวของเธอ และเธอก็ไม่อยากเสียโก้ไปให้ใคร
“คุณวัน บุญอุ้ม ผู้ใหญ่บุญอุ้ม อยู่ไหม”
ทุกคนต้องวางช้อนลงบนจาน ตกใจกับเสียงลุงแสงที่ตะโกนมาแต่ไกล ระล่ำ ระลัก เรียก พนาวรรณ และบุญอุ้มมาแต่ไกล  โก้ กับพนาวรรณ ลุกจากเก้าอี้ วิ่งไปหาลุงแสง ช่วยพยุงมาที่โต๊ะทานข้าว
“เกิดอะไรขึ้นครับ ลุงแสง”
“มีคน พบศพ คนจมน้ำตาย ที่ลำคลอง ในสวนครับคุณวัน เห็นเขาบอกว่าเป็นเพื่อนคุณวันนะครับ”
เหมือนมีใครมาฉุด กระชากใจ พนาวรรณ ภาวนาในใจขออย่าให้เป็นสมภพเลย เขากลัว กลัวที่จะสูญเสีย เพื่อนสนิท ที่เขารู้สึกดี อบอุ่น เหมือนมีคนมาปกป้องเมื่ออยู่ด้วยกัน มิทันที่ใครจะได้พูดอะไร พนาวรรณ ลุกขึ้น รีบวิ่งไปที่ลำคลอง โดยมีโก้ และทุกคนวิ่งตามมาติดๆ
ไม่กี่อึดใจพนาวรรณ ก็วิ่งมาถึงลำคลอง แหวกวงล้อมของคนงาน เพื่อดูว่าศพคนตายคือใคร ภาพที่เห็นทำให้หัวใจเขาแทบหยุดเต้น ช็อคกับร่างของสมภพที่ ซีดเผือด นอนตายอยู่บนตลิ่ง ลำคลองที่ตนเคยแหวกว่ายเล่น เขาเข้าไปกอดศพของสมภพ ร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจ แน่นอนสมภพ ไม่ใช่เป็นคนที่เขารักมาก ที่สุด แต่เป็นคนที่ดูแลเอาใจใส่เขาตลอดเวลา ที่เขาพำนักอยู่ที่เชียงใหม่ ไม่ว่าจะทุกข์ จะสุข เขาจะเคียงข้างตลอด มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกัน เปรียบดังคนรัก ที่คอยห่วงหาอาทร กันตลอดมา ชัย จะรู้ดีว่าเขาทั้งสองมีความสัมพันธ์กันมากน้อยแค่ไหน
ทุกคนที่เห็นภาพร่ำไห้ของพนาวรรณ ไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้ ต่างคนสะอื้นไห้ไปตามกัน กับเหตุการณ์อันโศรกสลดนี้ มีเพียงโก้ ที่ไม่ได้ร้องไห้ หรือรู้สึกเสียใจกับการจากไปของสมภพในครั้งนี้ เขารู้สึกถึงชัยชนะ ที่เข้ามาครอบงำในจิตใจ เขารู้สึกเหมือนได้คนๆ หนึ่งที่เขารักมากที่สุดคืนมา ไม่ต้องสูญเสียพี่ชาย ให้ใคร ไม่ต้องแบ่งปันความรัก ที่พี่ชายมีให้เขากับใคร เขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อย และเดินกลับมาที่ห้องพัก โดยที่หาสังเกตุไม่ว่า อากัปกริยาที่เขาแสดงออกมานั้นมีคนๆ หนึ่งแอบสังเกตุเห็นอยู่
โก้กลับมาถึงห้อง เปิดวิทยุฟังเพลงเบาๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขารู้สึกมีความสุข อย่างบอกไม่ถูก จึงอดใจไว้ไม่ไหวที่แสดง และปลดปล่อยความสุขนั้นออกมา เขาโหยหาสิ่งเหล่านี้มานาน พี่ชายที่เขารัก กลับมาครั้งนี้ เขาเหมือนผู้ชนะ ที่ได้ทั้งกายและใจพนาวรรณ มาครอบครอง เขาฮัมเพลงเบาๆ หยิบหมอนที่เขานอนร่วมกับพี่ชาย ขึ้นมาหอม และกอดเบาๆ เขาเคลิ้มไปกับจินตนาการที่เกิดขึ้น เหมือนกับโลกใบนี้มีเขา และพี่ชายของเขาสองคนเท่านั้น
“โก้ โก้”
เขาต้องหลุดจากภวังค์ แห่งความสุข เมื่อได้ยินเสียงของป้าแม้น เคาะประตูเรียกเขา พยายามปลุกตัวเองให้หลุดจากภวังค์ แห่งความสุข บิดตัว เอี้ยวซ้าย เอี้ยวขวา เพื่อเรียกสติของตัวเอง และไปเปิดประตู
“ครับป้าแม้น มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ไม่มีอะไร เดี๋ยวช่วยป้า จัดการเรื่องเตรียมงานศพ ของคุณสมภพด้วยนะ งานใหญ่ พ่อแม่ ของเขาจะ ขึ้นมา และให้เผาที่นี่เลย”
ป้าแม้น กวาดสายตาไปทั่วห้องของโก้ เหมือนกับจะสังเกตุ หรือค้นหาอะไรสักอย่าง ดอกเอื้องหลายช่อ ได้รับการตบแต่ง จัดอย่างสวยงาม วางอยู่บนหัวเตียง และโต๊ะด้านข้าง เสียงเพลงจากวิทยุ เปิดเบาๆ เสียงไฟสลัวจาก เทียน ที่จุดไว้ มันสะท้อนให้เห็นถึงบรรยกาศแห่งความสุขมากกว่า ความเศร้าที่ทุกคนได้รับอยู่ในขณะนี้ ทำให้ป้าแม้นรู้สึกแปลกๆ
“โก้ ไม่เสียใจเหรอ ทำw,รู้สึกมีความสุขจัง”
“อ้อ ไม่มีอะไรครับป้าแม้น เพียงแต่ ผมไม่อยากเศร้านะครับ ทุกคนต้องจากโลกใบนี้ไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งครับ”
“เดี๋ยว ไปช่วยป้า ตระเตรียมเรื่องงานศพนะ พ่อแม่ของคุณสมภพจะขึ้นมา”
“แล้ว ตำรวจไม่มาพิสูจน์ก่อนจัดงานศพเหรอครับ”
“พ่อแม่ของคุณสมภพ เขาคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ ไม่อยากให้วุ่นวาย”

 

4. การกลับมา

ทั้งสามเข้ามาส่งสินค้าจากไร่ให้กับพ่อค้าด้วยกันเกือบทุกครั้ง ทำให้ความสนิทสนมของพวกเขามันแน่นแฟ้นมากขึ้นโดยเฉพาะวิไลวรรณนั้นอาจจะมีความสุขมากกว่าใครอื่นที่ได้อยู่ใกล้ชิดโก้เพราะเธอดีใจที่เขาและดอกแก้วได้อยู่ห่างกัน ส่วนบุญอุ้มก็ไม่เคยลืมที่จะไปแวะเยี่ยมเยียนบ้านหลังเดิมที่ทำให้เกิดเรื่องเศร้าเมื่อหลายปีที่แล้ว  ซึ่งโก้และวิไลวรรณก็มิได้บ่น หรือพูดอะไรให้เป็นที่เคืองใจ พวกเขาเข้าใจความรู้สึกของพ่อดี รวมทั้งผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรจากครอบครัวของเขา เธอมีความยินดีที่ได้ปรนนิบัติคนที่เธอรักได้คลายหายเหนื่อย มากกว่า
ไม่มีใครล่วงรู้หรอกว่าในขณะที่ทุกคนลืมวันลืมคืน ปล่อยให้มันผ่านไปเรื่อยๆ นั้น มีคนสองคนที่เฝ้ารอนับวันนับคืน คิดถึงใครคนหนึ่งที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ต่างจังหวัด มีการติดต่อเพียงทางจดหมายเท่านั้น พวกเขาเฝ้ารอคนๆ เดียวกันแต่อาจจะต่างในเรื่องของความรู้สึก และเหตุผลที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจ บางครั้งทั้งสองก็เดินมาเจอกันบนเนินเขาที่อยู่ใกล้ไร่ ซึ่งเป็นที่พวกเขาเคยมาวิ่งเล่นกันสมัยที่เป็นเด็กๆ วิ่งขึ้นลงเนินเขา ไล่จับกันไปเรื่อยๆ จนถึงท้องทุ่งนาอันกว้างใหญ่สุดตา
ท้องทุ่งเขียวขจี กว้างสุดลูกตา ชาวนาหลายคนกำลังช่วยกันดำนาอยู่ท่ามกลางแสงแดด ที่ร้อนระอุเหมือนกับจะแผดเผาทุกอย่าง ที่ขวางหน้าให้มอดไหม้ไปทันที ถึงแม้แดดจะร้อนจัดเพียงใด ชาวนาผู้ได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติมานาน ก็ยังตรากตรำประกอบอาชีพของตนอย่างมีความสุข  เสียงเพลงลูกทุ่ง ที่ดังมาจากวิทยุทรานส์ซิสเตอร์ที่วางไว้บนคันนา ช่วยให้พวกเขาปลดเปลื้องความเหนื่อยหล้าลงไปบ้าง บางคนก็ร้องเพลงคลอไป โดยมีอีกหลายคนช่วยกันประสานเสียงให้อย่างกลมกลืน เสียงเพลงสลับกับการพูดของนักจัดรายการที่ทั้งอ่านจดหมายขอเพลง และโฆษณาสินค้าให้กับสปอนด์เซอร์สนับสนุนรายการของตน
บางครั้งเขาและเธอก็จะเดินคุยกันถึงบุคคลที่สาม ที่พวกเขาคิดถึง เขาทั้งสองเฝ้ารอการกลับมาเยี่ยมเยียนบ้านของพนาวัน อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของพี่ชายที่แสนรัก ว่าจะเป็นอย่างไร อ้วนท้วน สมบูรณ์สักเพียงไหน แต่จนแล้ว พวกเขาก็ต้องผิดหวัง เพราะพี่ชายมักจะติดต่อกลับมาว่าต้องลงเรียนภาคฤดูร้อน เพื่อเร่งตนเองให้จบไวๆ พวกเขามักจะพูดตัดพ้อด้วยความน้อยใจ ว่าพี่ชายที่พวกเขาเฝ้าห่วงใยนั้น อาจจะลืมพวกเขาเสียแล้ว เหมือนกับชาวบ้านหลายๆ คน ที่มุ่งสู่เมืองใหญ่เพื่อหางานทำ เก็บเงินเก็บทอง ทำงานสารพัดอย่าง นานๆ จะกลับมาเยี่ยมบ้านที
สำหรับดอกแก้วเธอรอได้เสมอ เพราะชีวิตของเธอนั้น คงต้องเกิดและตายที่นี่ เธอได้เตรียมพร้อมอยู่เสมอว่าจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงของเขา ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่ดีกว่าแน่นอน ส่วนตัวเธอก็คงอยู่ในท้องไร่ ท้องนาไปเรื่อยๆ ทำงาน ใช้ชีวิตให้พ้นไปวันๆ เธอรู้ว่าระหว่างพี่ชาย กับเธอนั้นมันมีช่องว่างอันใหญ่หลวงนัก เธออาจจะน้อยใจในโชคชะตาในบางเวลา แต่เมื่อมองดูชาวนาที่กำลังทำงานอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ร้อนแรงแล้ว เธอยังดีกว่าพวกเขาหลายเท่า ที่มีโอกาสเข้ามาอยู่ในบ้านหลังที่ใหญ่ที่สุดของหมู่บ้าน ช่วยงานบ้าน หุงหาอาหารให้ทั้งครอบครัว โดยมีป้าแม้นคอยเป็นลูกมือซึ่งก่อนเคยเป็นหนึ่งของบ้าน แต่เพราะวันเวลาที่ผ่านไป ทำให้วัยชรามากล้ำกลาย จนต้องถอนตัวมาเป็นผู้ช่วย ว่างจากงานบ้านเธอก็มาช่วยงานในไร่ในสวน ส่วนสองสีพี่น้องคู่ใหม่นั้น จะได้เข้ามาช่วยในไร่ในสวนก็เป็นช่วงปิดเทอม แต่ก็มักจะมีแต่โก้เท่านั้น เพราะวิไลวรรณ ได้กลายเป็นสาวนักศึกษาที่มีสังคมเพื่อนฝูง ที่รับเอาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เธอได้รับการเอาใจใส่จากสมาชิกในบ้าน ทั้งเรื่องการกิน การอยู่ สารพัด คนงานในไร่ ก็ให้ความเคารพเธอ บางครั้งจนรู้สึกมากเกินไป ทำให้ความไร้เดียงสา ความน่ารักที่เธอเคยมีนั้นได้ค่อยๆ หายไปทีละนิด กับดอกแก้วผู้ที่เคยเป็นเพื่อนเล่นตอนเด็กๆ วิ่งเล่น เก็บดอกสโนด้วยกันนั้น ก็ถูกเปลี่ยนบทบาทโดยสิ้นเชิง จากเพื่อน กลายมาเป็นลูกจ้าง ดังนั้นการปฏิบัติตนซึ่งกันและกันทั้งสองคนจึงเปลี่ยนแปลงไปคนละแนว

                   “ดอกแก้ว รู้ไหม ว่าพี่วันเขาจะกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงวันสงกรานต์นี้”
“หรือคะ แล้วเขาจะมากี่วัน และมากับใครบ้างคะ”
“ก็คงมากับเพื่อนสักสองสามคน คนที่ขาดไม่ได้ก็คือพี่ชัยไงละ”

                   ดอกแก้วแสร้งถามไปยังงั้นเอง จริงๆ แล้วเธอไม่ได้ยินคำตอบใดๆ จากวิไลวรรณ  ความรู้สึกตื่นเต้น และดีใจมันโจนทะยานเข้ามาในใจของเธอต่างหาก มันเป็นความรู้สึกยินดี ปล่อดปล่อย เหมือนกับว่าความคิดถึง ความอัดอั้นที่ค้างคาอยู่ในใจมาเกือบสองปี นั้นล้นออกมาจนเธอไม่เก็บไว้ข้างในได้ เธออยากจะกรีดร้องไชโยออกมาดังๆ  เธอรีบวิ่งด้วยความเร็ว เต็มกำลังเท่าที่เธอจะทำได้ วิ่งลัดเลาะออกทางหลังบ้าน ตัดเนินเขาเล็กๆ ประมาณสองสามกิโล เธอก็ทะลุทุ่งนาอันกว้างใหญ่ วิ่งต่อไปอีกนิดก็ถึงลำธาร
“พี่โก้ พี่โก้”
ดอกแก้ววิ่งเหยาะๆ ตรงไปลำธาร ได้ยินเสียงของคนกำลังว่ายน้ำเล่นอย่างสนุกสนานอยู่ เธอชะโงกหน้าให้พ้นกอหญ้าแฝกมองไปในลำธาร เห็นโก้กำลังเล่นน้ำ ดำผุดดำว่ายอยู่คนเดียว อย่างสนุกสนาน และมีอิสระเหมือนกับปลาที่หลงเพลินแวกว่ายในสายน้ำ ให้ชุ่มฉ่ำโดยไม่แยแสว่าสายน้ำที่ตนเองกำลังว่ายอยู่นั้น จะเชี่ยวกราด และลึกขนาดไหน สนใจแต่เพียงว่าเป็นแหล่งน้ำที่ตนเองสามารถเป็น อยู่ในสภาพแห่งตน
ชายหนุ่มแวกว่ายทั้งทวนน้ำ และปล่อยให้ร่างไหลไปตามสายน้ำ บางครั้งก็ดำดิ่งลึกลงไป นิ่งอยู่ก้นลำธารโดยมิได้สนใจว่ามีใครส่งเสียงเรียก ร่างกายอันเปลือยเปล่าของเขา ยังคงปล่อยให้สายธารโลมไล้อย่างเสรี  สีผิวที่โดนแดดจนกลายเป็นสีแทน เหมือนผลพุทราป่าที่ยังดิบคาต้น ตัดกับความใสตามธรรมชาติของน้ำที่ไหลผ่านภูผาอันไกลโพ้น มันเป็นจินตภาพที่ผู้หญิงคนใด ได้พบเห็นย่อมไหลหลงและเก็บไปฝันถึง ความกำยำล่ำสัน กล้ามเนื้อที่แน่น บึกบึน บรรจงแวกว่ายในสายธารอย่างกล้าแกร่ง เขาดำดิ่งลงไปใต้สายธารอีกครั้ง และค่อยๆโผล่จมูกที่โด่งเป็นสันให้พ้นผิวน้ำ จนดวงหน้าที่มองเห็นสันกรามอันแข็งแกร่งลอยอยู่เหนือน้ำ จากนั้นร่างกายที่เต็มไปกล้ามอันเป็นมัดแน่นก็โผล่ผิวน้ำ มองเห็นเนินอกอันหนาใหญ่ ไล่ลงมาลงมาจนเห็นเอวที่กิ่วขอด ขนใต้สะดือฟูฟ่องกระจายอยู่เหนือน้ำอย่างเป็นอิสระ
“ว้าย ตายแล้ว โก้”
ร่างของดอกแก้วไถลลงจากฝั่งลงสู่ลำธาร ด้วยความตกใจที่เห็นเรือนร่าง สรีระของชายหนุ่มอย่างเต็มตา จนเหยียบกิ่งไม้พลาด หล่นหลงไปในสายน้ำ โก้ตกใจ หันมามองตามเสียง เขาเห็นร่างของดอกแก้วร่วงลงมาจากฝั่ง เขาทั้งว่าย ทั้งกระโจน โถมเข้ามาหาร่างของเธอพร้อมคว้าแขนเธอไว้แน่น พร้อมกับดึงตัวเธอให้พ้นเหนือน้ำ เพียงเพื่อไม่อยากให้สำลักน้ำ
“ว้าย ทำอะไรกันนะ หยุด หยุดเดี๋ยวนี้”
เสียงกรีดร้องด้วยความโมโหดังมาจากบนฝั่ง ทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน ภาพที่เห็นคือ วิไลวรรณ กำลังกระโดด และกระทืบเท้าด้วยความโกรธสุดขีด ที่เห็นภาพของทั้งสอง อยู่ใกล้ชิดกันอย่างแนบแน่น และสิ่งที่เพิ่มความโกรธให้เธอ คือร่างอันเปลือยเปล่าของโก้ ที่กำลังพยุงดอกแก้วอยู่แนบอก เธอทั้งด่า และสบถคำหยาบคายออกมา กร่นด่าทั้งสองด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
“ไอ้ อี ทั้งสอง ฉันจะฟ้องพ่อ มาแอบกกกอดกัน อย่างไม่อาย ผีสาง”
ทั้งสองยังไม่ทันตอบว่ากระไร เธอก็กระโดดลงมาในลำธาร พร้อมกับว่ายด้วยความรวดเร็ว ตรงเข้ามาหาทั้งสอง พอใกล้ได้ระยะ เธอกระชากผมของดอกแก้ว จนหน้าหงาย พร้อมกับฟาดเปรี้ยง ลงไปบนใบหน้าสองฉาด ดอกแก้วมิได้โต้ตอบ อย่างเธอร้องไห้ด้วยความเสียใจ พร้อมกับว่ายน้ำเข้าฝั่ง และวิ่งหายเข้าไปในสวน
“วิไลวรรณ ทำไมทำแบบนี้ หะ”
“ก็ มัน มัน ทำรุ่มร่ามยั่วเธอนี่”
โก้ไม่อยากต่อความยาว สาวความยืด ให้มากความ กอปร กับเขารู้นิสัยของวิไลวรรณเป็นอย่างดี ถ้าเขาไม่หยุด เถียง ก็เหมือนยิ่งกับเติมเชื้อไฟเข้าไปในห้วงอารมณ์โกรธของเธอ ให้ลุกโชนเผ่าไหม้ทุกสิ่งอย่างให้เป็นจุนไปได้ในพริบตา เขาจึงหันหลังจะว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง เพื่อใส่เสื้อผ้า
“เธอจะหนีฉันไปไหน นี่แนะ”
เธอกระชากแขนของโก้ ให้หันกลับ พร้อมกับตบหน้าเขาอย่างแรง หน้าของโก้ชาไปหมด พอเขาหันกลับมาก็เจอเข้าอีกหนึ่งทีเต็มแรง จนโก้ห้ามอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เขาจับแขนเธอเขย่าด้วยความโกรธ แต่วิไลวรรณก็หาหยุดโต้ตอบไม่ เธอทั้งดิ้นทั้งถีบ และทุบตีโก้ตลอด จนทั้งสองเหนื่อยแรง มารู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อวิไลวรรณได้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของโก้เสียแล้ว
ความเย็นฉ่ำของน้ำไหลผ่านร่างของทั้งสองที่กอดกันจนเนื้อแนบเนื้อ เสื้อผ้าสีเนื้อที่บางใสเปียกน้ำจนชุ่มและแนบติดลำตัวของวิไลจนแทบเป็นชิ้นเดียวกัน เนินถันที่แนบติดกับแผงหน้าอกของชายหนุ่มวัยกำดัด ความอบอุ่นของร่างต่อร่างแผ่ซ่านเข้าหากัน ร่างของทั้งเบียดเสียดแนบนิดกันแน่นสนิท ความกำยำล่ำสัน และความเป็นชายของโก้ได้เสียสีต้องเนื้อส่วนล่างของวิไลวรรณ จนทำให้เธอรู้สึกถึงความเร่าร้อนที่แผ่ไปทั่วเรือนร่างของเธอ ในขณะที่ชายหนุ่มเริ่มลูบไล้ไปบนแผ่นหลังของเธอ บีบเน้นเรื่อยมาจนถึงบันท้ายที่อ่อนนุ่ม เขาบีบ เขาเฟ้นอย่างเป็นจังหวะ จนทำให้ความรู้สึกของฝ่ายหญิงกระเจิง ปล่อยให้อารมณ์ของตัวเองล่องลอยไปกับไฟตัญหาที่กำลังครอบงำทั้งสองอยู่ เธอปล่อยให้เขาบีบเน้นปทุมถันของเธอด้วยความกำหนัด เธอรู้สึกเสียวซ่าน แหงนหน้าขึ้น หลับตาพริ้ม เธอปล่อยให้เขาปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกอย่างง่ายดาย ให้เขาโลมไล้ ไปทุกส่วนสัด ตามที่เขาต้องการ เขาทั้งจูบทั้งขบกัดเธออย่างเบาๆอยู่เนิ่นนาน  จนเธอไม่รู้ว่ามานอนอยู่ริมฝั่งตั้งแต่เมื่อไหร่ ปล่อยให้เขานอนทับบนตัวเธอด้วยความหฤหันต์ เขาเบียดกายท่อนร่างอย่างหนักหน่วงเข้าหาเธอ ยันมือทั้งสองไว้กับพื้น ทิ้งบั้นท้ายอันแข็งแรงไว้บนส่วนล่างของร่างกายเธอ เธอลืมทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้น ณ เวลานี้เธอได้ปล่อยให้ตัวเองได้ดูดดื่มกับไฟราคะที่เกิดขึ้น ให้เผาไหม้ตัวเธออย่างร้อนแรง เหมือนขณะนี้ที่ท่อนร่างของเขาได้ถาโถมลงมาอย่างหนักหน่วง นักแน่นจนเธอไม่สามารถทนตอบรับได้ ปากเธอกัดริมฝีปากแน่น ส่วนตัวเขาเบียดท่อนล่างอยู่บนตัวเธอนานแสนนาน หน้าของเขาแหงนขึ้นสู่ฟ้า ตัวเขาเกร่งหนักขึ้นเรื่อยๆ จนร่างของเขาทั้งหมดค่อยๆหล่นมาทาบทับกับตัวเธอ

                   “วิ.... วิไลวรรณ ป้าแม้นให้มาตาม”
วิไลวรรณ เรียกตัวเองออกจากความคิด ความรู้สึกถึงลีลารักของโก้ที่มอบให้ เมื่อหลายวันก่อนเธอหันไปยังเสียงเรียก เห็นดอกแก้ว ยืนอยู่ในชุดผ้าสิ้นสีม่วงลายดอกมะเขือ กรอมเท้า ใส่เสื้อสีขาวแขนพอง และมีจีบใต้เอวลงมา เธอช่างสวยงามในชุดของสาวเหนือแบบนี้เหลือเกิน เป็นชุดเสื้อผ้าที่เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอไม่ค่อยใส่แล้ว นอกเสียจากว่ามีงานพิธีทางศาสนา งานวัด หรืองานประเพณีต่างๆ เท่านั้น ในมือของเธอถือพวงมาลัยดอกกล้วยไม้ป่าสีม่วงอ่อน ปนขาวและชมพู ที่คนในหมู่บ้านของเธอเรียกว่าเอื้องฟ้า เธอคงได้บรรจงเด็ดมันออกที่ละดอก แล้วนำมาเย็บร้อยรวมกันด้วยเส้นด้ายที่ทำจากฝ้ายพันเป็นเกลียว เธอร้อยดอกเอื้องผึ้ง สีเหลืองแซมเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามยิ่งขึ้น เธอจำได้แล้วว่าเป็นวันอะไร เพราะดอกเอื้องสองชนิดนี้จะออกดอกเฉพาะช่วงสงกรานต์ และคนที่โปรดปรานดอกไม้สองชนิดนี้ก็คือพี่ชายของเธอนั่นเอง
“ตายล่ะ ฉันลืมไปเสียสนิทว่าพี่วัน พี่วันของฉันจะกลับมา”
“ใช่วิ เธอรีบไปแต่งตัวนะ ป้าแม้นแกเตรียมชุดโปรดของเธอเอาไว้แล้ว”
นอกจากจะมีวิไลวรรณ กับดอกแก้วแล้วที่ดีใจจนออกหน้าออกตา เที่ยวหาดอกเอื้องทั่วหมู่บ้านมาประดับบ้านตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อน ยังมีอีกคนหนึ่งที่ดีใจ จนน้ำตาคลอเบ้า เขาคิดถึงพี่ชายของเขาตลอดมา เฝ้ารอคอยวันกลับมาเยี่ยมบ้านของเขา หลังจากที่ไปเรียนที่เชียงใหม่เป็นเวลาสองปีกว่า เขาทราบข่าวคราวของพี่ชายก็จากจดหมายของดอกแก้วบ้าง จดหมายที่มาถึงบ้านบ้าง เขาเคยแอบน้อยใจหลายครั้ง คิดว่าพี่ชายคงลืมเขาแล้ว เพราะพี่ชายของเขาไม่เคยพูดถึง หรือเอ่ยถามอะไรจากเขาเลย หลังจากที่บ้านมีโทรศัพท์เมื่อปีที่แล้ว คนในครอบครัวกับพี่ชายของเขาติดต่อกันทางสื่อนั้นมากกว่า ครั้นเขาจะไปสอบถาม หรึยุ่มย่ามก็รู้สึกเกรงใจ หรึพี่ชายได้ลืมน้องชายคนนี้ไปแล้ว เขาเฝ้ารอเพื่อที่จะได้พบ และสอบถามความจริง เขาซิ ไม่เคยลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา แม้แต่วันแรกที่ได้รับอาหารจากนักเรียนที่ใจดีคนหนึ่งที่ข้างรั้วของโรงเรียน เขาเห็นนัยตาที่เศร้าแต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น ใจดีคู่นั้น มันได้ฝังลงไปในความรู้สึกของเขา จนทำให้เขาได้เฝ้าติดตาม ดูพี่ชายคนนั้นทุกเวลา จนรู้ว่าเวลาเท่าไหร่ ที่พี่ชายคนนี้จะขับรถผ่านมา และเขาก็ได้ตัดสินใจ ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นในวันฝนตกวันนั้น เพื่อที่จะทำให้เขาได้อยู่ใกล้พี่ชายคนนี้ ผู้ที่เขาได้เลือกแล้วว่าจะเริ่มต้นชีวิต และฝากชีวิตเอาไว้
“โก้ ทำอะไรอยู่นะ เดี๋ยวพวกเราก็จะไปกันแล้วนะ”
“ได้เดี๋ยว โก้จะไปสตาร์ทรถรอ ดอกแก้วไปตามคุณพ่อ และวิได้แล้ว”
“ได้จ๊ะ  โอ้โห โก้ เตรียมเอื้องฟ้า กับเอื้องคำช่อใหญ่เชียว จะเอาไปต้อนรับพี่วัน หรึไว้ให้สาวเชียงใหม่กันแน่”
บุญอุ้ม วิไลวรรณ ดอกแก้ว นั่งมาในรถด้วยความดีใจ ต่างคนยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความสุขที่จะได้ไปรับพนาวันที่ท่าอากาศยานแห่งใหม่ในตัวเมือง ดอกแก้วยิ้มละไมบนใบหน้า เธอมองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยท้องทุ่งนาอันเคยเขียวขจี ตอนนี้เหลือแต่ซังข้าวนาปี ที่ถูกเก็บเกี่ยวไปเมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา บางแปลงก็ถูกไถ พรวน มีน้ำขังอยู่บ้าง ชาวนาหลายคนคงเตรียมดินไว้เพื่อทำนาปรังต่อ มีนกกระยาง สีขาวหลายตัว ยืนชะเง้อหา ปลา ปู เป็นอาหาร เธอยังจำได้ถึงวันที่จากไปของพนาวัน ที่เธอทั้งวิ่ง ทั้งเดินเพื่อให้ทันรถ และเพื่อที่จะเอ่ยคำลา แต่เธอก็หาได้ทำไม่ เพราะความที่ไม่กล้าที่จะแสดงตนให้มาทัดเทียมกับครอบครัวนี้ได้ แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เพราะเธอเหมือนเป็นสมาชิกหนึ่งของครอบครัว เธอเป็นแม่บ้าน คอยช่วยงานทุกอย่าง แม้แต่งานในไร่ในสวน ทั้งนี้เพื่อแลกกับเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นๆ ที่จะสามารถทำให้ครอบครัวของเธอ มีกิน มีอยู่อย่างไม่อัตคัด เธอมองไปข้างหลัง เห็นถนนที่ลาดยางยังใหม่ๆ คอยวิ่งตามรถมาอย่างไม่หยุดยั้ง เปรียบเหมือนความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เธอได้เห็น ได้สัมผัสมันอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่รอยล้อเกวียน เปลี่ยนมาเป็นถนนลาดยาง จากตะเกียงน้ำมันก๊าด เปลี่ยนมาเป็นไฟฟ้า จากพัดลมที่เคยทำมาจากกาบต้นหมาก ก็กลายเป็นพัดลมไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้มันช่างเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเหลือเกิน แล้วจิตใจคนล่ะจะไม่เปลี่ยนแปลงไปหรือ
ในขณะที่ดอกแก้วกำลังตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อยู่นั้น โก้กลับมีจิตใจที่แน่วแน่มั่นคงที่จะได้พบกับพี่ชาย ที่ต้องไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป เขายังต้องมีความรัก ความห่วงใย และความห่วงหาอาทรณ์ต่อเขาเสมอ เขาสงบนิ่ง ขับรถไปอย่างเงียบๆ ใจจดจ่ออยู่ที่สนามบิน ที่เขาอยากจะย่อระยะทางให้มันสั้นลง เพื่อที่เขาจะได้ไปถึงให้เร็วที่สุด โก้มองไปข้างหน้า ไม่วอกแวก กับเสียงหัวเราะ พูดคุยของวิไลวรรณ กับบุญอุ้ม ทั้งสองวางแผนว่าจะจัดงานต้อนรับอย่างไร เชิญคนมามากเท่าไหร่ ล้มหมู หรึวัวดี เขาไม่สนใจแม้แต่สายตาของวิไลวรรณ ที่แอบชำเลืองมองมาเป็นระยะๆ
เด็กสาวแอบมองใบหน้า ที่คมสัน จมูกโด่ง ที่ส่งมายังริมปาก ที่บางได้รูป รับกับจมูกนั้นอย่างเหมาะเจาะ เธอมองไล้มาจนถึงลำคอ ที่หนาแน่น ใหญ่ ตั้งฉากกับหัวไหล่ทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อที่เป็นมัดๆ แน่นแอบซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อยืดคอกลมสีดำ ความบางของเสื้อแนบไปกับลำตัว ทำให้เห็นความกำยำ บึกบึนของร่างกาย มันทำให้เธอเกิดความโหยหารสสัมผัส อย่างลืมตัว หรึเธอได้ตกเป็นทาสทางกามารมณ์ของเขาเสียแล้ว เธอพยายามดึงความรู้สึกเบื้องต่ำให้หลุดออกมา อย่างไรก็ตาม เธอเปรียบเสมือนนายของเขาด้วยซ้ำไป มีสิทธิ์สั่ง บังคับให้เขาทำอะไร หรือปรนนิบัติต่อเธออย่างไรก็ได้ เธอเฉิดหน้าขึ้น เผยอปากเล็กน้อย และพูดด้วยเสียงอันดัง
“นี่โก้ วันนี้เป็นวันมงคล วันดีที่พี่วันจะกลับบ้าน แต่เธอกลับดันใส่เสื้อสีดำมา คิดบ้างหรึเปล่า”
“ผมไม่สนใจหรอก ผมรู้แต่ว่าพี่วันก็คิดถึงผมเหมือนกัน”
“แต่พี่วันชอบสีอ่อนๆ โดยเฉพาะสีม่วงอ่อนนะ”
“ก็ทุกคนก็ใส่เสื้อสีอ่อนหมดแล้ว ทำไมผมจะแตกต่างบ้างไม่ได้หรึ”
“ไอ้บ้า จาดง้าว”
“เอ้า พอๆ อย่าเถียงกันเลย ยิ้มแย้มแจ่มใสกันเข้าไว้ พี่วันเขาจะได้ดีใจ”
บุญอุ้ม จำเป็นต้องเอ็ด เพื่อให้ทั้งสองหยุด ไม่อยากให้ทุกคนรวมทั้งตัวเองมีอารมณ์ที่ขุ่นมัว เพราะตัวเองก็แอบตื่นเต้น และดีใจอยู่ลึกๆ ภายใน ลูกชายคนแรก และคนเดียวของเขา ที่ผ่านอะไรมาเยอะแยะ ตั้งแต่เด็ก เคยถูกลงโทษทั้งเบาและหนัก ถูกประคบประหงมยามเมื่อทำตัวดี ก็จะมีรางวัลให้ บางครั้งเขาเองยังรู้สึกสับสนในตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมเดี๋ยวใจดี เดี๋ยวก็ดุลูก อารมณ์ไม่ค่อยคงที่ตลอดมา จนกระทั่งเหตุการณ์ที่สูญเสียจันทร์ภรรยาสุดที่รักของเขาไป จึงทำให้เขาเริ่มมีสมาธิ ตั้งสติก่อนที่จะทำอะไรลงไป ไม่อยากให้คนรอบข้าง โดยเฉพาะลูกๆ ของเขาต้องเสียใจอีก เขาอมยิ้มอย่างมีความสุข กับลูกไม้ที่กำลังจะมาถึงที่สนามบิน มาให้เขาชื่นชมในฐานะนักศึกษาผู้ที่ใกล้จะเป็นบัญฑิต เขาภูมิใจเป็นที่สุด ถึงแม้ลูกไม้ ลูกนี้จะหล่นไกลต้นก็ตาม แต่มันพร้อมที่จะงอกเงย กลายพันธ์เป็นลูกไม้ที่แข็งแกร่ง พร้อมที่จะแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างสง่างาม เป็นหน้าเป็นตา เชิดชูวงศ์ตระกูลกระดูกสันหลังของชาติอย่างเขา อย่างน้อยก็ไม่อายที่จะคุยกับเพื่อนฝูง หรือพวกผู้ใหญ่บ้านที่จะต้องมาร่วมประชุมกันทุกเดือน ณ ที่ว่าการอำเภอ
ทุกคนมาสนามบินพร้อมกับความยินดีที่จะได้พบกับพนาวัน เด็กหนุ่ม ผู้เป็นความหวังของครอบครัว  และเป็นตัวอย่างของคนทั้งหมู่บ้าน ที่คาดว่าเมื่อเห็นความสำเร็จ เป็นบัญฑิตคนแรกของหมู่บ้านแล้วจะมีบัญฑิตรุ่นต่อไป เป็นที่เชิดหน้าชูตาของหมู่บ้าน และช่วยกลับมาพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งรุ่นต่อไปก็คงเป็นวิไลวรรณ กับโก้ ที่กำลังเรียนระดับมัธยมปลายปีสุดท้ายแล้ว ปีหน้าก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อไป
โก้พาทุกคนออกจากลานจอดรถ ผ่านประตู ตรวจความปลอดภัย ก็พาทุกคนไปยืนรอตรงจุดต้อนรับ ทุกคนมีความรู้สึกตื่นเต้นไมแพ้กัน ใจของดอกแก้วเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอรู้สึกร้อนไปทั้งร่างกาย ทั้งที่แอร์ในสนามบินนั้นเย็นจนใครหลายคนต้องสวมเสื้อผ้าหนาๆ กัน เธอดีใจที่จะได้เจอผู้ที่เคยเป็นทุกอย่าง เป็นสุภาพบุรุษ ที่คอยห่วงใย ให้ความดูแล เป็นห่วงไม่แพ้น้องสาวแท้ๆ ของเขา เธอยืนเบียดอยู่ตรงกลางระหว่างวิไลวรรณ กับโก้ ในมือถือพวงมาลัยดอกเอื้องที่ตั้งใจทำทั้งคืน ส่วนวิไลวรรณนั้นถือดอกไม้ช่อใหญ่ที่ป้าแม้นกับดอกแก้วเป็นคนทำให้ สำหรับโก้ไม่ได้นำดอกเอื้องช่อใหญ่ที่ดอกแก้วเห็นก่อนมาสนามบินมาด้วย เขาเพียงแต่ถือเข็มกลัดดอกเอื้องคำแซมกับเอื้องฟ้าพองาม ที่เขาบรรจงจัดเรียงเย็บติดกับใบโกศลสีเขียว ให้ดูเป็นช่อเล็กๆ ที่พอกลัดติดกับเสื้อได้
“นั่นไงพีวรรณ พ่อคะ พ่อ เดินมาโน่นคะ”
ทุกคนหันไปตามมือของวิไลวรรณ ที่ชี้ไปยังกลุ่มเด็กหนุ่มสาวสี่ห้าคน ที่กำลังเดินคุยกันมาอย่างสนุกสนาน หนึ่งในนั้นมีชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใส่เสื้อยืดคอโปโลสีขาว กางเกงสแล็คสีดำ สะอาดสะอ้านเดินนำหน้ามาด้วยความมั่นใจ โก้จำได้ว่าเป็นใคร เขาจ้องมองโดยไม่กระพริบตา พี่ชายของเขาช่างสง่างาม แตกต่างจากเมื่อสองสามปีก่อนที่ผิวออกจะดำคล้ำไปด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปมากดูเหมือนไม่ใช่เป็นลูกชาวสวนอีกต่อไป ผิวขาวเนียน ใบหน้าพุดผ่องสีผิวขาวอมชมพูด้วยซ้ำ ผมยาวซอย เกือบถึงบ่า คิ้วเรียวยาวโค้งเข้ม นัยน์ตาเศร้า ใส ขนตาที่ดำ ยาวงอน ขับให้ตาดูซึ้ง เศร้าเป็นประกายมากขึ้น เขารู้สึกกลัวกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจที่อาจจะมาเยือนเหมือนกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านทางร่างกาย ความดีใจ ความอยากเจอได้จางหายไป ความหวาดหวั่นเข้ามาแทนที่ เขารู้สึกอึดอัด และมึนงง จึงค่อยๆ หลบออกไปนั่งรออยู่ในรถ ปล่อยให้ทุกคนทักทายกันตามประสาญาติพี่น้อง คนที่เคยรู้จักกัน
“สวัสดีครับพ่อ โอ้โห พ่อยังดูหล่อ นุ่มแน่นเหมือนเดิมนะครับ”
วันโผเข้ากอด ทักทายพ่อที่จากกันมาเหมือนนานแสนนาน พ่อก็กอดเขาแน่นด้วยความดีใจ และความสุขที่ได้เจอกันอีกครั้ง มันนานมากแล้วที่เขาจะได้กอดพ่อเหมือนตอนเด็กๆ ที่ทั้งนอนหนุนตัก วิ่งเล่นกับพ่อในท้องนาท้องไร่ เขาเคยโหยหาความอบอุ่นเหล่านี้จากพ่อช่วงหนึ่ง ช่วงที่พ่อแอบไปมีผู้หญิงคนใหม่ในเมือง ช่วงที่พ่อลงโทษเขาตอนที่ทำผิดหลายครั้ง ความอบอุ่นเหล่านั้นมันได้ขาดตอนหลงไปหลายปี จนเขาได้พบความอบอุ่นจากน้อง จากเพื่อนและจากผู้ใกล้ชิดแทน อย่างไรก็ตามเขาก็อยากจะกอดพ่อให้หายคิดถึงอีกสักครั้งหนึ่ง
“แหม กอดกันอยู่นานเชียว ขอกอดด้วยคน”
วิไลวรรณ โผเข้ากอดพี่กับพ่ออีกคน มันเป็นภาพที่ทุกคนในสนามบินอยากจะให้เกิดขึ้นกับตัวเอง และครอบครัว หลายคนคงต้องการให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว พูดคุยถึงสาระทุกสุขดิบของกันและกัน แต่เมื่อสังคมมันเปลี่ยนไป ทุกคนเริ่มให้ความสนใจในวัตถุมากกว่าด้านจิตใจมากขึ้น ความเหินห่าง จึงค่อยก่อตัวขึ้น ทุกคนในครอบครัวต้องดิ้นรน ต่อสู้เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการ และคิดว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้ครอบครัวสมบูรณ์ขึ้น จนกระทั่งบางครั้งได้ลืมพิจารณาตัวเองว่าแท้จริงตนเอง และครอบครัวต้องการอะไร
ดอกแก้วยืนมองสามพ่อลูกกอดคอกันด้วยความปลื้มปิติ จนกลั้นน้ำตาแห่งความปิติ ยินดีไม่ได้ ตั้งแต่เธอเกิดมา และจำความได้ เธอไม่เคยได้กอด หรือถูกกอดจากพ่อกับแม่เธอเลย จนเกิดความกระดากอายที่จะโอบกอด แสดงความรักระหว่างพ่อแม่ลูกออกมาตอนโต เธอเคยโหยหามันนานแล้ว จนลืมความรู้สึกนั้น พ่อเธอมักจะตื่นแต่เช้าออกไปทำไร่ ไถนา แลกกับค่าจ้างรายวัน ซึ่งไม่ต่างจากแม่ที่ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อหุงหาอาหาร จากนั้นก็ซักผ้า ล้างจาน ออกไปทำงาน เย็นก็กลับมา รีบทำอาหารให้ทุกคนได้ทาน เสร็จก็เหนื่อย นอนพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวทำงานในวันต่อไป พวกเขาไม่มีเวลามาคอยเอาใจใส่ ดูแลลูกสาวคนนี้หรอก ปล่อยให้อยู่บ้าน ไปเรียนหนังสือ ตามยถากรรม แต่แค่เธอมีชีวิตรอดมาทุกวันนี้เธอก็ดีใจแล้ว
“นั่น ดอกแก้วใช่ไหม หอบดอกไม้มาช่อใหญ่เชียว”
“เอ้า ดอกแก้วมอบให้พี่วันซิจ๊ะ แหม อุตส่าห์เตรียมมาแล้วหลายวัน”
เธอรู้สึกร้อนไป ทั้งตัวตอนยื่นช่อดอกเอื้องให้กับพนาวัน ยิ่งเห็นเขาหยิบมันขึ้นมาประคองดม หัวใจของเธอก็พองโต เต้นตุบตับ ไม่เป็นจังหวะ เธอเขินอาย อย่างไรบอกไม่ถูก แต่เธอก็รู้สึกดี และเธอจะเก็บเอาเหตุการณ์วันนี้ไปนอนฝันหลายคืน เธอแอบชื่นชมพี่ชายของเธอตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เพราะเขาเคยเป็นเพื่อนเล่น เป็นพี่ชาย และเป็นครูคอยสอนหนังสือตอนเด็กๆ แต่เสียดายที่เธอไม่สามารถติดตามพี่คนนี้ไปได้ทุกหนทุกแห่ง คอยแต่ส่งกำลังใจไปให้ ช่วงที่เขาห่างหายไปสองปีนั้นเธอคิดถึงเขาตลอดเวลา บางวันแอบสะอื้นให้เพราะความคิดถึง บวกกับน้อยใจในวาสนาที่เธอช่างด้อยโอกาส และไม่สามารถที่จะทัดเทียมครอบครัวนี้ได้ นึกถึงวันที่อาจจะต้องสูญเสียเขาไป เธอจะเป็นเช่นไร เธอจะทนได้ขนาดไหน พี่ชายไม่รู้หรอกว่าเธอได้แอบเก็บดอกสโนที่พี่ชายทัดหูให้ตอนเด็กๆ ไว้ในหนังสือจนมันแห้งกรอบ เธอมักจะหยิบมันมาชื่นชมให้หายคิดถึงเขา
“ไปกันเถอะดอกแก้ว เดี๋ยวจะต้องรีบไปเตรียมงานต้อนรับพี่ๆ เขา”

กลางเดือนเมษายน จะเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของทั่วทุกภาคในประเทศไทย แต่ที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงรายนั้น วันสงกรานต์ มักจะมีพายุ ลมแรงและมีลูกเห็บตกเกือบทุกปี วันจำได้ว่าตอนเด็กๆ ตัวเองมักจะวิ่งออกไปเล่นน้ำกับน้องสาวและดอกแก้ว ถ้ามีลูกเห็บตกก็จะเก็บเอาไว้ โดยฝังไว้ในแกลบเพื่อเก็บไว้ให้มันอยู่นานที่สุด บางทีก็จะวิ่งไปเก็บมะม่วงที่หล่นเกลื่อนกลาดอยู่ใต้ต้น มาดองเค็ม เก็บไว้กินได้อีกหลายเดือน วันเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชนบทที่ตนเองให้เพื่อนฟัง จึงเป็นแรงจูงใจที่ทำให้พวกเขาตามมาเที่ยวสงกรานต์ที่บ้านด้วยในครั้งนี้ เพราะอยากเห็น อยากเรียนรู้วิถีชีวิตของคนที่นี่ ที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากสถานที่ ที่พวกเขาเกิด

วันนี้ยังไม่ถึงวันสงกรานต์ เหลือเพียงไม่อีกกี่วัน แต่ก็เริ่มมีลมพัดแรงในบางครั้ง ทำให้ตอนกลางคืนที่ร้อนระอุ พอเย็นลงบ้าง กลางลานบ้านที่โปร่งโล่ง ที่บ้านผู้ใหญ่บุญอุ้มใช้ เป็นสถานที่จัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับลูกชายในค่ำคืนนี้ ลมพัดเย็นสบาย ท้องฟ้าโปร่งใส มองเห็นดาวระยิบระยับ ส่องประกายอยู่เต็มท้องฟ้า  ต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ตาม
ขอบสนามหญ้าที่คอยให้ความร่มรื่นในยามกลางวัน ถูกประดับด้วยดวงไฟน้อยใหญ่ หลากสีสัน จนทำให้ดวงดาวที่ทอแสงเกลื่อนฟ้านั้นด้อยแสงลงไป โต๊ะที่ยืมมาจากวัดถูกจัดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ คลุมด้วยผ้าฝ้ายพื้นเมือง ที่ทอด้วยมือสีชมพูอ่อน บนโต๊ะมีถ้วยกระเบื้องที่มีน้ำ และช่อของดอกเอื้องฟ้าลอยอยู่เต็ม สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะบุญอุ้ม ได้ออกปากให้โก้ช่วยจัดการให้ตามที่ลูกชายชอบ ชาวบ้านหลายคนมาช่วยทำอาหารเหนือ พื้นเมืองหลายอย่าง เพื่อเตรียมต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของวัน และเพื่อนๆ ที่มาเยี่ยมบ้านครั้งแรก ถึงแม้จะเป็นงานเล็กๆ ระหว่างญาติพี่น้องในครอบครัว แต่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ก็มีน้ำใจที่จะมาช่วยเหลือ จัดสำหรับ ล้างถ้วยล้างชามให้
ทุกคนมารวมตัวกันที่ลานบ้าน พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทานอาหารร่วมกัน ทำความรู้จักกันมากขึ้น เพื่อนๆ ของวันต่างก็นั่งฟังเรื่องราวในอดีต ที่บุญอุ้ม เล่าให้ฟังเป็นฉากๆ ตั้งแต่วิไลวรรณ ถูกงูกัด วันถูกจับขังเดี่ยว รวมถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และทำให้มีลูกชายเพิ่มขึ้นอีกคนก็คือโก้นั่นเอง
“แล้ว โก้ เขาไม่มาทานอาหารด้วยกันหรือค่ะ คุณลุง”
“จริงด้วย หนุ่มต่างจังหวัด ที่หน้าหล่อเหลา เขาเป็นอย่างนี้ทุกคนหรือค่ะคุณลุง”
เอื้อมพร กับวิชุดา เพื่อนสาวสองคนของวัน พูดกระเซ้าขึ้นมาตามประสาของเด็กที่มาจากกรุงเทพฯ ที่ถูกเลี้ยงมาอีกอย่างที่แตกต่างจากเด็กชนบท ทั้งสองมีความมั่นใจ จะหยิบจะจับอะไร ดูคล่องไปหมด กล้าพูด กล้าทำ กล้าคิด
“เดี๋ยว...เอ้อ ดอกแก้วไปตามให้ก็ได้ค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก วิไปตามให้ก็ได้”
“ขอบใจจ๊ะ น้องสาวของวัน เนี๊ยะ น่ารักจังเนาะ ดูท่าทางจะหึงพี่ชายบุญธรรมน่ะ”
“ก็คงงั้นมั้ง เดี๋ยวนี้เขาสนิทกัน ก็เพราะเราจากไปตั้งสองปีนะ”
วิไลวรรณ ออกจากวงสนทนา ด้วยความไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมไม่ค่อยชอบเพื่อนพี่ชายเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะท่าทางที่ไม่เคอะเขิน มั่นใจ หูตาแพรวพราวของทั้งสอง เมื่อยามมองโก้ หรือเปล่าที่คอยยั่วยุอารมณ์ของเธอให้ร้อนขึ้น ไม่ค่อยเก็บอารมณ์ เดินสะบัดออกมาจากกลุ่ม แล้วก็เดินดุ่มตรงไปยังห้องของโก้ โดยไม่สนใจสายตาของชายหนุ่มที่มากับพี่ชายของเธอ ที่พยายามแสดงความสนใจออกมา ตามประสาชายหนุ่มที่เห็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน  แถมยังเป็นสาวเหนือ ที่สวย ผิวขาวเนียน ใบหน้าผ่อง ดวงตาส่องเป็นประกายยามต้องแสงไฟ
วิไลวรรณเดินมาถึงหน้าห้องของโก้ เธอผลักเข้าไปโดยไม่ได้เคาะบอกกล่าวก่อนล่วงหน้า อาจะจะเป็นความเคยชิน หรือความที่เธอรู้สึกเป็นเจ้าของ และมีอำนาจที่เหนือกว่าเจ้าของห้อง จึงทำให้เธอไม่ค่อยยำเกรง จะเข้าจะออกเมื่อไหร่ก็ได้ในยามต้องการ
“วิเข้ามาทำไม วันหลังเคาะห้องด้วยนะ”
“ทำไมต้องเคาะด้วยละ”
“ก็ลองคิดเอาเองดูซิ”
“เอะ ทำไมต้องอารมณ์เสียด้วย นี่พ่อให้มาตาม ทำไมไม่ไปร่วมท่านข้าว”
โก้ก็ไม่เข้าใจในความรู้สึกของตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมตนเองถึงรู้สึกหงุดหงิด ไม่อยากพบหน้าใคร โดยเฉพาะพวกเพื่อนๆ ของพี่ชายที่เขารัก เขารู้สึกเคืองขุ่น โกรธพวกเขาโดยไม่รู้สาเหตุ ทั้งที่เมื่อวานเย็น เขารู้สึกตื่นเต้น และดีใจที่จะได้พบพนาวัน พี่ชายที่เขาเทิดทูนไว้เหนือใคร พี่ชายที่ให้ชีวิตใหม่กับเขา ให้ทุกสิ่งทุกอย่างในสิ่งที่เขาอยากได้ อยากมีตอนเด็กๆ เขาได้รับความแบ่งปัน ทั้งทางด้านวัตถุ ความรักและความอบอุ่นจากพี่ชายคนนี้ จนกระทั่งทำให้เขาไม่เคยคิดที่จะติดตาม หรือเสาะหาญาติๆ ของแม่ เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขา เพราะอาจจะไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีอย่างนี้ ถ้าพวกเขารู้ว่าตนเอง เป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งพ่อและแม่เสียชีวิต
“เดี๋ยวพี่ตามไปก็แล้วกัน”
“เอ้า! มาอยู่กันที่นี่เอง  พี่เห็นทั้งสองหายไปนาน จึงมาตาม”
“งั้น วิ ไปก่อนนะค่ะ เสร็จแล้วอย่ารีบไปล่ะ เดี๋ยวเพื่อนๆ จะรอนาน”
โก้ ดีใจมากที่สุด เหมือนกับมีใครมาเติมเชื้อไฟ ในร่างกายให้อบอุ่นขึ้น เขายืนจ้องพี่ชายของเขา ที่กำลังน่าแดงด้วยฤทธิ์สุรา อย่างเต็มตา พี่ชายคนนี้เปลี่ยนไปมาก หน้าตาเกลี้ยงเกลา ใสสะอาด มาดมั่นเต็มไปด้วยความมั่นใจ ดื่มสุราเป็น ความใสซื่อ และความใจดีมันถูกฝังลึกซ่อนเร้นไว้ส่วนไหนไม่อาจทราบได้ หรึมันไม่ได้เหลือให้เขาได้ชื่นชม ปลาบปลื้ม เหมือนแต่ก่อน
“โก้ มองพี่ทำไม พี่เปลี่ยนไปมากหรึ”
โก้ไม่พูดอะไร เขาโผเข้ากอดพี่ชายไว้แน่น ปล่อยโฮ ออกมาด้วยความรักและคิดถึง ปากก็ได้พร่ำว่าคิดถึงพี่วันตลอด
“พี่วัน รู้ไหมครับ ว่าผมคิดถึงพี่มาก แต่ทำไมพี่ช่างใจร้ายจัง ไม่คิดที่จะเขียนจดหมาย หรือพูดคุยกับผมทางโทรศัพท์เลย”
“ทำไมพี่จะไม่คิดถึง แต่พี่อยากให้เราเข้มแข็ง ไม่งอแงเหมือนตอนเด็กๆ เพราะในอนาคต คุณพ่อของพี่ และน้องจะได้พึ่งพา เราได้”
“ผมขอโทษ ผมจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว”
“จำไว้นะโก้ ลูกผู้ชายไม่ควรร้องไห้ให้ใครเห็นง่ายๆ แบบนี้ เมื่อตอนเด็กๆ โก้อาจจะร้อง งอแงหาพี่ แต่ตอนนี้โก้ เป็นนักศึกษา เป็นผู้ใหญ่แล้ว”
“แต่ผมคิดถึงพี่วันนะครับ ผมมีเรื่องมากมายอยากจะพูด อยากจะเล่าให้ฟัง”
“ความคิดถึง ไม่จำเป็นต้องบอก หรือแสดงออกมาให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้ แค่มองตาก็เข้าใจแล้ว”

                   ทั้งสองปรับความเข้าใจกันเสร็จ ก็เดินตรงไปร่วมงานเลี้ยง ซึ่งแต่ละคนก็เริ่มได้ที่แล้ว โดยมีวิไลวรรณ ดอกแก้ว กับป้าแม้น คอยดูแล หนุ่มสาวที่มาจากต่างจังหวัด ซึ่งตอนนี้ต่างนั่งห้อมล้อมบุญอุ้ม ฟังเรื่องราวต่างๆ พร้อมซักไซร้ สอบถามถึงประวัติ ของพนาวัน ตอนเด็กๆ ว่าเป็นอย่างไร บุญอุ้มก็เล่าจนหมดเปลือก อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ ของน้ำเมาด้วย เขาจึงพรั่งพรูออกมาเกือบทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องงูกัด  ขังพนาวัน อุบัติเหตุ แม้กระทั่งเรื่องที่ถูกเพื่อนๆ ล้อว่านิสัยคล้ายๆ ผู้หญิง
“แล้วคุณพ่อ คิดเห็นอย่างไรค่ะ เกี่ยวกับเรื่องนี้”
“ก็รู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าวันมันเป็นอย่างว่า ความฝันของพ่อก็คงพังทลายลงไป”
“ทำไมละค่ะ คุณพ่อก็ยังมีโก้ มีวิไลวรรณอีก”
“คือพ่ออยากให้มีใครมาสืบทอดงานของตนเอง มีทั้งไร่ นา และดูแลชาวบ้าน”
ดอกแก้วยืนฟังอยู่ใกล้ๆ ความอิ่มใจ สุขใจเกิดขึ้นในตัวเธออย่างแปลกประหลาด เหมือนมีไฟเคลื่อนไหวอยู่ในตัวเธอ เมื่อรู้ความตั้งใจของบุญอุ้ม ที่จะให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตนมาสืบทอดเจตนารมณ์ มาเป็นหัวเรือให้กับชาวบ้าน เธอพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างเขา คอยดูแลเอาใจใส่ให้เขาสบายกาย และสบายใจเหมือนกับแม่จันทร์ ที่เคยดูแลผู้ใหญ่บุญอุ้ม เธอได้วาดฝันภาพไว้ล่วงหน้าเป็นปีๆ ซึ่งอีกไม่นานวันก็จะจบปริญญา
“อุ้ย มากันแล้ว หายไปไหนกันตั้งนาน เนี๊ยะพวกเรามึน เพราะฤทธิ์ของสาโทแล้วนะ”
“เอื้อมพร คนโปรดของเธอมาแล้ว จะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นไง”
วิชุดาเดินไปควงแขน โก้ที่เดินมากับพนาวัน และดึงแขนให้ไปนั่งใกล้ๆ กับเอื้อมพร การกระทำครั้งนี้ ได้ก่อความขุ่นเคืองให้กับวิไลวรรณเป็นอย่างมาก เหมือนมีไฟลุกโชน เผาไหม้ภายในจิตใจของเธอ อยากจะกรีดร้อง ตะโกนด่าก็ทำไม่ได้  อะไรก็ตามที่เป็นของเธอแล้ว เธอไม่เคยแบ่งปันให้ใคร อันเป็นนิสัยที่ถูกสั่งสมมาตั้งแต่เด็กๆ คนที่เคยแบ่งปันให้ก็คือพี่ชายของเธอเท่านั้น เธอพยายามเดินเข้าไปใกล้โก้  เพื่อให้รู้สึกว่าเธอไม่ชอบกับการกระทำดังกล่าว แต่โก้หาได้ทราบเจตนาของเธอไม่
“โก้ ช่วยไปยกกระถางเอื้องฟ้า มาไว้ใกล้ๆ พี่วันหน่อยซิ ฉันยกไม่ไหว”
“ไม่ต้องก็ได้โก้ นั่งตรงนั้นแหละจะได้เป็นเพื่อนคุยกับเพื่อนๆ ของพี่”
“ครับพี่วัน”
วิไลวรรณ ได้แต่แสดงอาการค้อนออกมาเล็กน้อยให้แต่พองาม กลัวคนอื่นเห็นอาการไม่สบอารมณ์ของเธอ   เธอถอยห่างออกมา จากนั้นก็เดินเลียบเคียงไปยังเพื่อนชายของวัน ที่ยืนคุยกับดอกแก้วตรงใต้ต้นลิ้นจี่อย่างออกรส เธอมีจุดประสงค์ที่ให้โก้เห็นว่าเธอก็สามารถทำในสิ่งที่เขาทำได้
“คุยอะไรกันอยู่หรึ ให้วิร่วมวงด้วยนะ”
“ได้ครับ เรากำลังคุยถึงเรื่องของดอกเอื้องฟ้า กับเอื้องคำอยู่”
“แล้วคุยกันถึงไหนละคะ”
“อ้อ! ก็คุยถึงว่าดอกไม้ทั้งสองนี้ ที่เขาเล่ากันมาเป็นตำนานก็คือว่า เป็นความรักที่คนทั้งสองมีให้กัน  แล้วมิสมหวัง ฝ่ายชายจึงเกิดมาเป็นเอื้องฟ้า ส่วนฝ่ายหญิงเกิดมาเป็นเอื้องคำ ปีหนึ่งเขาก็จะมาพบกันช่วงนี้แหละครับ”
“ใครเล่าให้พี่สมภพ กับพี่ชัยฟังละค่ะ”
“ก็ดอกแก้วไงครับ”
ดอกแก้วเคยอธิฐานอยู่เสมอ เป็นประจำทุกปีที่ไปวัดในวันสงกรานต์ เธอจะถวายพระด้วยดอกเอื้องฟ้า และเอื้องคำ พร้อมขอพรว่าถ้าเธอมีความรักก็ขอให้ความรักของเธอเป็นอมตะเหมือนเจ้าฟ้า กับบัวคำ ที่มีแต่ความแตกต่างทั้งชาติ วรรณะ และฐานันดรศักดิ์ เกิดความรักกันแต่ก็พลัดพรากจากกัน ท้ายสุดก็กลับมาอยู่คู่กันเป็นเอื้องฟ้า กันเอื้องคำตลอดกาล
“วิว่าพวกเราไปรวมกันที่โต๊ะตรงโน้นดีกว่าค่ะ ทุกคนคุยกันสนุกสนานเชียว โดยเฉพาะพี่วิชุดากับเอื้อมพร คุยกับโก้ อย่างกับรู้จักกันมานานนะคะ”
วิไลวรรณพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่การสนทนาจะดำเนินต่อไป อารมณ์ของเธอเริ่มไม่คงที่ มันสั่นคลอนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เธอไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน อาจจะมีบ้างเมื่อเห็นดอกแก้ว กับโก้อยู่กันสองต่อสอง แต่เธอก็มั่นใจในตัวเองว่าเหนือกว่าดอกแก้ว แต่กับเพื่อนสาวของพี่ชายที่มาจากต่างแดนนั้นเธอรับไม่ไหว เพราะพวกเขามีเสน่ห์ มีความมั่นใจในตัวเองสูง พูดจาฉะฉานตรงไปตรงมา ยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงความสนิทสนมออกมาอย่างชัดเจน และรวดเร็วเกินไป ทั้งที่พบกันยังไม่ทันข้ามวัน
อากาศที่ร้อนอบอ้าวตอนย่ำค่ำนั้น ค่อยเย็นลงเรื่อยๆ ดวงดาวที่ส่องระยิบระยับตอนหัวค่ำนั้นเริ่มจางหายไป ดาวแต่ละดวงค่อยๆ อ่อนแสงลง เมื่อแสงแห่งจันทรานั้นมีอานุภาพเหนือกว่า แผ่รัศมีอันกว้างใหญ่ บดบังรัศมีอันน้อยนิดของดวงดาวเหล่านั้น บุญอุ้มขึ้นไปนอนบนบ้านก่อนใคร เนื่องจากความเหนื่อยบวกกับฤทธิ์ของเหล้าป่าที่ผลิตกันในหมู่บ้านนั่นเอง ส่วนหนุ่มสาวก็ยังพูดคุยกันต่อ พลัดกันเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างสนุกสนาน โดยมีโก้ วิไลวรรณ และดอกแก้ว เป็นผู้ฟังเสียส่วนใหญ่ วิชุดาจะเป็นผู้นำในการเล่าเรื่อง ส่วนคนอื่นก็ช่วยกันเป็นลูกคู่
“วันแรก ที่มีการรับน้องคณะ ฉันสงสารวันมากเพราะโดนรุ่นพี่แกล้งซะส่วนใหญ่”
“ตายละเนี๊ยะ ถ้าเกิดว่าชัยอยู่คณะเดียวกันกับวัน คงไม่ปล่อยให้วันโดนรุ่นพี่รังแกแน่”  เอื้อมพรเสริม
“เอ้า ก็มีสมภพคอยดูแล อยู่แล้ว แถมยังมีสาวสวย วิชุดาคอยปลอบใจอีกต่างหาก”
ชัยเพื่อนเก่า ของวันขัดขึ้นมา เพื่อสร้างให้เรื่องสนุกขึ้น
“เอ้า พอละ นั้นมันสองปีที่แล้ว ตอนนี้เราดูแลตัวเองได้นะ”
วันพยายามแย้ง เพื่อจะเปลี่ยนเรื่อง
“ไม่ต้องห่วงหรอกวัน ต่อไปเราจะดูแลนายจนกว่าจะจบก็แล้วกัน” สมภพพูดจบ ก็เดินอ้อมมายืนข้างหลังเก้าอี้ ตัวที่วันนั่งอยู่ โดยมีวิชุดาแกล้ง หรือ เป็นเพราะความเมานั่งซบอยู่ข้างๆ
“ต้ายๆ ใครจะมาแย่งพ่อพนาวันคนเก่งของฉันไม่ได้นะ สงสัยได้เหรียญทองแน่ๆ”
“เอ้าวัน เป็นอะไรแก้มแดงเป็นลูกตำลึงเชียว ทำเป็นอายไปได้”
“ไม่เอาค่ะ พี่ชัยให้พี่วิชุดาเขา เล่าต่อดีกว่า วิอยากจะฟังว่า สองปีที่ผ่านมานั้นพี่วันทำอะไรบ้าง”
วิชุดาเล่าให้ทุกคนฟัง ถึงความเปิ่น ความขี้อาย ในวันรับน้องของพนาวัน ที่ถูกรุ่นพี่แกล้งมากกว่าเพื่อนผู้ชายรุ่นเดียวกัน อันเนื่องมาจากความสุภาพ อ่อนหวานที่มีอยู่ในตัว บวกกับสีผิวที่ได้มาจากจันทร์ผู้เป็นแม่ที่ขาวนวล เหมือนสาวเหนือส่วนใหญ่ ทุกคนตั้งใจฟังอย่างสนุกสนาน พร้อมกับการดื่มน้ำเมาที่เรียกว่าสาโท ดองกล้วยตากที่มีรสหวานหลอกล่อให้คนริ้มรส จนลืมไปว่าสิ่งที่แฝงอยู่ในรสหวานนั้นมีแอลกอฮอลปนอยู่ ทำให้แต่ละคนมีอารมณ์ ความรู้สึก และสติที่ไม่เต็มร้อย โดยเฉพาะพนาวัน ที่เป็นคนไม่ชอบดื่มอยู่แล้ว ถูกเพื่อนคะยั้นคะยอให้ดื่มไปหลายแก้ว จึงเริ่มเมาก่อนใคร
“ปกติผมไม่เคยเห็นพี่วันดื่มเลย” โก้เอ่ยขึ้น
“ว้าย ตายแล้ว โก้พูดแล้ว” เอื้อมพรพูด พร้อมมีเสียงเฮ ของเพื่อนตามมา
“โก้ เขาพูดน้อยอยู่ แล้ว โดยเฉพาะกับคนที่ไม่คุ้นเคย” วิไลวรรณแทรกขึ้นมา เพื่อดึงความสนใจของทุกคนมาที่ตน โดยเฉพาะเอื้อมพร
“แหม น้องวิ คุยกันตั้งนาน ก็รู้จักกันแล้ว อีกหน่อยพวกพี่ก็จะมาบ่อยๆ”
วิไลวรรณได้แต่เงียบ เหมือนคลื่นที่อยู่ใต้น้ำ ที่พร้อมจะแสดงความรุนแรงออกมาเมื่ออากาศแปรปรวน เธอไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่มองค้อนไปยังโก้ พร้อมกับพูดถึงเรื่องโปรแกรมการเที่ยวของวันรุ่งขึ้น
“พี่วันคงเมามากแล้วล่ะ เดี๋ยวโก้พยุงไปที่ห้องนะ อีกอย่างพรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันแต่เช้า  วิจะพาพวกพี่ๆ ไปเที่ยวอีกหลายที่”
ทุกคนยังคงคุยกันสนุกสนานกัน หลังจากที่โก้พยุงวันไปยังห้องพัก มีดอกแก้วคอยเติมกลับแกล้มและคอยอำนวยความสะดวกอยู่ใกล้ๆ เธอมีความสุขกับการได้บริการเพื่อนของพนาวัน ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เสียชื่อเจ้าของบ้าน นานแล้วที่เธอไม่ได้ดูแลคนที่เธอแอบชื่นชมอยู่ห่างๆ คอยแอบฟังข่าวคราวของเขาเสมอ น้อยครั้งที่ในจดหมายของเขาจะถามหาเธอ ว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร แม้เพียงจะน้อยนิดแต่เธอก็ดีใจ เพราะอย่างน้อยไม่ได้สูญหายไปจากความทรงจำของเขา คนที่เธอบูชา
โก้พยุงพนาวันถึงห้องนอน เขาพยุงพี่ชายขึ้นไปนอนบนเตียง จากนั้นก็ไปยกกาละมัง ที่มีน้ำเย็นเกือบเต็ม พร้อมกับผ้าขนหนูสีขาวผืนเล็กมา เพื่อเตรียมจะเช็ดเนื้อตัว และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ เขาจ้องมองหน้าพี่ชาย พยายามจดจำทุกอณู เอาไว้ ดวงหน้าที่กลม เรียว เหมือนรูปไข่ คิ้วที่ดกดำเรียวยาว อยู่เหนือดวงตาที่กำลังหลับพริ้ม ขนตาที่งอนยาว โผล่พ้นออกมา ขับให้ใบหน้าที่ขาวนวล เหมือนกับใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่ง ริมฝีปากที่เรียวบาง พูดอะไรออกมาเบาๆ เหมือนกับคนที่เพ้อ เขาก้มหน้าเข้าไปใกล้ แล้วค่อยๆ เอียงหูแนบกับริมฝีปาก กลิ่นของแอลกอฮอล์โชยออกมาจากลมหายใจของเขา
“ทำอะไรนะ โก้”
สมภพโผล่เข้ามา พร้อมกับเดินตรงรี่มาหาโก้ เหมือนกับโกรธใคร ที่ทำให้เคืองขุ่นใจ
“ผมกำลังจะเช็ดตัวให้พี่วันครับ”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
โก้มอบที่เช็ดตัวให้กับสมภพ ส่วนตัวเองออกมายืนอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้าน แหงนมองท้องฟ้า ปล่อยให้ความคิด ล่องลอยไปกับสายลม ที่เริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ หอบเอากลุ่มก้อนเมฆ ที่อยู่ปลายฟ้าฝั่งโน้น ทางสวนลิ้นจี่ มารวมกันตรงกลาง ปิดบังแสงสว่างของดวงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับเมื่อชั่วครู่ให้อับแสงไป เมฆเริ่มคล้อยต่ำลงมา ลมเริ่มพัดแรงขึ้น จนต้นไม้บางต้นลู่ไปกับมัน อีกไม่นานฝนฤดูร้อนก็จะตกลงมา เพื่อเป็นสัญญาณของคนในถิ่นนี้ว่าปีใหม่ หรือวันสงกรานต์ได้มาถึงแล้ว
เขายังคงยืนอยู่ ในมุมมืดของระเบียง กอดอกมองดูแต่ละคนที่ช่วยกันเก็บของขึ้นเรือน เพื่อหลบฝนที่กำลังปรอยๆ ลงมา เขากังวลในหลายเรื่อง  จนเป็นภาพจินตนาการขึ้นมาในสมอง ว่าสักวันจะต้องสูญเสียใครสักคนหนึ่งที่เขารักและบูชา คนที่เขาได้ตัดสินใจเลือก และมอบชีวิตจิตใจให้ไป เขาไม่อยากให้เหตุการณ์ที่วาดไว้เป็นจริงขึ้นมา ยิ่งตอนนี้ พี่วันเมาจนไม่รู้เรื่อง ไม่สบาย เขาควรจะได้ดูแลอยู่ใกล้ ไม่ใช่คนอื่น ที่มาทีหลัง จึงตัดสินใจเดินย้อนกลับไปที่ห้องของพี่ชาย เพื่อแอบดูอาการ ว่าเป็นอย่างไร
เขาค่อยเดินอ้อมไปทางด้านหลังของตัวเรือน เพื่อหลีกเลี่ยงการมองเห็นของคนอื่น ที่กุลีกุจอช่วยกันเก็บของอยู่ ค่อยๆ เดินแบบย่อง ไปยังหน้าต่างที่เปิดแง้มลับลมอยู่เล็กน้อย หยุดยืนอยู่ตรงรอยแง้มนั้น พร้อมกับเขย่งเท้าเพื่อให้มองเห็นภายในห้อง เขาแนบหน้าเข้าไปให้ใกล้ที่สุด กวาดสายตาเริ่มตั้งแต่ประตูห้อง ไปยังตู้เสื้อผ้า วกลงมามองบนพื้น ซึ่งตอนนี้มีเสื้อผ้า สองสามผืนกองอยู่ เขาจำได้ว่าเป็นเสื้อของพนาวัน สมภพของถอดออก เช็ดตัวให้พี่ชายของเขา เพื่อให้ฤทธิ์ของเหล้าป่าเบาบางลงบ้าง เขากวาดสายตาต่อไปที่เตียง เพื่อให้แน่ใจว่าพี่ชายของเขาปลอดภัย และสร่างเมาแล้ว เขามองเห็นเท้าของพี่ชายของเขาตรงปลายเตียง ขยับไปมาทำให้เขาค่อยชื้นใจมากขึ้น เขามองขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่เขาเห็นต่อจากนั้น มันเป็นภาพที่ทำให้เขาช็อค เท้าเย็นเฉียบ เรื่อยมาตามแขนขา จนทำให้ตัวแข็งทื่อ เขาทำอะไรไม่ถูก น้ำตาแห่งความสูญเสียมันเอ่อล้นออกมา เขารู้สึกเจ็บปวดตรงหัวใจ อย่างแสนสาหัส ทรมานยิ่งนัก เหมือนกับมีมีดมาทิ่มแทงลงบนหัวใจ เขาแพ้ เขาสูญเสีย พี่ชายที่เขาสุดรัก สุดห่วงไปอย่างสิ้นเชิง เขาวิ่งออกจากที่นั้น ฝ่าสายฝนออกไป วิ่งไปให้ไกลสุดไกล เพื่อหนีภาพที่เขามองเห็น เพื่อให้สายฝนที่โปรยลงมาอย่างหนักลบเลือนมันออกจากความทรงจำ เขาวิ่งมาจนรู้สึกเหนื่อยล้า จึงหยุดยืนอยู่ตลิ่งริมน้ำ เขาร้องให้คร่ำครวญ พร่ำบ่นออกมาอย่างสุดเสียงว่าตัวเองได้สูญเสียแล้วสิ้นแห่งความรักไปแล้ว เขาใช้มือข้างหนึ่งทุบตีลงบนต้นไม้จนมือแตก เลือดไหลซิบออกมา สายตาของเขาเหม่อมองออกไปบนสายน้ำ ภาพแห่งความหลัง ที่เขาทั้งสองเคยว่ายเล่นน้ำด้วยกัน ตอนนี้มันมีภาพของพี่ชายที่รักของเขา กำลังกอดก่ายกับคนอื่น ในสภาพที่เปลือยเปล่า อย่างมีความสุขอยู่บนเตียง มันเป็นความรู้สึกที่ผิดหวังและเสียใจที่สุด มากพอๆ กับเหตุการณ์ที่เขาได้พาผู้ชายคนอื่นมาฆ่าพ่อกับแม่ของตัวเอง
เขาล้มตัวลงนอน อย่างไร้เรี่ยวแรง ปล่อยให้ยุง หรือแมลงต่างๆกัดต่อย อย่างไร้ความรู้สึก น้ำตาแห่งความรันทด สูญเสีย เอ่อล้นอาบแก้มอย่างไม่ขาดสาย ความรักเอย ความรักอันแสนบริสุทธิ์ ที่เขาเสาะแสวงหา ตลอดมานานาแสนนาน ตั้งแต่สูญเสียบุพการีไป ได้สูญหายไป อย่างไม่หวลกลับมาแน่นอน เขาใคร่ครวญ ไปมาอย่างสับสน จนสมองล้าและอ่อนเพลีย ทำให้เขาสิ้นแรง หลับไปอย่างไม่รู้ตัว
“โก้ โธ่เอ่ย คงเมามาดูซิ มานอนตากลม ตากฝนอยู่อย่างนี้”
ความชุ่มช่ำ เย็นเฉียบจากน้ำบนผืนผ้า ที่เช็ดถู ลูบไล้อยู่บนใบหน้าของเขา อย่างอ่อนโยนทำให้เขาตื่นขึ้นมาจากความฝันอันโหดร้ายของเมื่อคืนที่ผ่านมา เขาค่อยๆ ลืมตาอย่างช้าๆ เพื่อเพ่งมองบุคคลที่นั่งอยู่ข้างๆ ว่าเป็นใคร ภาพที่เลือนลาง ค่อยชัดเจนขึ้นจนทำให้เขาเห็นดวงตาอันสดใสบนใบหน้าอันอ่อนละมุนจ้องมองเขาอยู่
“พี่วัน”
“เป็นไงเมามากเลย หรึ แต่ละคนตามหากันจ้าละหวั่น ต้องการคนขับรถไปเที่ยวนะ”
โก้อดน้อยใจไม่ได้ เขาเป็นได้แค่เพียงคนขับรถเท่านั้นหรึ ไม่ใช่น้องชายที่พี่วันเคยหลงนัก หลงหนาตอนมาอยู่ด้วยช่วงแรก อยากได้อะไร ก็ได้ อยากกินอะไรก็ได้กิน
“งั้นผมขออาบน้ำ ให้สดชื่นก่อนนะครับ พี่วันอาบด้วยกันไหมครับ”
โก้ลุกขึ้น พลางดึงแขนให้วันตามไป ที่ตลิ่ง เพื่อชวนอาบน้ำด้วย เขายืนอยู่ริมตลิ่ง ชั่วครู ก่อนที่จะถอดเสื้อผ้าให้ร่างกายเปลือยเปล่า และกระโดดลงไปในลำคลอง

 

เอื้องผิดกอ (ตอนที่ 1)

ตอนที่ 1 จุดผันเปลี่ยนของชีวิต

                   ท้องทุ่งเขียวขจี กว้างสุดลูกตา ชาวนาหลายคนกำลังช่วยกันดำนาอยู่ท่ามกลางแสงแดด ที่ร้อนระอุเหมือนกับจะแผดเผาทุกอย่าง ที่ขวางหน้าให้มอดไหม้ไปทันที ถึงแม้แดดจะร้อนจัดเพียงใด ชาวนาผู้ได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติมานาน ก็ยังตรากตรำประกอบอาชีพของตนอย่างมีความสุข  เสียงเพลงลูกทุ่ง ที่ดังมาจากวิทยุทรานส์ซิสเตอร์ที่วางไว้บนคันนา ช่วยให้พวกเขาปลดเปลื้องความเหนื่อยหล้าลงไปบ้าง บางคนก็ร้องเพลงคลอไป โดยมีอีกหลายคนช่วยกันประสานเสียงให้อย่างกลมกลืน เสียงเพลงสลับกับการพูดของนักจัดรายการที่ทั้งอ่านจดหมายขอเพลง และโฆษณาสินค้าให้กับสปอนด์เซอร์สนับสนุนรายการของตน
ถัดจากทุ่งนาไปทางทิศตะวันตกมีเนินเขาเล็กๆ ปกคลุมไปด้วยต้นไม้อันเขียวขจีอยู่ทุกฤดูกาล อันเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านแถบนี้อีกที่หนึ่ง มีทั้งหน่อไม้ สัตว์ป่า แมลง เห็ดป่า ที่พวกเขามักจะชวนกันออกไปหา ในวันที่ว่างจากการทำนา หน้านี้เป็นหน้าฝน ดอกไม้ป่าหลายชนิดแข่งกันบาน อวดสีสันอันสวยงามของตนเอง มองดูโดดเด่นตัดกับความเขียวของหญ้าป่า  ลมพัดเบาๆหอบเอาเสียงหัวเราะ อันสดใส บ่งบอกถึงความสนุกสนาน ของเด็กชายหญิง ที่กำลังเล่นน้ำในลำธารที่ไหลเอื่อย มาจากภูเขาอันไกลลิบ
“ มาเก็บดอกโสนทางนี้ เร็วพี่วัน พี่วิ”
“ เดี๋ยว รอเดี๋ยว กำลังใส่เสื้อ”
เด็กหญิงตัวเล็กในผ้าถุงสีม่วงลายดอกมะเขือ กวักมือเรียก เด็กชายตัวอ้วนขาวกับน้องสาว อายุไล่เลี่ยกันให้ช่วยเก็บดอกโสน สีเหลืองที่กำลังแข่งกันผลิบานรับแสงแดดที่ร้อนเปรี้ยง บางดอกถึงวัยชราร่วงหล่นสู่ผิวน้ำ และไหลเรื่อยไปกับสายธารไปตามยถากรรม ไม่รู้ว่าจะติดกับอะไรที่ไหน เด็กชายเอื้อมมือเก็บดอกโสนได้สองช่อใหญ่ ทัดพวงหนึ่งที่หูของน้องสาวของตัวเอง  อีกพวงทัดที่หูของดอกแก้วเพื่อนที่มาด้วยกัน
“ นี่คือรางวัล สำหรับนักเรียนทั้งสอง ที่ขยันมาเรียนหนังสือกับครูพนาวัน”
“เดี๋ยวนักเรียน ก็จะมอบให้ครูด้วย คอยเดี๋ยวนะ”
วิไลวรรณเดินเหยียบขอนไม้ที่ขวางอยู่ แล้วกระโดดไปใกล้ต้นดอกโสนที่อยู่ทางขวามือ ซึ่งมีดอกเหลืองเป็นพวงระย้าห้อยอยู่ตามกิ่งของมัน เด็กหญิงเลือกเอาพวงที่ใหญ่ที่สุด พยายามเขย่งเท้าเด็ด พอเด็ดได้ดอกสโนที่เหลืองใสทั้งพวงก็หลุดจากมือ ค่อยๆพริ้วหล่นลงบนกองหญ้าคา เธอค่อยๆ นั่งลงบนพื้น เอื้อมมือที่จะเก็บมันขึ้นมา แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งร้องสุดเสียงด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย ช่วยด้วย”
ความเจ็บแปลบปลาบเริ่มขึ้นที่มือ  และเริ่มแผ่มาที่แขน เธอแทบช็อคเป็นลม เมื่อเหลือบเห็นที่มาของความเจ็บปวด เจ้างูเห่าตัวเขื่องเลื้อยเข้าไปใต้ขอนไม้ หลังจากที่ได้จัดการกับผู้ที่บุกรุก ดินแดนของมัน วันรีบวิ่งมาเมื่อได้ยินเสียงร้อง ทันทีที่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น เขารีบดึงเอาเถาวัลย์มารัดที่แขน เลยแผลขึ้นไป ปากตะโกนบอกให้ดอกแก้วให้วิ่งไปบอกพ่อ ที่กำลังคุมงานอยู่กลางทุ่ง วันรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่รัดเถาวัลย์ให้แน่นอย่างที่พ่อเคยบอก จากนั้นรีบเอามีดที่ติดมือมาด้วย กรีดแผลให้กว้างขึ้น โดยไม่สนใจเสียงร้องของน้องสาว เขาคาดเดาไม่ถูกว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อพ่อมาถึงที่นี่  เพราะพ่อเคยสั่งห้าม พาน้องออกมาเล่นไกลบ้าน
วันนั่งเฝ้าน้องสาว ที่กำลังร้องให้เพราะความเจ็บ ยิ่งเห็นหน้าอันซีดเผือดของน้อง ก็ยิ่งตกใจ ความกระวนกระวายใจคลายลง เมื่อได้ยินเสียงรถมาจอดที่สะพาน พร้อมกับเสียงฝีเท้าของคนหลายคนกำลังวิ่งมาทางนี้ พ่อโผล่หน้ามาก่อนใคร
“เป็นไงมั่ง วิ เฮ้ย เร็วๆพวกเรามาทางนี้ ต้องส่งโรงพยาบาลด่วนที่สุด”
วันได้แต่นั่งมองพ่ออุ้มน้องสาววิ่งไปตามคันนา เพื่อนำเธฮขึ้นรถปิคอัพที่จอดอยู่บนถนนลูกรัง ใจอยากจะตามไปดู อาการของน้องที่โรงพยาบาล แต่เมื่อมองหน้าพ่อ ที่บึ้งด้วยความโกรธก็ต้องหยุดอยู่กับที่ พ่อหันมามองแล้วทำหน้าดุ
“เฮ้ย แสงเดี๋ยว เอ็งไปตามยายจันทร์ และตามไปโรงบาลเลยนะ ส่วนไอ้วันจับขังไว้ที่ยุ้งข้าว แล้วจะมาจัดการมันเอง”
วันรู้สึกสะดุ้ง หนาวๆร้อนๆที่ก้น เขายังไม่เคยลืมรสชาดการถูกลงโทษ จากพ่อเขาหรอก อย่างคราวที่เขาแอบพาน้องไปลุยโคลน ถูกพ่อจับมัดโยงติดกับยุ้งข้าว แล้วตีอย่างแรง พอร้องไห้พ่อก็บอกให้หยุดพ่อจึงจะหยุดตี หลังจากถูกตีแล้ว วันมักแอบร้องให้คนเดียว เวลาพ่อทำโทษ ไม่เคยมีใครกล้าเข้าไปยุ่งหรือห้ามพ่อเลย แม้แต่แม่เพราะรู้ดีว่าพ่อเป็นคนอย่างไร แต่วันไม่เคยโกรธพ่อถ้าตัวเองรู้สึกว่าทำผิด วันรักพ่อเท่ากับแม่ พ่อเป็นคนมีเหตุผล  ถ้ามีเหตุผลพอที่จะค้านกับความผิดของตน ก็ไม่ถูกลงโทษ แต่คราวนี้วันรู้สึกผิด ที่พาน้องมาเล่นที่ไกลๆ
“โธ่เอ๋ย ไอ้วันหาเรื่องเจ็บตัวอีกแล้วไป  ไปกับลุง หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ”
วันยอมเดินตามลุงแสงไปโดยดี ปราศจากการขัดขืนเหมือนครั้งก่อน กว่าทุกคนจะจับได้ก็เหนื่อยไปตามๆกันวันนั้น วันอยู่บ้านคนเดียว พ่อแม่กับน้องไปส่งผักที่ตลาด ความเหงา อยากได้เพื่อน เห็นเพื่อนเล่นกันข้างถนน วันอยากเล่นบ้าง แต่ก็ถูกห้ามออกนอกบ้าน
“นี่ พวกนายเข้ามาเล่นบ้านเราซิไม่มีใครอยู่น่ะวันนี้”
“โอ๊ย ไม่เอาหรอก เดี๋ยวพอพ่อผู้ใหญ่ของนายมาเจอ พวกเราก็โดนหางเลขไปด้วยหรอก”
วันไม่ตอบว่ากระไร เดินขึ้นไปบนบ้าน ไปค้นที่นอนของแม่เจอเศษเงินไม่รู้เท่าไหร่ แต่ที่รู้ทั้งหมด เป็นธนบัติใบละสิบบาท พอวันได้ ก็รีบวิ่งมาที่ข้างรั้ว
“ใคร กล้าข้ามรั้วมาเล่นกับเรา เราให้คนละสิบบาท”
วันพูดแค่นี้ ทุกคนก็ปีนข้ามมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน จนลืมเวลา วันยอมรับว่าสนุกมากที่ได้เล่นกับเพื่อนๆ ตอนนั้น คงอายุราวๆ หกขวบก่อนเข้า ป.1
หลังจากพ่อกลับมา เรื่องก็แดงขึ้นทันที เมื่อแม่ไปนับเงินเพื่อจะไปจ่ายค่าตัดชุดนักเรียนของวัน แต่เงินขาดไปร้อยกว่าบาท และลุงแสงอีกนั้นแหละ ที่เล่าเหตุการณ์ให้พ่อฟัง วันเริ่มใจเต้น เมื่อพ่อมองมาที่ทุกคน ด้วยใบหน้าที่ดุดัน พวกเขานั่งล้อมเป็นวง ไม่ปริปากพูดอะไรเลยสักคำ
“เอ็ง เอาเงินไปให้เด็กพวกนั้นใช่ไหม ไอ้วัน”
“ครับ”
พอวันพูดจบ ฝ่ามืออันแข็งแกร่งของพ่อ ก็ฟาดเปรี้ยงลงมาบนใบหน้า วันเซถลาไปตามแรง วันร้องไห้ หันไปมองหน้าแม่ สายตาของตาแม่บอกว่าอยากเข้ามาช่วย แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าเข้ามาช่วย โทษของวันก็คงจะหนักเป็นอีกเท่าตัว
“ ริจะเป็นขโมยตั้งแต่เด็ก ไปหยิบไม้เรียวมาเดี๋ยวนี้”
“ วันไม่หยิบ วันไม่ผิด ถ้าพ่ออนุญาตให้วันไปเล่นกับเพื่อนได้วันก็ไม่ทำ”
วันนั้นพ่อเป็นคนหยิบเอง เลือกอันใหญ่สุดที่วันเคยหยิบเสมอเพราะความหยิ่ง กล้าท้าทาย วันถูกตีจนน่องลาย และต้องยอมรับผิดในที่สุด เพื่อพ่อจะได้หยุดตี แต่วันนี้ซิ  พ่อจะลงโทษวันอย่างไรก็ไม่รู้
“เอ้าวันเข้าไปอยู่ในยุ้ง อีกสักพัก พ่อแม่เอ็งคงกลับมา เตรียมก้นไว้ก็แล้วกัน”
วันไม่ได้ขัดขืนเข้าไปนั่งในยุ้งแต่โดยดี ยุ้งข้าวของพ่อถูกแบ่งเป็น 2 ห้อง ห้องหนึ่งเอาไว้ใส่ข้าวเหนียว ส่วนอีกห้องเอาไว้ใส่ข้าวจ้าว หลังคามุงด้วยหญ้าคาซึ่งแม่เป็นคนถักตอนก่อนหน้าฝน ด้านบนจะโปร่ง เพราะถูกปิดด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะเกือบติดเพดาน ส่วนนี้จะเป็นที่ระบายอากาศ ให้ลมโกรกเข้าออกจะทำให้ข้าวแห้งไม่ชื้น และทำให้ห้องสว่างพอสมควร  ตอนนี้ยุ้งว่างเปล่ารอข้าวที่กำลังปลูกอยู่ นานหลายเดือนกว่าข้าวจะออกรวง
วันนั่งอยู่ในยุ้งนานหลายชั่วโมง จนรู้สึกแสบท้องเพราะความหิว ป่านนี้พ่อยังไม่มาเลย ไม่รู้ว่าน้องจะเป็นอย่างไร หิวทั้งน้ำและข้าว เดินไปที่ประตู ลองเขย่าดู ปรากฎว่าประตูข้างนอกถูกลั่นดานเอาไว้ มองลอดออกไปตามรอยแยกของฟากไม้ใผ่ก็เห็นแต่ความมืดของยามราตรีช่วงหน้าฝน ข้างนอกก็ไม่ต่างจากข้างในเท่าใหร่ เห็นหิ่งห้อยสองสามตัวบินลอดเข้ามา แม่เคยบอกว่าถ้าหิ่งห้อยบินเข้ามาในบ้านจะนำแสงสว่างโชคลาภมาให้ วันได้แต่ภาวนาขอให้มันเป็นจริง จะได้รอดพ้นจากการลงโทษในครั้งนี้ วันจับหิ่งห้อยมาวางรวมกัน เพื่ออาศัยแสงสว่างอันน้อยนิดของมัน ข้างนอกตอนนี้ช่างเงียบกริบเสียนี่กระไรไม่มีใครเดินผ่านมาเลย ได้ยินแต่เสียงแมลงตอนกลางคืนร้องแข่งกันเซ็งแซ่ เสียงนกเค้าแมว ร้องอย่างโหยหวลแว่วมาแต่ไกล ลมพัดกระทบใบไม้ดังอยู่เหนือหลังคา วันรู้สึกว่าตัวเองเริ่มขนลุกซู่เป็นระยะ ใจก็เริ่มนึกถึงเรื่องที่พ่อเคยเล่าให้ฟังว่ากลางทุ่งนา ตอนกลางคืนช่วงหน้าฝนจะมีผีโพงอออกมาจับเขียดกิน จมูกของมันจะแดงระเรื่อใหญ่น่าเกลียด แสงไฟจากจมูกของมันจะเหมือนคบที่ชาวบ้านใช้ส่องจับเขียด วันนั่งหลับตาเพราะกลัวว่ามันจะเอาหน้าโผล่มาที่หน้าต่างเล็กๆ เป็นที่ระบายอากาศเข้าออก
รู้สึกว่ารอบกายตอนนี้ มันหนาวๆ เย็นๆ พยายามข่มตาให้หลับก็ไม่สำเร็จ เสียงท้องร้องดังจ็อกๆในความเงียบวันไม่กล้าแม้แต่จะกระดุกกระดิก เพราะกลัวเจ้าผีโพงจะได้ยินเสียง ยุงนับสิบตัวบินวนเวียนรอบกาย บางตัวก็กำลังขอบริจากโลหิตจากวัน ไม่กล้าที่จะตบมันกลัวเกิดเสียงดัง วันปล่อยให้น้ำตาให้ไหลอาบแก้มมิกล้าแม้แต่สะอื้นให้เสียงดัง เพราะพ่อเคยบอกว่าถ้าเจ้าผีโพงมันเห็นคนมันจะเข้ามาดูดเหมือนกับดูดกินเขียด ตอนเช้าจะเห็นเขียด ตายเป็นสิบๆตัว ตัวของมันซีดขาวเหมือนกับถูกดูดเลือดไปหมด
ลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงฟ้าร้องดังมาแต่ไกลวันรู้สึกว่าฝนกำลังจะตก ทำไมน่ะพ่อยังไม่มาเสียที  หรือว่าพ่อโกรธจริงๆ พ่อคงจะขังเขาไว้ทั้งคืนแน่ๆเลย ข้างนอก ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมา เสียงเขียดร้องจอแจอยู่ที่ใต้ถุนของยุ้งข้าว ทำไมต้องมาร้องตรงนี้ด้วยน่ะ  วันด่าเจ้าเขียดน้อยในใจ เพราะกลัวเจ้าผีโพงจะมาจับเขียดที่ใต้ถุน พอนึกถึงตอนนี้ หูของวันก็เริ่มได้ยินเสียงดังกรอบแกรบที่ใต้ถุน เสียงเจ้าเขียด แมลงต่างๆ ก็เงียบลงด้วย วันตัวสั่น สะอื้นไห้เบาๆเพราะความกลัวจากเสียงดังกรอบแกรบนั้น วันแน่ใจว่าต้องเป็นเสียงเดินของผีโพง เสียงมันดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทางฝาผนังที่วันพิงอยู่ วันค่อยๆเคลื่อนตัวมาอีกด้านหนึ่ง เสียงครืดคราดอยู่ไกล้ๆช่องลมวันร้องไห้ หลับตาภาวนาขออย่าให้มันได้ยินเสียงของวันเลย แต่ตรงกันข้ามหูที่ได้ยิน เสียงของมัน มันกำลังตะกุยฝาทางด้านที่มีช่องระบายลมอยู่ รู้ว่ามันกำลังปีนขึ้นมาเรื่อยๆ เสียงหายใจของมันดังได้ยินชัด วันแข็งใจมองไปทางช่องลม เขาเห็นแสงสว่างเรื่อขึ้นมาเรื่อยๆ วันรีบหมอบราบกับพื้นห้องทันทีเมื่อแสงนั้นทำให้ห้องทั้งห้องสว่างขึ้น วันไม่ยอมหันไปมองเพราะกลัวจะเจอกับใบหน้าอันขยะแขยงน่าเกลียดน่ากลัว มันเรียกชื่อของวันด้วย เสียงมันแหบยานน่ากลัวยิ่ง วันต้องสะดุ้งสุดตัวแทบช็อค เมื่อแสงนั้นลอยเข้ามาและหล่นดังตุบอยู่ข้างๆ
“ พี่วัน พี่วัน นี่แนะเรียกตั้งนาน”
วันรู้สึกคุ้นๆกับเสียงนั้น ค่อยๆ ลืมตาดูที่ข้างๆ เขาเห็นแสงนั้นมาจากแท่งกลมๆ ยาวๆของกระบอกๆไฟฉาย นั่นเอง เขาหยิบขึ้นมาแล้วส่องไปที่ช่องลม
“ ใคร นั่นใคร”
“ แก้ว เอง เป็นไง ดูซิร้องไห้ขี้มูกโป่งเชียว เอานี่ข้าว ฉันแอบขโมยพ่อมาให้มีเนื้อเค็มด้วยนะ ”
“ดอกแก้วเหรอ มาได้ไง เดี๋ยวฝนก็จะตกแล้วจะกลับได้ยังไง ”
“ อย่าพูดมากเลย กินข้าวก่อนเถอะ เอานี่จ๊ะน้ำ ”
“ ขอบใจมากนะแก้ว เออ ตอนนี้พ่อของพี่กลับมาหรือยัง”
ดอกแก้วถอดดาน เข้าไปคุยกับวัน นั่งรอจนวันอิ่มก็ต้องรีบกลับ เพราะฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมา ส่วนวันคืนนี้ ต้องนอนที่ยุ้งข้าว ทั้งคืนอากาศเย็นมาก ยังดีที่ในยุ้งมีกระสอบผ้าหลายใบ พอใช้กันหนาวได้แต่ก็คันน่าดู ต้องนอนพลิกไป พลิกมาหลายครั้งกว่าจะข่มตาให้หลับลงได้
รุ่งเช้า ก็ยังไม่เห็นมีใครมา คิดถึงน้อง ป่านนี้ไม่รู้เป็นอย่างไร สาธุขอย่าให้วิเป็นอะไรไปเลย ถ้าเกิดเป็นอย่างที่คิดไว้ วันคงไม่ให้อภัยตัวเองแน่เลย คิดไปก็อยากร้องให้ แต่เดี๋ยวพ่อมาก็คงได้ร้องอยู่แล้ว เพราะเวลาโมโหและโกรธ พ่อจะดุมาก ยังจำได้ถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา มีครั้งหนึ่งวันถูกลงโทษจนป่วยไปเลย ประสบการณ์ครั้งนั้นวันยังจำได้ดี  วันนั้นวันแอบออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนๆ และทะเลาะกันนิดหน่อยพ่อรู้ก็จับมัดโยงไว้กับต้นมะขาม แล้วเอาน้ำสาด ตั้งหลายกระป๋อง เสร็จแล้วก็เอารังมดแดง มาวางไว้ใกล้ๆ เพื่อจะให้วันยอมพูดคำว่าเข็ด และกลัวแล้วคำเดียว แต่วันก็ไม่ยอมพูดจนกระทั่งมดแดงมารุมกัดถึงจะยอมพูด ตั้งแต่วันนั้นวัน ก็เข็ดจริงๆ อยู่แต่บ้าน เล่นกับน้องไม่ยอมออกไปไหนถ้าพ่อไม่อนุญาต
“ ไอ้วัน  ไอ้วัน ”
วันสะดุ้งสุดตัว เมื่อได้ยินเสียงเรียกข้างล่าง วันปีนขึ้นไปดูที่ช่องลม เห็นพ่อยืนอยู่กับลุงแสง ที่แรกคิดว่าพ่อจะถือไม้เรียวมาด้วย แต่กลับถือถุงพลาสติกสองสามถุง ลุงแสงเดินไปข้างหน้ายุ้ง เสียงแกเปิดกลอนประตูข้างนอกดังแกร๊กๆ วันดีใจมากที่จะได้ออกไปจากห้องแคบนี้เสียที
“ เป็นไง ไอ้วัน ลุงนึกว่าเอ็งจะโดนยุงกัดตายเสียแล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอกลุง แล้ววิเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่เป็นไรหรอก หมอเขาช่วยได้”
ความรู้สึกโล่งอก และดีใจเกิดขึ้นทันที เมื่อรู้ว่าน้องปลอดภัย แต่ก็อดคิดถึงโทษที่ตนเองจะได้รับว่าเป็นอย่างไร และแบบไหน ไม่แน่อาจจะโดนแค่เอาสุ่มไก่มาครอบแล้วก็ถูกราดด้วยน้ำ เหมือนคราวที่วัน แอบไปเล่นกับเพื่อนที่มาเลี้ยงควายใกล้กระท่อมกลางนา ตอนหน้านาปีที่แล้ว ทำไมนะวันไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงไม่ชอบให้วันเล่นกับเพื่อนๆ ต้องเล่นคนเดียว แยกกับเพื่อนๆ วันๆเล่นกับน้องอย่างเดียวไม่สนุก อยากไปเล่น ยิงนก ตกปลา เหมือนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเขาเล่นกัน วันเสาร์ อาทิตย์ พวกเขาจะนัดกันเป็นทีมเพื่อเล่นด้วยกัน พอพวกเขาชวนทีไร พ่อก็ห้ามวันทุกที ให้อยู่บ้าน เล่นที่บ้านกับน้อง พอทะเลาะกัน พ่อก็ตีอีก บางครั้งก็โดนทั้งสาดน้ำทั้งตี ต้องให้วันพูดว่าเข็ดแล้ว หลาบจำแล้ว กลัวแล้วพ่อถึงจะพอใจหยุดตี จนเดี๋ยวนี้ไม่มีใครกล้ามาชวนไปเล่นด้วยเพราะมาชวนทีไร ก็ถูกปฏิเสธทุกที ใจจริงก็ไม่อยากปฏิเสธหรอกอยากไปแทบตาย แต่กลัวพ่อจะตีเอา
วันเดินตามลุงแสงไปหาพ่อ ใจเต้นดังตุบๆตับแต่พอเข้าใกล้ ทุกสิ่งทุกอย่างตรงข้ามกับที่คิดไว้ วันเจอรอยยิ้มของพ่อ ซึ่งนานๆ จะเห็นซักที
“ เอานี่วัน ข้าวมันไก่ที่เอ็งชอบ พ่อซื้อมาฝาก “
วันรู้สึกแปลกใจ ทุกทีถ้าทำอะไรผิดจะต้องถูกลงโทษ โดยเฉพาะครั้งนี้ เด็กชายคิดว่าตัวเองจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักแน่นอน  เขารู้สึกดีใจพอๆ กับความโล่งใจที่เกิดขึ้น รีบยื่นมืออันเรียวยาว ขาวสะอาด ผิดกับเด็กทั่วไป ที่คลุกฝุ่น โคลนตลอด ผิวของวันขาวเนียนราวกับไม่ใช่ลูกชาวนา รับห่อข้าวมาแก้มัด นั่งกินข้างๆพ่อด้วยความหิว ฝ่ายบุญอุ้มผู้เป็นพ่อก็ปล่อยให้ลูกนั่งกินข้าวโดยไม่พูดอะไร เพราะไม่อยากขัดจังหวะลูกชายตอนนี้ รู้ดีว่าลูกต้องหิวแน่นอน เมื่อคืนเขาก็อยากกลับมาปล่อยลูกให้เป็นอิสระ แต่ก็จนใจเพราะต้องนอนเฝ้าลูกคนเล็กที่โรงพยาลบาล ทั้งที่เขาก็เป็นห่วงลูกแทบตาย ทุกๆ ครั้งที่เขาลงโทษลูก เขาจะต้องรู้สึกเสียใจเสมอ แต่ความที่อยากให้ลูกได้ดีก็ต้องทำใจ
ในที่สุดวันก็รู้ว่าวันนี้ทำไมพ่อถึงใจดี ก็เพราะใกล้จะจบ ป.6 แล้วนั่นเอง วันก็ดีใจที่พ่อซื้อหนังสือเตรียมสอบเข้า ม.1 มาฝากตั้งหลายเล่ม วันตั้งใจว่าต้องสอบเข้าให้ได้ และจะเริ่มอ่านหนังสือเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ ยิ่งพ่อบอกว่าจะซื้อรถมอร์เตอไซด์เป็นรางวัลถ้าสอบได้ เป็นความฝันของวันมานานแล้วที่จะได้ขับมอร์เตอร์ไซค์เอง เห็นรุ่นพี่คนอื่นในหมู่บ้านเขามักจะขับมอเตอร์ไซค์ไปเรียนหนังสือในเมืองทุกวัน คิดว่าจะต้องสนุกแน่นอน
“ ชอบไหมวัน ขยันอ่าน และสอบให้ได้นะ พ่อไม่อยากให้เอ็งต้องมาลำบาก เป็นชาวนาเหมือนอย่างพ่อ มันเป็นงานที่เหนื่อยมากเอ็งรู้ไหม เดี๋ยวนี้คนในกรุงเขาก็ไม่ค่อยกินข้าวกัน เขากินอาหารฝรั่งกันทุกวัน อีกหน่อยชาวนาจะลำบากกว่านี้ “
“ ครับพ่อ วันจะอ่านทุกวันเลย “
วันขยันอ่านหนังสือทุกวัน เหมือนกับที่พูดไว้ ไม่ยอมไปเที่ยว ถึงแม้จะมีงานวัดตั้งหลายวัน บางวันแก้วกับน้องสาวก็จะมาเล่าถึงความสนุกสนานของงานให้ฟัง มีทั้งเรื่องมวย เรื่องดนตรี รำวง ทุกๆปีจะมีงานอย่างนี้เพื่อเป็นการพักผ่อนของชาวบ้านหลังจากกรำงานมาตลอดปี
“ นี่แก้วเธอไปงานทั้งหมดกี่วัน “
“ เราเหรอไปห้าวัน แล้วเธอล่ะวิไปกี่วัน “
“ ไปตลอดละจ๊ะ ก็แม่ไปช่วยงานออกร้านของกลุ่มแม่บ้านนี่จ๊ะ “
“ เสียดายที่พี่วันไม่ไปเที่ยวเลยซักวัน แล้วจะสอบเมื่อไหร่ เห็นอ่านมาตั้งนานแล้ว “
“ อีกสองสามวันก็จะสอบแล้วจ๊ะ ถ้าพี่สอบได้ พ่อจะซื้อรถเครื่องให้คันหนึ่ง “
“ แก้วนะอิจฉา พี่วันกับพี่วิจังเลยที่มีโอกาสเรียนหนังสือต่อ สำหรับแก้วคงต้องทำนาไปตลอดชีวิต “
แก้วแอบน้อยใจในชีวิตของตนเอง ที่คาดการณ์อะไรไม่ได้แน่นอน คงไม่พ้นการทำนา ซึ่งเห็นมาตั้งแต่เกิดไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยซักนิดกับครอบครังตนเอง สิบสองปีที่ลืมตาขึ้นมาก็เริ่มเห็นหลังคาบ้านที่มุงด้วยหญ้าคา ใกล้ถึงหน้าฝนทีไร พ่อกับแม่ก็ไปเกี่ยวหญ้าคาทีหนึ่ง นำมาตากแดดจนแห้ง แล้วนำมาแช่น้ำเพื่อถักเป็นตับสำหรับมุงหลังคาบ้าน ปัจจุบันกับอดีตบ้านก็ยังเหมือนเดิม แก้วยังจำได้ถึงวันแรกที่หมู่บ้านมีทีวีเข้ามาเป็นเครื่องแรก ชาวบ้านหลายคนไปมุงดูเหมือนกับดูของประหลาด มันเป็นทีวีขาวดำใช้เครื่องปั่นไฟเพราะไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง วัน, วิ, แก้ว มักจะไปจองที่หน้าจอก่อนใคร พอถึงเวลาพี่เขียวซึ่งเป็นเจ้าของก็จะเปิดให้ดู เขามักจะพูดเสมอว่าได้มันมาเพราะไปทำงานที่กรุงเทพฯ สาวๆหลายคนอยากได้บ้าง บางคนก็ตามพี่เขียวไปทำงาน และพวกเขาก็ได้สิ่งที่เขาต้องการ บางคนได้มากกว่านั้นด้วยซ้ำไป
วันสอบวันสุดท้ายบุญอุ้มเอารถไปรับลูกชายที่หน้าโรงเรียน ใจก็ภาวนาขอให้ลูกสอบได้ไม่อยากให้ลูกต้องลำบากเหมือนตังเอง ที่ต้องตรากตรำ กรำแดดกรำฝน อยู่ตามไร่นา แต่เขายังโชคดีที่เกิดเป็นลูกโทน พ่อเลยทิ้งที่นาไว้ให้ และเขาก็จัดการขายบางส่วนเอาเงินฝากธนาคาร และซื้อรถคันหนึ่ง เพื่อรับซื้อข้าว พืชผักต่างๆ ไปขายในเมือง บางทีก็ข้ามจังหวัดไป ความขยันของเขา จึงทำให้สามารถซื้อที่นาเพิ่มขึ้นอีกแปลง ซึ่งตอนนี้ก็แบ่งให้ชาวบ้านที่ไม่มีนามาเช่าทำ แต่พอไฟฟ้าเข้าถึง ก็มีหลายรายจากในเมืองมาขอซื้อ แต่เขามีความรู้สึกเป็นห่วงลูกๆ โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็ก จึงอยากเก็บที่ดินแปลงนี้ไว้ให้ เพราะเป็นผู้หญิง โอกาสจะเรียนสูงๆ นั้นยาก เนื่องจากว่าตั้งแต่โตมาเขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนใหนเรียนจบปริญญาตรี เป็นศรีของหมู่บ้านเลยซักคน

                   “ พ่อ…… พ่อครับ รอผมนานไหมครับ “

                   บุญอุ้มตกใจเมื่อวันเรียก หันไปตามเสียง เห็นเด็กชายยิ้มด้วยความรู้สึกดีใจ เขารู้สึกภูมิใจในผลผลิตของตนเอง อีกไม่นานลูกชายคนนี้คงโตเป็นหนุ่มพ่วงท้ายด้วยปริญญา     
“ เออ….. ก็นานพอสมควร เป็นไงยากไหม พ่อคิดว่าเอ็งต้องสอบได้ .
วันไม่ตอบได้แต่ยิ้ม เพราะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ เพราะข้อสอบบางข้อ ก็ต้องเดาเอาแต่เขาก็ไม่อยากให้พ่อกับแม่ผิดหวังในตัวเอง
“ ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวต้องไปรับน้องแกอีก ”
“ อีก 2 ปี วิ คงต้องมาสอบเหมือนผม ”
“ พ่อมั่นใจว่าน้องแกต้องสอบได้ เพราะเขาเก่ง อาจเก่งกว่าแกด้วยซ้ำ “
ช่วงที่รอฟังผลสอบ บุญอุ้มพาลูกชายไปเที่ยวหลายแห่งเขาบอกกับวันว่าเที่ยวให้เต็มที่ เพราะถ้าช่วงเปิดเรียนแล้วคงไม่ได้เที่ยว ต้องเอาการเรียนเป็นหลัก ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นจริง วันไม่คิดหรอกว่า การเรียนได้เป็นสิ่งผูกมัด ทำให้เสียความอิสระบางอย่างไป เพราะหลังจากที่วันสอบได้ก็เจอแต่หนังสือที่เรียน กับทีวี ทุกสิ่งทุกอย่างถูกห้ามถูกจำกัด ที่กำหนดโดยพ่อ พ่อห้ามเที่ยวกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันที่ไม่สามารถเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมได้ เนื่องจากปัญหาทางการเงิน โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของลูกชายซึ่งอยู่ในช่วงแห่งการปรับตัวและอยากรู้อยากเห็น บางครั้งมีหนังล้อมผ้ามาฉายใกล้ๆบ้าน วันอยากดูหนังมาก แต่ก็ถูกห้ามวันแอบน้อยใจร้องให้คนเดียวหลายครั้ง รู้งี้เขาน่าจะเลือกวิถีชีวิตแบบชาวนาดีกว่า การเป็นนักเรียนทำให้เขาขาดอะไรในชีวิตจริง ที่ไม่สามารถหาได้จากการเรียนไปหลายอย่าง บางครั้งก็ชวนแม่ไปเที่ยว แต่ก็ไม่สนุกเพราะแม่บ่นเหนื่อย และวันต้องมานั่งบีบนวดให้อีก
“ นี่พี่บุญให้ไอ้วัน มันได้เที่ยวได้เตร่กับลูกชาวบ้านทั่วๆไปบ้างเถอะ
“ จันทร์ เธอสนับสนุนลูกให้มันโง่เหมือนควาย อย่างลูกชาวบ้านทั่วไปหรือ “
“ แต่เราก็ต้องปล่อยมันบ้าง สงสารมัน ดูเด็กๆรุ่นมันซิ เขาเริ่มจีบสาวมีแฟนกันแล้ว “
“ นี่จันทร์ ถามจริงๆ เถอะว่าเธออยากให้ลูกรักเรียนหรือรีบแต่งงานกันแน่ “
จันทร์ก็ไม่รู้ทำยังอย่างไรดี เพราะบางครั้งมันก็ถูก อย่างที่บุญอุ้มพูด เพราะว่าเด็กๆ ที่ไม่ได้เรียนต่อ ก็ต้องมานั่งทำนา บางคนก็แต่งงานเร็วมาก คงอยากให้มีคนมาช่วยทำนา คิดอีกแง่พวกเขาคงไม่รู้ว่าจะไปไหน  ตอนกลางวันก็ทำนา ตอนกลางคืนก็ไปจีบสาว ที่ชอบเอางานมาทำรอหนุ่มมาหาตามชานเรือน ขนาดดอกแก้วอยู่แค่ชั้น ป.6 ยังถูกหนุ่มๆ ชาวบ้านเกี้ยวเลย
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดไว้ หลังจากที่วันสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนประจำอำเภอได้ ไม่นาน บุญอุ้มดีใจมาก ถึงกับตัดสินใจซื้อรถมอเตอร์ไซค์รุ่นล่าสุดเป็นของขวัญให้วัน เพื่อขี่ไปโรงเรียน เพราะถ้าจะให้นั่งรถโดยสาร ก็ต้องปั่นจักรยานจากหมู่บ้านจนถึงปากทาง ต้องเสียค่ารับฝากจักรยานด้วย เขาหวังว่าลูกคนนี้จะต้องเรียนสำเร็จ และต้องไม่กลับมามีอาชีพเป็นกระดูกสันหลังของชาติอย่างเขาอีก เขารู้รสชาติของอาชีพนี้ดีว่ามันเป็นอย่างไร
วันหัดขี่รถคันใหม่จนคล่อง สามารถขี่ไปได้ไกลๆ จนถึงตัวเมือง และทุกวัน วันจะให้วันชัย ซ้อนท้ายจากโรงเรียนมาลงปากทางเข้าหมู่บ้าน  วันไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองสนิทสนมกับชัยตั้งแต่เมื่อไหร่ทั้งที่นิสัยในหลายๆ ด้านต่างกันมาก อย่างการเรียน วันไม่ชอบเรียนวิชาพละ แต่ชัยชอบกีฬามาก เขาสมัครเป็นนักกีฬาของโรงเรียน เวลาเลิกเรียนต้องซ้อมกีฬาทุกวัน วันก็จะนั่งรอชัยที่ห้องสมุด วันจำวันแรกที่เจอกับชัยเป็นวันที่ฝนได้เทลงมาอย่างหนัก วันเห็นชัยยืนรอรถจนตัวเปียก รถก็ไม่ผ่านมา วันขี่รถเลยมาตั้งไกล แต่ด้วยความสงสาร เลยกลับรถมารับชัยให้ซ้อนมอเตอร์ไซค์
“ ไปด้วยกันไหม เดี๋ยวหนังสือเปียกหมด “
“ ไปซิ ขอบใจมาก “
ระหว่างทางทั้งสองเริ่มทำความสนิทสนมกัน วันก็เลยรู้ว่าบ้านที่รับฝากรถปากทางนั้น เป็นบ้านของชัยเอง ชัยเป็นลูกคนสุดท้ายของบ้านนั้น พวกพี่ๆ ของชัยเรียนจบหมดแล้ว แต่แยกครอบครัวไปหมด และช่วยกันส่งเสียชัยเรียน
“ นายรู้สึกยังไงบ้าง กับวันแรกของการไปโรงเรียนมัธยม “
“ เราเหรอ รู้สึกตื่นเต้น คิดว่าคงจะเจอเพื่อนใหม่เยอะ ตอนเรียนประถมเราไม่ค่อยมีเพื่อนเลย
วันแรกที่เข้าห้องเรียน วันรู้สึกผิดหวังในหลายอย่าง ความหวังที่วาดไว้มันไม่เหมือนที่คิดไว้ วันได้อยู่ห้อง ม.1/1 ซึ่งเป็นห้องเดียวกับชัย อาจารย์ประจำชั้นเริ่มขานชื่อนักเรียนแต่ละคน พอถึงวันก็ขานรับ
“ มาครับ “
เพื่อนๆ ในห้องโห่กันหาว่า วันขาน “ มาค่ะ “ วันอายและเริ่มรู้สึกไม่ค่อยชอบห้องนี้ อันนี้ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ ที่หนักกว่านั้น วันเคยแอบเข้าไปร้องไห้ในห้องน้ำ วันไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์พละถึงทำแบบนี้
“ เอ้า… พวกเธอยังไม่รู้จักกัน ก่อนจะวอร์มให้ทุกคนออกมาแนะนำตัวทีละคน “
“ ผมชื่อ ไชยา กูลพิทักษ์ จบ ป.6 จากโรงเรียนบ้านสันติประชานุเคราะห์ครับ “
“ เอ้าคนต่อไป เธอนั้นแหละ แนะนำต่อ “
อาจารย์พละชี้มือมาทางวัน ทำให้รู้สึกประหม่า กลัวถูกเพื่อนโห่เอาอีก แข้งขาเริ่มสั่น แต่ก็ต้องออกไปแนะนำตัวเอง วันไปยืนกลางวงกลม เอามือไขว้หลังทั้งสองข้าง สูดลมหายใจแล้วก็ตัดสินใจพูดออกไปดังที่สุด
“ ผมชื่อ พนาวัน รักพนา จบจากโรงเรียนสันสลีประชาราษฎร์ “
พอพูดจบทุกคนก็เฮ  อาจารย์ก็ทำหน้าเบ้ เหมือนกับถูกผึ้งต่อย วันรู้สึกอายมาก ถ้าแปลงร่างเป็นมดได้ตอนนั้นก็คงทำแล้ว ไม่อยากสบตาอาจารย์
“ เฮ้ย ผู้ชายอะไรพูดเสียงเล็ก ช้าเนิบนาบ แข็งแกร่งหน่อยซิ “ เอ้า..วิ่งรอบสนาม แล้วก็ตะโกนว่าผมเป็นผู้ชายไปด้วย”
ทุกคนเงียบ วันรู้สึกอายและอยากร้องให้ขึ้นมาทันที เริ่มรู้สึกไม่ชอบวิชานี้ ไม่ชอบเพื่อนๆ  ที่เรียนห้องนี้ เพราะทุกคนมองวันด้วยสายตายังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก บางคนซุบซิบกันแล้วก็หัวเราะ อาจารย์ก็ไม่เห็นว่าอะไรพวกนั้นเลย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วันเริ่มมีอคติต่อวิชานี้ เรียนพอผ่านๆ พยายามทุ่มเรียนแต่วิชาอื่นมากกว่า ด้วยเหตุนี้เวลาลงวิชาพละทีไรแทบไม่มีใครอยากเป็นคู่ซ้อมคู่สอบกับวันเท่าไหร่นอกจากชัยเพื่อนซึ่งวันคิดว่าเข้าใจเขามากที่สุด
“ เฮ้ยวัน เป็นอะไรไปทำอไมไม่คุยเลยเงียบจัง “
วันสะดุ้งเมื่อชัยเอามือมาสะกิดที่เอว วันชอบนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาเพราะมันทำให้สามารถนำบทเรียนที่พลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนของปัจจุบันได้
ท้องฟ้าเริ่มครึ้มลง เพราะก้อนเมฆเบื้องบนเริ่มเคลื่อนตัวมาบดบังการฉายแสงของดวงตะวัน อำนาจความร้อนก็ถูกลบเลือนชั่วคราว เมฆดำเริ่มเคลื่อนตัวต่ำลงมาเรื่อยๆ ฟ้าแลบแปลบปลาบตรงเวิ้งฟ้าข้างหน้า ลมเริ่มพัดแรงขึ้น รถราแต่ละคันบนถนนเริ่มเปิดไฟส่องทาง บางคันบีบแตรดังลั่น เพราะรีบกลับสู่ที่หมายก่อนหยาดพิรุณจะโปรยลงมา วันเปิดไฟรถเครื่องเพราะทางข้างหน้าเริ่มมืดลง มองแทบไม่เห็นทาง อีกตั้งหลายกิโลเมตรกว่าจะถึงบ้านชัย ถ้าถึงก็คงต้องยืมเสื้อกันฝนของป้ามะลิอีกแน่ ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมามากขึ้นเรื่อยๆกลิ่นอายดิน ฟุ้งกระจายไปทั่ว
“ จะทันถึงบ้านเราไหมนี่ ต้องเปียกแน่ๆเลย และคงกลับถึงบ้านค่ำอีกแน่เลย “
ชัยพูดขึ้นลอยๆ เพื่อต้องการทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นมาชั่วคราว เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ได้ตอบอะไร เขาก็ได้แต่บ่นอุบอิบเรื่องฟ้าฝนไปเรื่อยเปื่อย เสื้อผ้าของทั้งสองเปียกโชก ฝนเริ่มเทลงมาเรื่อยๆ และหนักขึ้นทุกที วันเริ่มรู้สึกขนลุก เพราะความหนาวที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ ฟันล่างกระทบฟันบนดังกรอบๆ ชัยขยับตัวมาชิดกับเพื่อน เอามือมาโอบขอบเอวเพื่อหวังหาไออุ่น เขากระซิบให้วันเร่งความเร็วมากขึ้นเพื่อแข่งกับสายฝน วันเริ่มแซงรถคันอื่นๆ ฟ้าแลบแปลบปลาบ และผ่าลงมาดังเปรี้ยงที่ต้นไม้ข้างทาง วันหลับตาเพราะแสงไฟ พอวันลืมตาอีกครั้งต้องตกใจสุดขีด   เพราะเขาเห็นเงาดำ เงาหนึ่งโผล่พรวดมาจากข้างทาง เร็วเกินที่วันจะเบรคทัน รถของวันเสียหลักและพุ่งเข้าชนเงานั้นเต็มแรง ชัยกระเด็นตกไปข้างทางครูดกับถนนไปหลายเมตร สติของวันดับวูบลงไม่สามารถรับรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น

ตอนที่ 2 สมาชิกใหม่

ในความมืดมิดนั้นวันฝัน ฝันถึง ความเจ็บปวดในอดีตเป็นฝันร้ายที่เกิดขึ้นมานานแสนนาน วันนั้นเป็นวันที่ร้อนที่สุดของเดือนเมษายน พ่อกับแม่เอาผักที่รับซื้อจากชาวบ้านไปขายในเมืองตามปกติ ทิ้งวันกับน้องสาวให้อยู่กับป้าแม้น ผู้ซึ่งมักจะมาดูแลวันเสมอเมื่อพ่อกับแม่ไม่อยู่ เสียงกระดิ่งของรถเข็นขายไอศครีม ผ่านหน้าบ้านไป วันกับน้องสาววิ่งไปขอเงินป้าแม้นซึ่งกำลังงุ่นง่านอยู่กับการถูบ้านอยู่
“ ป้าไม่ได้เอาเงินติดตัวมาเลยซักบาท แม่เอ็งก็ไม่ได้ฝากเงินไว้ด้วย รอพ่อกับแม่เอ็งกลับมาก่อนนะ”
วันกับวิจึงชวนกันเดินเลียบเลาะตามขอบรั้วบ้านเพื่อหวังจะโชคดีเจอเศษสตางค์สักบาท ขณะที่กำลังเดินหาอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเรียกที่ดังมาจากบ้านข้างๆ         
“ น้อง น้อง กำลังหาอะไรกันเหรอครับ “
วันกับวิหันไปตามเสียงที่ดัง มาจากอีกฝากหนึ่งของรั้วบ้าน เขาเห็นพี่นัยกำลังยืนอยู่กับฝรั่ง มีหนวดคนหนึ่ง พี่วินัยเป็นคนหล่อ ใครๆเขาก็ออกปากชม แถมยังเป็นคนที่หาเงินเก่ง เข้าไปทำงานที่กรุงเทพไม่กี่วันก็หาเงินได้หลายพัน วันเคยภาวนาในใจว่า ถ้าโตขึ้นมาขอให้หล่ออย่างพี่วินัย วันนี้พี่วินัยใส่แต่กางเกงขาสั้นรัดรูปสีขาว เขาจูงมือฝรั่งมายืนเกาะขอบรั้ว และยิ้มให้วันกับวิ
“ หาเงินครับ จะเอาไปซื้อไอติมกิน “
จริงแล้ว วันอยากเอ่ยปากขอพี่วินัยแต่ไม่กล้า ทั้งที่บางวันหลังจากกลับจากกรุงเทพฯ แล้วพี่วินัยก็จะให้เงินวันกับวิเสมอ บางวันก็พาไปดูหนังในเมืองด้วย วันคิดว่าพี่วินัยเป็นคนเก่งเอาทีเดียวเรียนจบแค่ ป.6 ยังหาเงินมาสร้างบ้านสวย ๆ แถมมีเงินฝากธนาคารตั้งเยอะด้วย
“ อยากได้เงินเหรอ ทำงานให้พี่หน่อยซิ เดี๋ยวพี่ให้ร้อยบาท ให้วินั่งรออยู่นี่ก่อนก็ได้ วันตามพี่มา “
วันดีใจมาก ที่จะได้เงินบอกให้น้องรออยู่ที่บ้าน ส่วนตัวเองมุดรั้ว ตามวินัยกับฝรั่งไปที่บ้านของวินัย วินัยคุยกับฝรั่งสองสามคำ แล้วก็พาเขาเดินเข้าไปในบ้าน ผ่านชั้นแรกขึ้นไปชั้นบนซึ่งเป็นห้องนอน ทาด้วยสีขาวล้วนผ้าม่านสีชมพูอ่อน มีเตียงใหญ่สีชมพูอยู่กลางห้อง ปูด้วยผ้าสีชมพูน่ารัก ลายการ์ตูนที่วันชอบ มุมห้องใกล้ประตู มีโต๊ะและเก้าอี้สีน้ำตาลจัดเรียงไว้อย่างดี ทีวิบนโต๊ปลายเตียงเปิดอยู่ วันมองเห็นคนในทีวีแล้วตลกมาก เพราะไม่เห็นมีใครใส่เสื้อผ้ากันเลยซักคน ผู้ชายสองคนกำลังนั่งเล่นตัวบุ้งกันอยู่อย่างสนุกสนาน พร้อมกับทำเสียงครางไปด้วย เหตุที่วันเรียกว่าตัวบุ้ง เพราะเคยอาบน้ำกันพ่อ วันถามเพ่อเกี่ยวกับตัวบุ้งว่า
“ ทำไมตัวบุ้งของพ่อมีขน แล้วทำไมของวันจึงไม่มีขน แถมตัวเล็กอีกด้วย “
พ่อหัวเราะดังมาก เอามือมาตบหัววันเบา ๆ
“ ก็ตัวบุ้งของวันยังไม่แก่นี่ เอาไว้ถ้าวันโตขึ้นเป็นหนุ่ม มันก็จะมีขนเอง “
วันจ้องไปที่ทีวี ดูที่ตัวบุ้งของชายหนุ่มทั้งสอง เห็นมีขนเต็มเลยทั้งสองคน คงจะเป็นหนุ่มแล้ว
“ วันมานี่หน่อยซิ พี่จะให้ช่วยทำงาน “
วันสะดุ้ง หันไปตามเสียงของพี่วินัย ภาพที่เขาเห็นขณะนี้ พี่วินัยนอนกับฝรั่งนอนเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่บนเตียง และทั้งสองกำลังเล่นตัวบุ้งกันอยู่ เหมือนกับในทีวีเลย วันเดินไปที่ขอบเตียง
“ วันอยากได้เงินนี่ไหม ถอดเสื้อผ้าซิแล้วขึ้นมาบนเตียง เร็ว ๆ ซิน้องรอกินไอติมอยู่นะ “
วันนึกได้ว่าวิรออยู่ เงินตั้งร้อยบาท งานก็ไม่เห็นยากอะไรเลย วันถอดเสื้อผ้าออก ขึ้นไปอยู่บนเตียงมองหน้าฝรั่งแว๊บหนึ่ง เห็นเขายิ้มด้วยความพึงพอใจ
“ ทำให้เหมือนในทีวีนะ พี่จะนั่งดู “
“เสร็จหรือยังครับไหนละเงิน “
“เดี๋ยวซิ ทำอีกอย่างหนึ่งพี่ให้อีกสองร้อย  ดูทีวีแล้วทำตามนะ”
วันให้ฝรั่งทำทุกอย่างเหมือนในทีวี วันรู้สึกเจ็บ  เจ็บมากจนน้ำตาไหล มันปวดไปหมดทั่วร่างกาย วันพยายามดิ้นสุดชีวิตเพราะความเจ็บ วันเจ็บมากจนบอกไม่ถูก ครั้งแรกในชีวิตของวันที่เจอความทุกทรมานอย่างนี้ วินัยสั่ง และกำชับให้เก็บเป็นความลับห้ามบอกใคร และควักเงินให้วันห้าร้อยบาท ความดีใจที่จะได้กินไอศครีมกับน้อง ทำให้วันลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้
“ วัน วัน ได้ยินแม่ไหม เป็นไงบ้างลูก โถบ้างลูก โถคงเจ็บมากถึงกับเพ้อเชียว “
วันได้ยินเสียงแม่เรียกมาจากที่ใดสักแห่งหนึ่ง ไกลแสนไกล พยายามลืมตาขึ้นมามองหาแม่ สิ่งแรกที่มองเห็นคือหลอดไฟบนเพดานสีขาวนวล เด็กชายกวาดสายตามองไปรอบๆห้อง เห็นสายระโยงระยางเต็มไปหมดในห้องมีเตียงหลายเตียง แต่ละเตียงมีคนนอนอยู่ ส่วนข้างเตียงวันมองเห็นแม่นั่งน้ำตาคลอเบ้า สะอื้นไห้ เมื่อแม่เห็นวันลืมตา แม่ยิ้มด้วยความดีใจ เอามือปาดซ้าย ปาดขวาบนใบหน้า เพื่อเช็ดน้ำตา
“ วัน แม่ดีใจมากที่ลูกปลอดภัย เป็นไงบ้างลูกเจ็บตรงไหนบ้าง ช่างเป็นเคราะห์หามยามร้ายเสียจัง “
“ ปวดหัวนิดหน่อยครับแม่ “
“ ลูกนอนเฉยๆนะลูก หมอห้ามขยับหัวบ่อย เพราะศรีษะเราน็อคพื้น กะโหลกร้าว “
“ แล้วเพื่อนผมละฮ่ะ “
“ ไม่เป็นไรมากหรอก แค่ทะลอกตามแขนขานิดหน่อย หมออนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว แต่เด็กที่ลูกขับรถชนนะซิ แย่หน่อย รู้สึกขาจะหักด้วย หัวแตกและมีแผล อีกหลายแห่ง นิ้วชี้มือซ้ายก็หักด้วยนะ แม่จำได้แค่นี้แหละ “
จันทร์อยู่เป็นเพื่อนลูกนานหลายชั่วโมง ชวนคุยบ้างป้อนผลไม้ต่างๆ ที่ซื้อจากตลาด ให้วันทานจนอิ่มท้อง หล่อนเห็นสภาพของลูกชายตนเองตอนนี้  รู้สึกสงสารจับใจ นึกถึงตอนเด็กๆ วันมักจะถูกพ่อตีบ่อยมาก เพราะความที่อยากไปเล่นกับเพื่อนๆ ตามทุ่งนา ตามป่าข้างบ้าน และหล่อนก็ไม่เคยเลยที่จะช่วยลูกได้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมสามีถึงทำกับวันมากมายขนาดนั้น หล่อนมักคิดว่าสามีเป็นคนที่แปลก เพราะบทที่จะรักลูกชายก็รักมากบทที่จะร้ายก็ร้ายมากจนไม่อยากเข้าใกล้ แต่อย่างไรก็ตามเขาก็สามารถเป็นผู้นำที่ดีของหมู่บ้านได้ ชาวบ้านรักนับถือและชื่นชมเขามากจนแต่งตั้งให้เป็นผู้นำหมู่บ้าน
ขณะที่กำลังคุยกับลูกชายอยู่ ก็มีผู้ชายคนหนึ่ง เดินถือช่อดอกไม้เข้ามาหาที่เตียง วันรู้สึกคลับคล้ายว่าเคยเห็นที่ไหน
“ อ้าวพ่อวินัย มาเยี่ยมน้องเหมือนกันหรือ “
“ ครับ ป้าจันทร์ วันเป็นไงบ้าง “
“ ก็ไม่หนักหนาเท่าไหร่ แต่เจ้าเด็กที่ถูกรถชนนะซิไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เด็กมันบอกลูกเดียวว่าไม่มีพ่อแม่ “
จันทร์คุยกับวินัยซักพัก ก็ขอตัวกลับไปจัดผักใส่เข่ง หล่อนฝากให้วินัยอยู่คุยกับวันก่อน เพราะกลัวลูกชายเหงา วันสังเกตดูวินัย ดูเขาจะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หน้าตาขาวเข้ม ผิดกับตอนที่อยู่ที่บ้าน สมัยนั้น ตัวยังผอมอยู่ ไม่ดูดีขนาดนี้
“ เราตัวโตมากขึ้นนะวัน หลังจากไม่เจอกันหลายปี “
“ พี่ก็เปลี่ยนไปนะครับ ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่ครับ “
“ พี่เปิดร้านขายเสื้อผ้า ร่วมกับเพื่อนแถวพัทยา พี่เลิกกับฝรั่งคนนั้นแล้ว พี่ขอโทษนะ สำหรับเหตุการณ์ครั้งนั้น ตอนนี้เราโตมากขึ้นแล้วคงรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร คราวนั้นพี่ทำไปเพราะเงิน ต่อไปก็อย่าได้ทำอีก  ลองก็ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้มันเหมือนยาเสพติด ลองแล้วเลิกไม่ได้ “
“ พี่อย่าพูดถึงมันอีกเลย มันก็ผ่านมานานแล้ว ผมก็ทำไปเพราะเงิน ผมอยากลืมมันด้วย ไม่อยากให้ภาพเหล่านั้นตามมาหลอกหลอนผมอีก “
วินัยชวนคุยอย่างออกรส เล่าถึงสิ่งต่างๆที่ตนเองประสบมา วันก็ตั้งใจฟัง จนเคลิ้มหลับไป ไม่รู้ว่าวินัยกลับไปเวลาไหนด้วยซ้ำ มาสะดุ้งตื่นอีกที เมื่อได้เสียงนางพยาบาลเข็นเตียงคนไข้มาเพิ่ม วันรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกมอง จากใครบางคนในห้องนี้ จึงหันไปมองรอบๆ ก็เจอกับสายตาคู่หนึ่งจากเตียงที่ถูกเข็ญเข้ามา เด็กที่นอนบนเตียงมองมาที่วัน ด้วยสายตาที่เป็นมิตรและเต็มไปด้วยความสุข ขาข้างขวาของเด็กนั้นถูกเข้าเฝือก ที่แขนถูกเข็มน้ำเกลือจิ้มอยู่ ที่หน้าผากมีผ้าพันแผล วันมองหน้าเด็กคนนั้นสักครู่ เขาจำได้ว่าเคยเจอเด็กคนนี้แล้วครั้งหนึ่ง ใช่แล้ววันนั้น วันกำลังกินข้าวกับเพื่อนๆ ในโรงอาหารของโรงเรียนอยู่ คุยกับเพื่อนอย่างออกรส ก็ได้ยินเสียงตวาดของแม่ค้าดังลั่นโรงอาหาร
“ เฮ้ย ไอ้เด็กขอทานไปให้ไกลๆ ร้านเดี๋ยวนี้ เหม็นจะตาย “
เด็กคนนั้น  เดินเลี่ยงผ่านมาทางวัน และมาหยุดยืนดูพวกเขากินข้าว มองไปกลืนน้ำลายไปด้วยความหิว สายตาก็วิงวอนขอความเมตตา วันมองดูเสื้อผ้าที่ดำเก่า เพราะใส่มานานมองเห็นคราบเหงื่อ คราบสกปรกชัดเจน
“ เฮ้ย ไอ้น้อง ไปยืนที่อื่นไป๊ พวกพี่กินไม่ลง เหม็นจะตาย “
“ ทำไมพูดอย่างนั้นละชัย น้องน่าสงสารออก “
วันพูดจบ ก็ควักเงินให้เด็กคนนั้นไปซื้อข้าวกิน เด็กคนนั้นยกมือไหว้ ก่อนไปเขาได้จ้องหน้าวันนานมากเหมือนกับจะพยายามจำไว้ให้นานแสนนาน วันไม่นึกเลยว่าจะขับรถชนเอาเด็กคนนั้น มันคงเป็นชะตาลิขิต หรือเวรกรรมที่เคยร่วมสร้างกันอย่างที่พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าทุกคนมีกรรมทุกที่ต้องชดใช้ บางคนต้องชดใช้ด้วยตนเอง บางคนต้องมีคนมาร่วมชดใช้  วันมองเห็นรอยยิ้มแห่งความสุขที่มุมปากของเด็กคนนั้น มันเป็นรอยยิ้มของคนที่ประสบความสำเร็จ ความดีใจในอะไรซักอย่างมากกว่ารอยยิ้มของเด็กที่กำลังมีทุกข์ ได้รับบาดเจ็บเช่นนี้
“ พี่จำผมได้ไหมครับ ผมเด็กขอทานคนนั้นไงครับ “
“ พี่จำได้ แต่ไม่นึกว่าจะเจอกันอีก “
“ แล้วพี่ดีใจหรือเสียใจครับ แต่สำหรับผมดีใจมากที่ได้เจอพี่ และในเหตุการณ์อันดีเช่นนี้“
วันแปลกใจมาก ว่าทำไมอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์อันดีสำหรับเด็กคนนี้ ช่างเป็นความคิดแปลกประหลาด เพราะหลายคนเขาเสียใจ เศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ยังไม่ทันที่วันจะซักถามอะไรต่อ นางพยาบาลที่ดูความเรียบร้อยของคนไข้ในห้องนี้ก็เดินมาที่เตียง
“ เป็นไงคะ เจ็บตรงไหนอีกคะ “
“ ไม่เจ็บตรงไหนแล้วครับ แต่อยากทราบว่าผมต้องอยู่ต่ออีกกี่วันครับ “
“ ของหนูอีก 2-3 วัน ก็คงกลับได้ ส่วนอีกคนนั้นต้องอยู่ต่ออีกหลายวัน เพราะต้องเช็คอีกหลายอย่าง “
ช่วงเวลาที่วันต้องพักอยู่โรงพยาบาล คนที่มาเยี่ยมมักไม่ค่อยซ้ำหน้า มีทั้งเพื่อน และอาจารย์ ที่โรงเรียน ส่วนคนที่มาบ่อยๆคือแม่ สำหรับวิไลวรรณกับดอกแก้วนั้นมาแค่หนเดียวเพราะต้องไปโรงเรียน พ่อพร้อมกับชาวบ้านก็แวะมาเยี่ยมบ่อย ตอนที่เอาของมาส่งที่ตลาด แต่เขาไม่เหงาเพราะมีเพื่อนข้างเตียงคุยด้วย บางวันก็ลุกไปคุยถึงเตียงเลยทีเดียว
“ ตกลง ผมได้ไปอยู่กับพี่ที่บ้านใช่ไหมครับ “
“ ก็คงเป็นอย่างนั้น ก็เราเล่นบอกว่าไม่มีพ่อแม่ญาติมิตรที่ไหนเลยใช่ไหม “
“ ครับ พ่อแม่ผมตายตอนผมอายุได้แค่ 7 ขวบเอง เขาทั้งสองถูกรถชนตาย เราจนมากอยู่แล้ว พอพวก เขาตาย ผมก็เริ่มดิ้นรนช่วยเหลือตนเอง เป็นขอทาน หรือลูกจ้างทำทุกอย่าง “
“ แล้วทำไมถึงมาถึงที่นี่เชียวละ ”
“ ใจผมอยากตามหาญาติที่แม่เคยคุยให้ฟังแต่ผมไม่รู้แม้แต่ชื่อ และที่อยู่ของพวกเขาเลยรู้แต่ว่าอยู่ที่นี่เท่านั้น แต่พระเจ้าก็ดลให้ผมมาเจอพี่ “
“ เอ้านี่ส้มกินเสีย พรุ่งนี้พี่ก็จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว ว่างๆจะมาเยี่ยมบ่อยๆ “
“ ขอบคุณมากครับ ผมต้องขอโทษด้วยนะที่ต้องทำให้พี่ลำบาก “
“ มันเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุ “
“ พ่อของพี่วันดุไหมครับ “
“ ถ้าดุเขาจะรับเราไปอยู่ด้วยทำไม แต่ก็ไม่มีใครกล้าหือกับเขาหรอก โก้ถามทำไมหรือ ถึงเขาดุแต่เป็นเวลาและมีเหตุผล “
“ ใช่ครับคนเราจะทำอะไรลงไปต้องมีเหตุผลทั้งนั้น แต่บางครั้งเหตุผลก็ไม่สามารถบอกใครได้ เพราะบางทีเหตุผลของเราอาจทำให้เราซวยก็ได้ “
หลังจากที่วันออกจากโรงพยาบาลมาไม่ถึงอาทิตย์ พ่อแม่ก็ไปรับเอาโก้มาอยู่ที่บ้านด้วย ดูท่าทางโก้จะมีความสุข ที่ได้มาอยู่กับครอบครัวที่มีความพร้อมทุกอย่าง ทุกคนในครอบครัวดีต่อโก้ทุกคน พยายามเอาใจใส่ ดูแลเรื่องเสื้อผ้าและข้าวปลาอาหารเป็นอย่างดี วันมักจะมาคุยด้วย หลังจากเลิกเรียน และสอนให้เรียนหนังสือ ทำแบบฝึกหัดต่างๆ  โก้ก็พยายามตั้งใจเรียน เพราะได้ยินบุญอุ้มคุยกับจันทร์ว่าจะให้เข้าโรงเรียนที่หมู่บ้าน ทีแรกครูใหญ่จะให้เข้า ป.4 แต่เพราะความเกรงใจผู้ใหญ่บ้านก็เลยจะให้เข้าเรียนชั้นเดียวกับวิไลวรรณ โก้รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกรักครอบครัวนี้มากที่สุด ความรู้สึกรักไม่เกิดขึ้นกับโก้นานหลายปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โก้เจอแต่ความทุกข์ ความโหดร้ายในชีวิต ไม่เคยเจอกับสิ่งที่ดีๆมานาน โก้ได้บอกกับตัวเองและตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ที่นี่ เล่าเรียนให้มาก และจะสนองบุญคุณให้กับผู้มี่พระคุณที่นี่ทุกคน โดยเฉพาะวันพี่ชายที่เขารักมากที่สุด เพราะถือว่าเป็นบุคคลที่นำทุกสิ่งทุกอย่างมาให้ ถ้าไม่มีวันตัวเองคงต้องกลายเป็นคนข้างถนนตลอดไป
วันนี้อากาศแจ่มใสตามปกติ โก้ตื่นแต่เช้า กะว่าจะไปดูสวนกับพ่อบุญธรรม อยากเห็นว่ามันกว้างใหญ่ขนาดไหน เพราะวิไลวรรณ ชอบคุยอวดเสมอว่ามีต้นลิ้นจี่ ต้นลำใย และผลไม้อื่นๆ อีกเป็นร้อยๆ ต้นหลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เดินไปหาวันที่ห้อง จะชวนไปเล่นด้วยที่สวน
“ พี่จะไปเหมือนกัน แต่คงตอนสายๆ เพราะเพื่อนพี่จะมากินลิ้นจี่ และทำการบ้านด้วยหลายคน “
“ พี่ชัย มาด้วยใช่ไหมครับ “
“ อ้อ คนนี้ต้องมาแน่นอนอยู่แล้ว ซี้กับพี่มากที่สุด “
วันสังเกตสีหน้าที่สดใสของโก้เปลี่ยนไป คล้ายจะผิดหวังอะไรสักอย่าง แต่โก้ยิ้มให้เมื่อเห็นว่าวันกำลังมองหน้าด้วยความสงสัย แล้วก็เดินเลี่ยงไปที่ห้องครัวคุยกับป้าแม้น ที่กำลังทำอาหารเช้าอยู่
“ ผมว่าป้าน่าจะย้ายมาอยู่กับพวกเราเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องเหนื่อย เดินไปเดินมาสองบ้าน
“ ก็ป้าทำจนชินแล้วนี่จ๊ะพ่อโก้ “
“ ป้าคงจะชอบที่นี่มากเหมือนผม “
“ ชอบ ก็เราอยู่กันอย่างญาติมิตร นี่จ๊ะ “
“ เออ ป้า แม่ของพี่วันเขาเป็นโรคอะไรหรือ บางทีเห็นนั่งพักเป็นนานสองนาน กว่าจะจัดผักลงเข่งได้ “
“ หมอบอกว่าเป็นโรคหอบ เขาให้พักผ่อนมากๆ ยายจันทร์มันก็ไม่ยอมเชื่อฟังหมอเลย “
จันทร์เริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นโรคหอบ ตอนที่คลอดวิไลวรรณ ครั้งนั้นเธอเกือบตาย ต้องใช้อ๊อกซิเจนช่วยหายใจ และหมอก็เตือนว่ามีลูกหลายคน อาจจะทำให้อายุของเธอสั้นลงได้ เธอและสามีจึงตัดสินใจมีลูกแค่สองคน ซึ่งเธอยังต้องให้แม้นมาศ เพื่อนรุ่นพี่ที่รักใคร่ชอบพอกันมาก มาช่วยดูแลลูกๆใ ห้ และดูแลด้านอื่นๆด้วย เธอรักและเคารพแม้นมาศเหมือนญาติคนหนึ่ง และมากกว่าญาติพี่น้องจริงๆหลายคนเสียอีก
“ โก้ ไปหรือยัง เอาเข่งใส่รถให้พ่อด้วยน่ะ “
“ ครับพ่อ “
โก้กลายเป็นคนที่ทุกคนในครอบครัวของพนาวัน รวมทั้งคนในหมู่บ้านให้ความห่วงใย และสงสาร  คนในสังคมรอบนอกเมืองหลวงหรือต่างจังหวัด จะมีลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างอ่อนโยน และขี้สงสารเช่นนี้ เห็นใครได้รับความลำบากก็อดที่จะช่วยเหลือไม่ได้ รู้จักให้อภัยในความผิดพลาดของคนอื่น           ต่างคนต่างพึ่งพาอาศัยกัน
“ พ่อ เดี๋ยวขออนุญาตเดินเลียบคลองไปทางโน้นนะครับ “
“ เออ ระวัง อย่าลงไปเล่นนะ แถวนั้นมันลึก ช่วงนี้ น้ำหลากอยู่ด้วย “
โก้เดินลัดเลาะตามทางเดินเล็กๆ ที่ชื้นแฉะ ขนาบไปตามคลองส่งน้ำที่กำลังไหลเชี่ยว ยาวคดเคี้ยวไกลสุดตา เด็กชายนึกถึงตอนที่อยู่กับพ่อแม่ที่บ้านนอกก่อนจะย้ายตามพวกเขามาทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ พ่อมักจะเอาโก้ขึ้นขี่คอ และพาลัดเลาะไปตามคันนาทั้งตอนออกไปทำนาแต่เช้า และตอนกลับบ้าน โดยมีแม่ส่งเสียงดังตามมาติดๆ
“ พี่ พี่ ระวังลูกของฉันเป็นอะไรไปนะ ถ้าตกลงมา ฉันเอาตายนะ “
“ โถ เขาก็เป็นลูกพี่เหมือนกัน ไม่ตกหรอก “
เขาจำได้ว่าเวิ้งฟ้าข้างหน้า ทางที่มุ่งเข้าหมู่บ้าน ในวันนั้น เป็นสีแดงกล่ำ ลมเริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านบางคน ปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้าน เพื่อซ่อมแซมหลังคากันฝนรั่ว และคืนนั้น หลังจากเข้านอนได้ไม่กี่ชั่วโมงฝนก็เริ่มตกหนัก ลมแรงมาก ต้นไม้บางต้น ล้มระเนระนาด ต้นข้าว รวงข้าว ถูกทำลายเสียหายยับเยิน เพราะพายุลูกเห็บที่โหมกระหน่ำลงมาอย่างนัก เขาแอบลืมตาดูพ่อกับแม่นั่งกอดกันร้องให้ เหมือนกับการสูญเสียอะไรไป
“ โถ ป่านนี้ข้าวในนา ที่กำลังสุกงอม คงร่วงจากรวงหมดแล้วพี่ แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่า เอาข้าวที่ไหนกิน “
“ ยาสูบที่ปลูกไว้ก็คงเหลือแต่ต้น ใบก็คงมีแต่รูโหว่ ทำไมพระเจ้าถึงโหดร้ายต่อเราอย่างนี้ “
ต่อมาประมาณสามอาทิตย์ครอบครัวของโก้ ก็อพยพเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเช่าที่ดินทำกิน และหนี้สินต่างๆ พอรถมาถึงหมอชิต เพื่อนของพ่อก็มารับ รู้แต่ว่านั่งแท็กซี่ผ่านตึกรามบ้านช่องสวยงามมากมาย รถก็วิ่งกันขวักไขว่ ยังเคยคิดว่าสักวันต้องมีบ้านสวยๆสักหลัง มีรถสักคันให้ได้
รถพาทั้งสามมาถึงตึกหลังใหญ่ ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ล้อมด้วยสังกะสีแดงเข้ม ภายในรั้วก็จะเห็นกระท่อมคนงานที่สร้างไว้เป็นที่พักคนงาน เดินผ่านบ้านพักไปสามสี่หลังก็จะเห็นบ่อน้ำ ซึ่งขณะนั้นมีหญิงหลายคน ใส่กระโจมอกอาบน้ำกันอยู่ มองไปทางขวา จะเห็นตึกอีกหลังอยู่ไกล กรรมกรผู้ขายแรงงานกำลังทำงานกันขะมักเขม้น
“ เอ็งกับครอบครัวพักอยู่ที่นี่นะ ไกลหน่อยแต่ก็เงียบดี “
“ ขอบใจมากนะ ไอ้ชาติ ข้าจะไม่ลืมเอ็งเลย “
“ เฮ้ย อย่าคิดมากเลย เพื่อนๆกัน ก็ต้องช่วยกันหน่อย “
ทีแรกแม่ก็ทำงานก่อสร้างเหมือนพ่อ แต่พ่อทนเห็นแม่ต้องยกของหนักๆทุกวันไม่ได้ เลยต้องให้แม่หยุดพัก ส่วนตัวเองทำงานหนักขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็ไม่ได้นั่งเฉยอยู่กับบ้าน ก็พยายามทำขนมขาย หาบเร่ไปตามซอกตามซอย เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ พอสิ้นเดือน ก็จัดการส่งไปใช้หนี้สินที่ยังคงค้างอยู่ บางครั้งแม่ก็เดินทาง เอาเงินไปจ่ายเอง
วันหนึ่ง หลังจากที่โก้ เรียนเสร็จแล้ว ก็รีบกลับบ้านเพื่อมารอแม่ตามปกติ และเพื่อช่วยล้างถ้วยชามใส่ขนม เก็บข้าวของต่างๆให้เข้าที่ แต่พอมาถึงบ้านก็แปลกใจ เมื่อเห็นหาบขนมของแม่วางอยู่หน้าบ้าน รู้สึกว่าแม่จะกลับมาเร็วผิดปกติ แต่รองเท้าที่วางอยู่หน้าบ้าน ไม่ใช่ของแม่คนเดียว มันเพิ่มมาอีกคู่หนึ่ง โก้ค่อยๆ ย่องอ้อมไปทางด้านหลังของเรือนสังกะสีที่ต่อยาวเป็นทอดๆ จำได้ว่าพ่อเคยเจาะรูเป็นปล่องๆเล็กๆ ให้ลมผ่านตอนกลางคืนไม่งั้นจะอดอู้และร้อนมาก เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่ารองเท้าคู่นั้นเป็นของใคร ค่อยๆสอดสายตามองลอดรูนั้นไป โก้แทบช็อคกับภาพที่เห็นนั้น แม่กำลังกอดก่ายอยู่กับใครก็ไม่รู้ ทั้งสองเปลือยกายล่อนจ้อนหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน โก้ร้องให้ด้วยความเสียใจที่แม่ทำอย่างนั้น เขารู้สึกเกลียดและโกรธแม่ขึ้นมาทันทีค่อยๆ ย่องออกมาจากตรงนั้น เดินร้องไห้ไปหาพ่อที่ทำงานทันที
“ พ่อ พ่อ “
“ เฮ้ย ลูกเอ็งเรียกไอ้ก้าน “
ก้านวางมือจาการขุดหลุม หันไปตามเสียงเรียก เห็นโก้อยู่ในสภาพมอมแมม แถมยังร้องไห้ ก็ตกใจ วิ่งเข้าไปหาด้วยความรักและห่วงใย คิดว่าคงไปมีเรื่องกับเด็กๆ ละแวกนั้นมา
“ ไปทะเลาะกับใครมาหรือ โก้ “
“ เปล่า ครับพ่อ พ่อรีบกลับเถอะ แม่กำลังนอนเล่นอยู่กับใครไม่รู้ เสื้อผ้าก็ไม่ยอมใส่กัน ”
“ หา โก้ว่าอะไรนะ “
ไม่รอที่จะฟังรอบสอง เขาก็คว้าจอบขุดดินวิ่งตรงไปที่บ้านพักคนงานทันที ปล่อยให้โก้วิ่งตามมาแต่ไกล โก้ทั้งวิ่งทั้งร้องให้ ใจก็อยากรู้ว่าผู้ชายที่นอนกับแม่คือใคร ทำไมมีสิทธิเท่าเทียมเขากับพ่อ แม่ควรจะมีแต่เขากับพ่อเท่านั้น เพราะเวลาทานข้าวแม่จะพูดอยู่เสมอว่าเรามีกันสามคนแค่นี้จะฝากผีฝากไข้กับใครก็คงไม่ได้ แม่บอกโก้ให้รักพ่อมากๆ เพราะพ่อทำงานมาเหนื่อยแทบทุกวัน ถ้าชีวิตขาดพ่อก็คงเหมือนคนไร้หลัก
โก้วิ่งมาถึงหน้าบ้านเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ คงจะได้เห็นหน้าผู้ชายคนนั้นอย่างถนัดป่านนี้พ่อคงจับมัดเตรียมส่งตำรวจแล้ว โก้อยากเห็นหน้าแม่ด้วยว่าจะทำอย่างไรในเมื่อ เคยสอนเขาเป็นนักเป็นหนาว่า อย่าพูดจาโกหกหลอกลวง โก้หยุดอยู่หน้าบ้านแล้วค่อยๆย่องเข้าไปใกล้ เขาแปลกใจที่ทำไมไม่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย หรือเสียงคนคุยกันยิ่งเข้าไปใกล้ความอยากรู้อยากเห็นยิ่งมากขึ้น พยายามสูดลมหายใจลึกๆ เข้าเต็มปอดเพื่อระงับความตื่นเต้นที่เกิดขึ้น แต่แทนที่เขาจะได้อากาศอันบริสุทธิ์กลับได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เหมือนกับใครมาเชือดไก่เป็นๆอยู่ข้างๆ ยังไม่แน่ใจเขาสูดลมหายใจอีกครั้ง ทำให้เขาแน่ใจว่ากลิ่นนั้นมาจากห้อง จึงตัดสิงใจวิ่งไปเปิดประตูโดยแรง
“ พ่อ พ่อ เกิดอะไรขึ้น “
โก้วิ่งไปหาพ่อที่นั่งสะอื้นไห้อยู่มุมห้อง รู้สึกถึงความชื้นแฉะที่ฝ่าเท้า ก้มดูปรากฎว่าเป็นเลือดสดๆที่นองเต็มพื้นกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว มองไปบนที่นอน ต้องแทบช็อค สภาพของแม่และผู้ชายคนนั้น ยับเยินเต็มไปด้วยรอยแผล เลือดทะลักออกมาเป็นลิ่มๆ เด็กน้อยพอประมวลภาพเหตุการณ์ออก น้ำตาไหลพราก ค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งข้างๆ พ่อผู้บังเกิดเกล้า เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร
“ โก้ มานั่งอยู่นี่เอง คิดอะไรอยู่หรือ “
วันโผล่มาจากไหนไม่รู้ ทำให้เขาต้องดึง ความคิดกลับจากอดีตที่ผ่านมาแล้วหลายปี มาสู่ปัจจุบันที่มีแต่ความสวยงาม เต็มไปด้วยความฝันที่สามารถไขว่คว้ามาได้ โดยเพิ่มเติมความพยายาม ความขยันขันแข็งอีกหน่อย
“ อ้อ ผมมานั่งมองดูเจ้าปูนาสองสามตัวนี้ ครับ  “
“ เอ้าจับมันมาทำไม เอาไปปล่อยดีกว่านะ  ไปนั่งกับเพื่อนๆพี่ซิ จะได้ทำความรู้จักกันไว้ “
โก้เดินตามวัน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพี่ชายตามกฏหมายของตน ไปยังกลุ่มเพื่อนที่กำลังนั่งกินลิ้นจี่ และทำการบ้านกันอยู่ ทุกคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับพนาวัน แต่ละคนแต่งตัวดี ใส่เสื้อสีสวยๆ ราคาแพงๆ กันทั้งนั้น ชัยเหลือบมาเห็นเขาทั้งสองก่อนคนอื่น จึงตะโกนเรียก ให้เข้าไปนั่งร่วมวง
“เฮ้ย พวกเรา นี้ไงโก้ ที่เราเหล่าให้พวกนายฟัง”
“สวัสดีครับ”
โก้นั่งร่วมวงกับเด็กเหล่านั้นด้วยความจำใจ ไม่อยากให้พี่ชายของเขาเสียความรู้สึก จึงทนนั่งฟังพวกเขาคุยกันต่างๆ นาๆ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ส่วนใหญ่พวกเขาคุยกันถึงเรื่องเรียน เรื่องทัศนศึกษา และเรื่องเพื่อนๆ ที่โรงเรียน บางคนก็มองเขาด้วยสาตาแปลกๆ เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก มองมาทางชัย เจอชัยกับพนาวันคุยกันอย่างสนุกสนาน ก็ยิ่งเคืองใจเป็นอันมาก เพราะรู้สึกว่าเขาทั้งสองสนิทสนมกันมากเกินไป ให้ความสนใจกับตัวเขาเองน้อยมาก ความรู้สึกบางอย่างเริ่มเข้าครอบงำ เขาเกิดความกลัว กลัวการสูญเสียพี่ชายที่แสนดีของเขาไป ไม่อยากให้ใครเข้ามาใกล้ หรือแย่งความรักที่พี่วันได้มอบให้เขา ความที่ไม่อยากเห็นภาพความเป็นเพื่อนของทั้งสอง จึงทำให้เขาเกิดโทสะ เดินลุกจากที่นั่นเดินไปหาพ่อบุญธรรมของเขาที่กำลังวุ่นอยู่กับการเก็บลิ้นจี่อยู่
“เอ้า โก้ ทำไมไม่อยู่คุยกับพี่ๆ เขาล่ะ”
“ผมเห็นพ่อทำงานเหนื่อยครับ อยากช่วยพ่อครับ”
“เอ็งนี่เป็นเด็กดีจริงๆ ว่ะ ไม่เสียแรงที่พ่อให้มาอยู่ด้วย ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวเอ็งก็มีเพื่อนเหมือนพี่เขาแหละ อาทิตย์หน้าก็จะเข้าเรียนแล้วนี่”
โก้อยากจะบอกให้วิญญาณของพ่อกับแม่ได้รับรู้เหลือเกินว่าชีวิตของตนเองนั้นได้เกิดใหม่ ในครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น ไม่ยากจนแร้นแค้นอย่างที่เคยเป็นมา ครอบครัวที่หาใช่ญาติพี่น้องของพ่อกับแม่ ที่ตั้งใจจะตามหาเพื่อขอความช่วยเหลือและที่พักพิง น้ำตาของเขาเอ่อล้นออกมาจากเบ้าตา เป็นความรู้สึกเสียใจในโชคชะตาชีวิตที่เกิดขึ้นกับตัวเอง มันเกิดขึ้นได้อย่างไร พระพรหมท่านไหนที่ลิขิตให้เกิดขึ้น ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่ตนเองไม่สามารถลืมได้ตลอดชีวิต เขาอยากจะบอกขอโทษพ่อกับแม่เหลือเกินแต่ก็ทำไม่ได้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถได้ไปเจอกับพ่อแม่อีกครั้ง และพวกเขาจะให้อภัยเขาไหม คงไม่ เพราะมันเป็นสิ่งที่ผิดอย่างมหันต์ และมันยังเป็นตราบาปทีได้ฝั่งรากลึกลงไป ที่คอยกัดกร่อนหัวใจของเขาให้เจ็บปวดรวดร้าวเสมอ เพราะวันที่ตำรวจจับพ่อของเขาเข้าคุก ในฐานะฆ่าคนตายโดยเจตนา และต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต พ่อของเขาร้องให้ปริ่มว่าจะขาดใจ และได้เล่าให้ตำรวจฟังทั้งหมด
"คุณตำรวจครับ ผมฝากเด็กคนนี้ด้วยนะครับ เขาไม่มีใครดูแลเลย"
"ญาติพี่น้องของนายล่ะ"
"พวกเขาคงไม่รับเลี้ยงหรอก เพราะว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของผม เขาเป็นลูกติดของเมียผม"
ในที่สุดโก้ ก็รู้ว่าที่จริงแล้วคนที่ถูกฆ่าตายนั้นคือพ่อกับแม่ที่แท้จริงของเขา และเขาได้ไปตามพ่อเลี้ยงมาฆ่าพวกเขาด้วยมือของตนเอง เขากรีดร้องด้วยความตกใจ  เสียใจ และโกรธตัวเองเป็นที่สุด เขาคือฆาตรกรที่แท้จริง เขาไม่รู้ว่า ผู้ชายที่มาหาแม่วันนั้น คือพ่อของเขาที่เฝ้าตามหาแม่มาตลอด ตามหาคนที่เขารัก เพื่อที่จะมาขอคืนดี และกลับไปอยู่ด้วยกันให้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ พ่อแม่ และลูกที่ ชนบท อันเต็มไปด้วยท้องทุ่ง ที่เขียวขจี แต่ทุกสิ่งทุกอย่างพังทะลายเพราะน้ำมือของเขาเอง เขารู้สึกมึนงง ตั้งคำถามให้ตัวเองตลอดเวลา เขาผิดไหม เขาทำอะไรลงไป ทำไมเรื่องร้ายแรง และโหดร้ายถึงเกิดขึ้นกับตัวเขาซึ่งยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อย่างนี้
"โก้ ช่วยยกเข่งลิ้นจี่มาทางนี้ ให้พ่อหน่อยซิ"
"ครับพ่อ"

ตอนที่ 3 ชีวิตที่ต้องจาก
พนาวันวุ่นอยู่กับการจัดกระเป๋าเดินทางทั้งวัน เริ่มตั้งแต่การเอากระเป๋าออกมาเช็ด ปัดเอาฝุ่นออก จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดๆ มาเช็ดซ้ำอีกรอบ นำไปตากแดด พอให้กลิ่นฝุ่น และกลิ่นอับจากการที่เก็บกระเป๋าไว้ในตู้เสียนานให้จางหายไป รับกลิ่นของไอแดดเข้ามาทดแทน เขาดมกระเป๋าหลายรอบ  จนมั่นใจว่ากลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้หายไป จากนั้นก็เอาดอกมะลิ กับดอกกุหลาบที่โก้ เก็บไว้ให้ตั้งแต่เช้าตรู่ มาใส่ไว้ด้านใต้สุดของเสื้อผ้า ที่เขาและโก้ช่วยกันพับอย่างปราณีต และบรรจงใส่ลงไปในกระเป๋าทีละชิ้น ในขณะที่วันตื่นเต้นกับการจัดกระเป๋า และการที่จะต้องจากบ้านไปไกลคนเดียว การที่จะต้องไปเจอกับสิ่งใหม่ๆ สภาพแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนไป โก้หนุ่มน้อยวัยเริ่มแตกพานนั่งก้มหน้าก้มตา งุ่นง่านอยู่กับการพับเสื้อผ้าที่กองไว้ให้เสร็จ โดยที่ไม่มีการเอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมา ถ้าวันไม่ถาม หรือคุยด้วย ใจของเขาเริ่มอับเฉา และหดหู่ คล้ายกับคนที่สิ้นหวัง สิ้นที่พึ่งพิง รู้สึกว่าจะต้องสูญเสียคนที่เขาทั้งรักและบูชาไป เขาไม่สามารถซ่อนเร้น ปกปิดความรู้สึกเหล่านั้นได้ โดยเฉพาะกับวันผู้ที่คอยปกป้องเขา สั่งสอนเขา ให้ความอบอุ่นกับเขาตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน
"โก้ ทำไมนั่งเงียบทั้งวันละ"
"ไม่มีอะไรหรอกครับพี่วัน"
"อย่าปิดบังพี่เลย เธอก็เป็นเหมือนน้องคนหนึ่งของพี่ ทำไมพี่จะดูไม่ออกว่าเธอรู้สึกอย่างไร"
โก้ โผเข้ากอดวัน ผู้ที่กำลังยืนอยู่กลางห้อง จนแทบล้มด้วยความแรง และน้ำหนักตัวที่โถมเข้ามา  โก้กอดเขาแน่นพร้อมกับสะอื้นไห้ นี่เป็นครั้งแรกที่วันเห็นน้ำตาของน้องชายบุญธรรม นับตั้งแต่วันที่เขาเริ่มเข้ามาเป็นสมาชิกของครอบครัว โก้ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็น แม้แต่วันที่แม่ของวันสิ้นใจต่อหน้าต่อตา มีแต่วันกับน้องสาวที่ร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจ วันนั้นเป็นวันที่หนัก และโหดร้ายมากสำหรับพนาวันและน้องสาว เพราะเป็นวันที่แม่ถูกพรากจากครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ ทุกคนในครอบครัว รวมทั้งชาวบ้านต่างพากันเศร้าโศรกไปเป็นเดือน ที่แม่เลี้ยงจันทร์ของพวกเขาได้สิ้นบุญไป หลายคนอาจจะโทษว่าเป็นความผิดของพ่อ ที่มักง่าย แอบไปมีคนอื่นอยู่ในตัวเมือง หลายคนโทษโก้ที่ไม่เก็บสิ่งที่เห็นไว้เป็นความลับ  สำหรับวันแล้วไม่เคยคิดโกรธใคร เพราะถือว่าเป็นเรื่องบุญ และกรรมมากกว่า แม่ได้พ้นทุกข์ไปแล้ว อย่างที่ป้าแม้นบอก เพราะถ้ายังมีชีวิตอยู่แม่ก็คงทรมารกับโรคประจำตัวที่เป็นๆ หายๆ เข้าออกโรงพยาบาลตลอด วันมีแต่เพียงความน้อยใจที่พ่อรักแม่น้อยไปหน่อย ถ้ารักมากก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเร็วนัก วันจำภาพที่แม่ล้ม นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้น มือกุมอยู่ที่หน้าอก ทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดได้เป็นอย่างดี กว่าแม่จะถึงโรงพยาบาล แม้ก็สิ้นใจในอ้อมกอดของพ่อเสียแล้ว
"จันทร์  จันทร์ พี่ พี่ขอโทษ"
พ่อร่ำให้ ปล่อยโฮออกมาด้วยความเสียใจ เพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนผิด ถ้าไม่แอบไปหาเมียเก็บที่มีมานนานหลายปี เรื่องก็คงไม่เกิดขึ้น เขาก็คงไม่สูญเสียภรรยาอันเป็นที่รักของเขาไป เขาไม่สามารถแก้ตัว และเรียกร้องอะไรให้คืนมาได้อีกแล้ว
"พี่วัน พี่วัน อยู่ไหน เร็วเข้า ทุกคนรออยู่นะ"
วิไลไม่พึงพอใจมากนัก ที่เห็นภาพของโก้กำลังร่ำไห้ กอดพี่ชายของตนเองอยู่ เป็นภาพที่รู้สึกแสลงใจอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่เคยประทับใจเลยกับการที่พ่อกับแม่รับเลี้ยงเด็กคนนี้ ช่วงแรกๆ เธอยังไม่รู้สึกอะไรมากมาย แต่หลังจากการตายของแม่เธอ ทำให้เธอพยายามออกห่างจากเด็กชายคนนี้ ไม่ค่อยเล่น หรือเสวนาด้วยถ้าไม่จำเป็น
"โก้ เธออีกแล้วหรึ  มักจะทำให้เสียการอยู่เรื่อยเลย"
"ทำไมหรึ โก้แค่อยากจะกอดพี่ชายให้นานๆ ก่อนจากแค่นั้นเอง"
"ความรู้สึกของเธอเขาอาจจะเป็นพี่ชาย แต่เคยรับทราบความรู้สึกของคนอื่นที่แท้จริงหรึเปล่าว่าเขารู้สึกอย่างไร"
โก้ไม่โต้แย้งวิไลวรรณอะไรอีก ให้ระเคืองความรู้สึกของตนเอง
เขาเดินไปหยิบกระเป๋าใบเขื่องที่วางอยู่ตรงมุมห้องแล้วเดินออกไป วิไลวรรณตามออกไปด้วยอาการไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ ส่วนวันถือกระเป๋าอีกใบตามออกไปนอกชาน และเดินลงไปยังลานบ้าน ที่ทุกคนรออยู่ เขาวางเรียงกระเป๋าไว้บนกะบะหลังรถ จากนั้นเดินไปกอดป้าแม้น และทุกคนเพื่อร่ำลาไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ป้าแม้นร้องไห้เยอะกว่าคนอื่น เพราะไม่อยากเห็นเด็กที่ตนเคยช่วยเลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออก ต้องจากไปอยู่ไกลๆ  วันไม่ทันได้สังเกตุว่าตรงพุ่มดอกเข็มมีใครแอบยืนอยู่ คอยส่งกำลังใจมาให้ พร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา ปริ่มว่าจะไม่ได้เจอกันอีก ดอกแก้วมีความรู้สึกกลัวว่าจะไม่ได้พบ กับพี่ชายที่แสนดีคนนี้อีก พี่ชายที่เคยให้ความสนุกสนาน เคยเป็นอาจารย์ช่วยสอนหนังสือให้ เคยเล่นเป่ากบ ตี่จับ วิ่งเล่นในทุ่งนา เก็บดอกโสนมาเล่นขายของด้วยกัน ต่อไปพี่วันก็คงเป็นบัญฑิต มีความรู้ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างแน่นอน เธอยืนนิ่งอยู่สักครู่ จากนั้นก็แอบเดินเลี่ยงออกไป ลัดเลาะไปตามทุ่งนาเพื่อทะลุถนนลูกรัง ที่มุงตรงไปยังถนนลาดยางเส้นใหญ่ นั่งรออยู่ในศาลาปากทางเข้าออกหมู่บ้าน เพื่อหวังที่จะได้เห็นพี่ชายก่อนที่จะจากกันไปอีกหลายปี
สามพี่น้องนั่งคุยกันอยู่ในกะบะหลังท้ายรถปิคอัพ คันที่พ่อมักจะขับรับส่งพืช ผัก ผลไม้ไปขายส่งที่ตัวเมืองเชียงรายเสมอ คนที่คุยเยอะที่สุดเห็นจะเป็นวิไลวรรณ เด็กหญิงที่กำลังเริ่มโตเป็นสาว ผู้ที่จะคุยทุกเรื่องที่เจอในแต่ละวันให้พี่ชาย หรือไม่ก็พ่อฟัง ถ้าสองคนนี้ไม่ฟัง เหยื่อที่จะเป็นรายต่อไปก็จะเป็นป้าแม้น และถ้าไม่มีใครจริงๆ ก็เห็นจะเป็นใครไปมิได้ ต้องเป็นโก้อย่างแน่นอน เธอจะเรียกให้โก้มานั่งฟังเรื่องราวของเธอโดยที่โก้ไม่ได้ปริปากพูดคุยสักคำ เพราะถ้าพูดแทรกที่ไร ก็จะต้องโดนเอ็ดตลอด
รถวิ่งอยู่บนถนนลูกรังสีแดง ด้วยความเชื่องช้า เพราะคนขับต้องคอยบังคับรถให้รอดพ้นจากหลุม บ่อดินน้อยใหญ่ ที่เรียงรายอยู่ทั่วถนน บางหลุมยังมีน้ำขังอยู่เกือบเต็ม บางหลุมก็ถูกแดดเผาน้ำให้เหือดแห้งไป เหลือทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่า บางช่วงของถนนยังคงมองเห็นร่องรอยล้อเกวียนที่เคยบดลงบนถนนที่เละเทะ เต็มไปด้วยโคลนตมช่วงหน้าฝน
พนาวันมองเห็นต้นข้าวที่ออกรวงเหลืองอร่าม เต็มท้องทุ่งสองข้างทาง เขารู้สึกคล้ายกับว่าต้นข้าวเหล่านั้นกำลังโบกมืออำลา และอวยพรให้เขาประสบความสำเร็จในการเล่าเรียน รวมทั้งการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง เจริญหูเจริญตา เขาคงไม่ได้เห็นรวงข้าวสีทองที่แกว่งไสวไปตามแรงลมอีกหลายปี เขามองไกลออกไป เห็นภูเขาที่เรียงรายกันอยู่ไกลลิบ แนวสันขาวเหยียดยาวติดต่อกัน โอบล้อมหลายหมู่บ้าน มองระยะไกลคล้ายกับวงพระจันทร์เสี้ยวที่โอบล้อมชีวิตของผู้คนชนบท ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปราศจากปัญหาใดๆ ทุกชีวิตในออ้มอกภูเขาแห่งนี้ ต่างอยู่ด้วยกันแบบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ช่วยกันทำมาหากินตลอดทุกฤดูกาล พนาวันกลัวความเปลี่ยนแปลงที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ เปลี่ยนภาพที่เขากำลังมองผ่านตาในขณะนี้ ให้กลายไปเป็นอีกสังคมหนึ่ง ที่ชาวบ้านเริ่มมองเห็นวัตถุมีค่ามากกว่าจิตใจ เริ่มมีการประกาศขายที่ทาง เพื่อให้ได้เงินมาสร้างบ้านใหม่ ซื้อรถใหม่ เพื่อให้ได้รับการต้อนรับและยอมรับจากผู้อื่น ผู้คนเริ่มมองเห็นตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ลืมความมีน้ำใจที่คอยจุนเจือซึ่งกันและกัน
รถแล่นออกจากหมู่บ้านผ่านท้องทุ่งอันเหลืองอร่าม และป่าละเมาะ จนจะเริ่มเข้าเขตอีกหมู่บ้านหนึ่งก่อนที่จะออกสู่ถนนซูเปอร์ ไฮเวย์ ตรงป้ายบอกเขตหมู่บ้าน พนาวันมองเข้าไปในศาลาริมทาง เห็นดอกแก้วยืนโบกมือไหวๆ เพื่อบอกการลาจาก เด็กสาวใส่เสื้อยืดคอกลมที่ได้รับจากการแจกของมูลนิธิฯ ที่เข้ามาช่วยเหลือช่วงหน้าหนาวปีที่แล้ว ใส่ผ้าถุงลายดอกมะเขือสีม่วงที่พับให้สูงขึ้นมาเหนือเข่า ในมือเธอถือดอกไม้กำใหญ่ มีทั้งกุหลาบ มะลิ ชบาและอื่นๆ อีกที่เธอจะหามาได้ พนาวันเคาะกระจกพ่อเบาๆ เพื่อให้พ่อหยุด จะได้ทักทายและร่ำรา ลูกศิษย์สมัครเล่น ที่ชอบมาแสดงเป็นบทนักเรียนให้พนาวันสอน ตั้งแต่เขาอยู่ระดับประถม และมัธยม นักเรียนคนนี้ชอบเรียน เธอจะมาเรียนทุกวันถ้าว่างจากการช่วยเหลืองานแม่ที่บ้าน 
เขาเคาะกระจกรถเบาสองสามครั้งพ่อก็ไม่ยอมหยุดรถ อาจจะเป็นเพราะพ่อไม่ได้ยิน หรือเป็นเสียงดังของโก้ กับวิไลวรรณที่กำลังทะเลาะกันอยู่ จึงทำให้พ่อไม่ได้ยิน เขาได้แต่เพียงโบกมืออำลาดอกแก้วด้วยความอาลัยและเสียใจที่ไม่มีโอกาสที่จะได้พูดคุยกันก่อนจาก เขาเห็นดอกแก้ววิ่งออกมาจากศาลา และวิ่งตามรถมาได้ระยะหนึ่งจนเธอหมดแรง และหยุดยืนอยู่กับที่ตาจ้องมองมายังเขาแทบไม่กระพริบ เขารู้ว่าดอกแก้วต้องร้องไห้กับการจากไปเรียนต่อของเขา เขาได้แต่มองและส่งใจไปให้เธอ มองเธอจน ภาพของเธอเล็กลง ไปเรื่อยๆ จนลับตาของพนาวัน
"สงสารดอกแก้วจัง ดูซิอยากจะมาส่งพี่วันก็มาไม่ได้ เขาคงคิดถึงพี่วันแย่เลย"

                   วิไลวรรณพูด ขณะที่ช่วยหยิบกระเป๋าลงจากรถ แต่สายตาของเธอนั้น แอบชำเลืองไปยังโก้ เธอมีจุดประสงค์ เพียงแต่จะยั่วยุอารมณ์ ของโก้ใหขุ่นเคืองขึ้นมา แต่กลับไม่เป็นผลเพราะโก้หาได้ใส่ใจไม่ เขากลับกุลีกุจอช่วยพ่อยกกระเป๋าของพนาวันลงจากรถมากองรวมกัน ไม่มีใคร่หยั่งรู้ได้ว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร กับการที่จะต้องพรากจากพี่ชายที่เขารักเคารพ พี่ชายที่ได้ชุบชีวิตเขาให้ได้อยู่ดีกินดีทุกวันนี้ เขารู้สึกเกลียดการที่จะต้องสูญเสียคนที่ตนรัก หรือแม้แต่สิ่งของที่เขารัก เพราะว่า เขาเคยพลาดทำให้คนที่เขารักมากทีสุดได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉะนั้นประวัติศาสตร์จะไม่มีวันซ้ำอีกครั้งเด็ดขาด

"นี่โก้ ฉันหวังว่าถ้าเธอเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว เธอคงช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว  และตอนนั้นเธอคงไปจากครอบครัวของพวกเราใช่ไหม"

                   โก้ยังไม่ทันวางกระเป๋าลงกับพื้น วิไลวรรณก็เดินตรงรี่ เข้ามาหาโก้ พร้อมกับพูดเสียดแทงความรู้สึกของเขา เขาก็คงได้แต่มองหน้าแล้วก็เดินเลี่ยงไป เพื่อเลี่ยงการปะทะคารมอันมีแต่จะทำให้พ่อบุญปวดหัว และต้องมาไกล่เกลี่ยทุกครั้ง โก้ไม่ค่อยเข้าใจกับอาการคุ้มดีคุ้มร้ายของวิไลวรรณเท่าไหร่ บางเวลาเธอมีความสุข อารมณ์ของเธอก็จะแสนดี บางครั้งก็เกรี้ยวกราดอย่างพายุร้ายที่สามารถโหมกระหน่ำ พัดสิ่งที่ขวางกั้นให้มลายเป็นจุลได้ในพริบตา โก้รู้สึกชินเสียแล้ว และไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ เพราะเขาตั้งใจเสมอว่าจะเรียนให้จบสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองคาดไว้          

                   "นี่โก้ ทำอะไรก็เร็วๆ ซิ เห็นไหมเพื่อนของพี่วันเขาพร้อมกันแล้ว เดี๋ยวรถก็จะออกจากที่นี่"

                   ออกจากที่นี่ คำนี้มันทำให้โก้ รู้สึกหดหู่ในใจอย่างไรชอบกล มันเหมือนกับคำที่คอยเตือนสติเขาอยู่เสมอว่าเขาจะต้องสูญเสียพี่ชาย อันเป็นที่รักของเขาไป คงจะไม่มีใครที่คอยห่วงใย เอาใจใส่ คอยแก้ต่างยามมีข้อพิพาทกับวิไลวรรณให้อีกต่อไป เขาคงต้องยืนหยัด และคอยให้กำลังใจตัวเองเสียแล้ว ยิ่งเห็นภาพ ความสนิทสนมที่พนาวันมีให้กับชัยเพื่อนร่วมชั้น ที่สอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกันแล้ว ความขุ่นเคืองก็คุขึ้นมาในใจ เหมือนกับน้ำอุ่นในกาที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ ถ้ามีใครมาเติมเชื้อเพิ่มอีกนิดมันก็พร้อมที่จะถึงจุดเดือดได้ทันที โก้พยายามเติมน้ำเย็นเข้ามาในใจ โดยพยายามระลึกถึงความยากลำบากที่เคยประสบมา ช่วงที่เคยอาศัยอยู่กับพ่อแม่ตอนเด็กๆ ความรู้สึกเหล่านั้นก็สามารถเบี่ยงเบนความสนใจของเขา ให้มาหยุดอยู่ที่คำว่าสู้และอดทน
ก่อนที่จะขึ้นรถทัวร์ออกจากสถานีขนส่งจังหวัดเชียงราย พนาวันได้พาพ่อไปแนะนำให้เพื่อนๆ ทั้งเก่าและใหม่ให้รู้จัก พวกรุ่นพี่ที่มารอรับน้องใหม่ต่างก็ยกมือไหว้ และบอกพ่อบุญอุ้มว่าอย่าได้ห่วงลูกชายคนนี้เลย ทุกคนจะช่วยดูแลและสั่งสอนให้เรียนจนจบให้ได้ แต่บุญอุ้มก็อดเป็นห่วงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ไม่ได้ ถึงแม้เขาอาจจะแอบเก็บความภาคภูมิใจเอาไว้ข้างใน เพราะอีกสี่ปีข้างหน้าลูกคนนี้จะเป็นบัณฑิตคนแรกของหมู่บ้าน เป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กรุ่นต่อไปเอาเป็นตัวอย่าง จบมาจะได้มาช่วยพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญรุ่งเรือง เหมือนหรือทัดเทียมกับหมู่บ้านอื่นๆ ในตำบลนี้  ลูกคนทั้งสองคน ของเขาไม่เคยจากอ้อมอกพ่อกับแม่ไปไหนไกลๆ เลย เขากลัวสังคมใหม่ เพื่อนใหม่จะหล่อหลอมให้วันลืมบ้านเกิดเมืองนอนของตน และหันหลังให้กับสังคมเกษตรกรรมอย่างสิ้นเชิง เขาก็คงได้แต่ภาวนา แต่ถ้าอะไรมันจะเกิดแล้ว เขาคงจะห้ามพรหมลิขิต หรือเปลี่ยนชะตาชีวิตคนไม่ได้
วันกอดทุกคนก่อนขึ้นรถไปพร้อมกับเพื่อนจากหลายโรงเรียนที่สอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกัน เขาตั้งใจจะกอดโก้เป็นคนสุดท้าย เพื่อจะได้ฝากฝังพ่อกับน้องสาวให้โก้ช่วยดูแล และเอาใจใส่แทนตน เพราะเขาไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีกสี่ปีข้างหน้า มันเป็นเรื่องของอนาคต แม้แต่เพียงเสี้ยววินาทีข้างหน้า ทุกคนก็หารู้ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เขาพยายามมองหาโก้ แต่ก็ไม่เห็น จึงเดินไปหาวิไลวรรณ เพื่อฝากสิ่งของบางสิ่งบางอย่างให้นำไปมอบให้กับดอกแก้ว
"พี่ฝากสิ่งนี้ไว้ให้กับดอกแก้วนะ ฝากบอกว่าถ้าเขาคิดถึงพี่ให้มองสิ่งนี้"
"จ๊ะ พี่วัน ฉันจะเอาไปมอบให้กับมือเลยเชียว"
ขบวนรถนักศึกษาใหม่แล่นออกจากสถานีขนส่ง พร้อมกับเสียงรอ้งเพลงรับน้องดังอึกกระทึกครึกโครม บ้างก็ตีกลอง ตีฉิ่งที่เตรียมกันมาเพื่อปลุก ปลอบขวัญน้องใหม่ให้มีกำลังใจที่จะเรียนต่อ รุ่นพี่นำพวงมาลัยมาคล้องคอรุ่นน้อง พร้อมกับมีการเฉลยพี่รหัส ให้รุ่นน้องรับทราบด้วย โดยพี่รหัสจะต้องคอยเอาใจใส่ดูแลน้องรหัสทุกเรื่อง ทั้งการกิน การอยู่ และการเรียน แม้เรื่องการเตรียมหนังสือ อุปกรณ์การเรียนให้จนกว่ารุ่นน้องจะขึ้นปีสอง และเปลี่ยนสถานะมาเป็นรุ่นพี่ วันรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนาน ไปกับบรรยากาศการรับน้องจังหวัดเป็นอย่างมาก จนลืมความเสียใจที่ต้องจากพ่อ น้องสาว และโก้มาชั่วขณะ เขาไม่รู้หรอกว่า สามคนที่กำลังนั่งรถกลับบ้านรู้สึกเช่นไร บุญอุ้มพกพาเอาความภูมิใจกลับบ้าน ความฝัน ความหวังที่จะเห็นลูกชายเป็นบัณฑิตเต็มตัวไกล้เข้ามาเต็มที่ เพียงอีกไม่กี่ปีข้างหน้าลูกชายของเขาก็จะกลับมา มาดำเนินกิจการ ดูแลเรือกสวนไร่นา และดูแลหมู่บ้านแทนเขา เขาอยากปั้นใครสักคนที่มีความรู้มาทำหน้าที่เป็นผู้นำของหมู่บ้าน พัฒนาหมู่บ้านให้เจริญทัดเทียมกับสังคมเมือง คอยช่วยเหลือชาวบ้านให้มีอยู่ มีกินอย่างมีความสุข ส่วนวิไลวรรณ เธอกำลังคิดถึงความเหงาที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอคงคิดถึงพี่ชายที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ ยามที่พ่อต้องไปช่วยเหลือชาวบ้าน ประชุม ไปคุมคนงานในไร่ ในสวน ไปร่วมงานประเพณีต่างๆ ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน  ทุกวันของพ่อจะวุ่นอยู่กับงาน เธอมีพี่ชายคนนี้เท่านั้นที่คอยเป็นเพื่อนเล่น เป็นครู เป็นผู้ปกป้องยามที่เธอถูกเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันรังแก เป็นผู้ปลอบใจให้หยุดร้องไห้ ยิ่งตอนที่แม่จันทร์จากไป เธอมีเขาคนเดียวเท่านั้นที่คอยสั่งสอน ต่อไปนี้เธอจะมีใครละ ที่มาแทนที่พี่ชายคนดีของเธอ เธอนั่งเงียบไปตลอดทางจนถึงบ้าน เธอเข้าไปอยู่ในห้องสะอื้นไห้ตามลำพัง ต่อไปนี้เธอคงจะต้องเข้มแข็ง ตั้งใจเรียน ตามที่พี่ชายเคยบอกก่อนขึ้นรถจากไป เธอปฏิเสธที่จะทานอาหารเย็นร่วมกับทุกคน ได้แต่นอนกอดหมอนร่ำไห้ เหมือนกับจะให้น้ำตาของเธอได้เหือดแห้งหายไป

                   วิไลวรรณไม่รู้หรอกว่ายังมีอีกคนหนึ่งที่รู้สึกเหงา เศร้า และเสียใจไม่แพ้เธอ นั่งเหม่อมองออกไปทางหน้าต่าง ปล่อยให้อารมณ์แห่งความเศร้านั้นครอบคลุมจิตใจให้มัวหม่นอยู่ ณ ตรงนั้น
"พ่อครับ แม่ครับ ทำไม ผมจึงต้องพบเจอแต่การพลัดพราก มันจะเกิดขึ้น อยู่อย่างนี้อีกกี่ครั้ง"
โจ้ นั่งเรียบเรียงนับดูจำนวนคนที่ ทยอยออกไปจากชีวิตของเขาทีละคน อย่างหดหู่ ห้องนี้เคยมีพี่ชายที่แสนรักเข้ามานั่งเล่นเป็นเพื่อน นอนกอดหมอนใบเก่าๆ อยู่ข้างๆเขา บางทีก็เผลอนอนหลับบนเตียงเดียวกับเขาตลอดทั้งคืน คำเตือน คำสอนทุกคำพูดที่พนาวัน เคยพร่ำบอกไว้มันยังคงก้องอยู่ในหัว ไม่สามารถลบเลือนหายไปได้ พี่ชายเคยบอกเสมอว่าลูกผู้ชายจะสูญเสียน้ำตาก็ต่อเมื่อมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นแค่การพรากจากกันเพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นเอง ทำไมเขาถึงทำตามที่พี่ชายเคยขอร้องไว้ไม่ได้ น้ำตาแห่งความเสียใจมันเอ่อล้นทำนบออกมา อย่างห้ามมิได้ ป่านนี้พี่ชายของเขาคงได้เพื่อนใหม่เยอะแยะ จนลืมน้องชายนอกไส้คนนี้ไปแล้ว เขานั่งเหม่อมองท้องฟ้าออกไปไกลแสนไกล เห็นดวงดาวแห่งความอบอุ่น มันพร่าเลือนอยู่เป็นร้อยล้านโยชน์ เสียงแมลง น้อยใหญ่ส่งเสียงเซ็งแซ่ บีบรัดบรรยากาศ ให้มันเงียบจับใจ เขาสะอื้นไห้ ออกมาดังๆ อยู่ตรงนั้น อย่างไม่อายเจ้าแมลงพวกนั้น ที่กำลังส่งเสียงเย้ยหยันอย่างมีความสุขกับโชคชะตาของเขา โก้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความเศร้านั้นจนผล็อยหลับไปตอนใกล้รุ่งสาง
"โก้โก้ นายโก้  ตื่นได้แล้ว"
เสียงเคาะประตูที่เริ่มจากเบาๆ หลายครั้ง จนกลายเป็นเสียงทุบดังปังๆ พร้อมกับเสียงที่แหลมเปี๊ยบ จนแสบแก้วหู ได้ปลุกให้เขาผวา ลุกตื่นจากความฝัน อันแสนอบอุ่นที่ได้นอนกอดพี่ชายที่เขารักและบูชา รู้สึกหงุดหงิด งัวเงีย แต่ก็ต้องฝืนเดินไปเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนแต่เช้า วิไลวรรณผลักประตูเบาๆ เพื่อดันประตูเข้าไป สลักกลอนข้างในก็ถูกดึงออกพร้อมกัน ร่างของเธอจึงถลาเข้าสู่ร่างของผู้เปิดอย่างแรงจนทั้งสองล้มทับกันอย่างไม่ตั้งใจ ร่างของเธอทับอยู่บนร่างของโก้ซึ่งเบื้องบนเปลือยเปล่า ท่อนล่างมีเพียงแต่กางเกงขาสั้นบางๆ สำหรับใส่นอนเท่านั้น เป็นครั้งแรกที่เด็กสาว ผู้กำลังเติบโตย่างเข้าสู่วัยรุ่นได้สัมผัสร่างของเด็กวัยรุ่นชาย ที่มีร่างกายกำยำ บึกบึน เกินวัย เนื่องจากการออกกำลังกาย และทำงานหนัก เธอรู้สึกวูบวาบ และร้อนผ่าวไปทั้งตัว ตั้งสติได้เธอรีบยันกายลุกขึ้น ประชิดร่างของตัวเองเข้าสู่ผนังห้อง พร้อมกับตะคอกเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกทางธรรมชาติ อันห้ามไม่ได้เอาไว้ข้างใน
"อย่า ขี้เกียจนักซิ  ตื่นสายอย่างนี้ จะทำอะไรได้ทันคนอื่นเขา ฮึ"
"วิ มีอะไรหรึ  ถึงต้องมาปลุกพี่แต่เช้า"
"พ่อให้ไปไร่ด้วยกัน"
โก้พยายามยันกายให้ลุกขึ้น นั่งลงบนเตียง นัยน์ตาจ้องมองเรือนร่างของสาววัยขบเผาะ ที่กำลังยืนตัวสั่นพิงฝาผนังอยู่ เขากำลังสับสนกับอารมณ์บางอย่างที่มันครุกรุ่นอยู่ข้างใน เขารู้สึกแปลก แยกไม่ออกว่ามันเป็นอารมณ์ของความต้องการทางด้านกามารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือเป็นเพราะความรักและเสน่หาในตัวของน้องสาวคนนี้ แต่บางสิ่งบางอย่างได้แวบเข้ามาในห้วงสำนึก และดึงเขาให้กลับมาสู่ภวังค์ปกติ มันเป็นดวงหน้าอันเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความรักและห่วงใหญ่ ของพี่ชายใจดีของเขานั้นเอง ป่านนี้เขาจะเป็นอย่างไร หลายสิ่ง หลายอย่างในสังคมเมืองอันศิวิไลส์คงจะหล่อหลอมเขา ให้ลืมน้องชายคนนี้เสียแล้ว แค่ห่างเขาไม่ถึงวัน โก้ก็เกิดความคิดถึง ห่วงใยเขาอย่างบอกไม่ถูก
"เดี๋ยวเราตามไป ขออาบน้ำก่อน"
ความเย็นฉ่ำของน้ำบาดาลที่ถูกสูบขึ้นมาพักไว้ในตุ่มใบใหญ่ ทำให้โก้สดชื่น กระปี้กระเป่าขึ้นมาพร้อมที่จะเข้าไปลุยงานในสวนกับบุญอุ้มพ่อบุญธรรมของเขา ได้ทั้งวัน เขาจัดเตรียมตระกร้าหลายใบ จัดใส่ขึ้นบนกระบะรถอีแต๋น ขับตรงไปยังไร่ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน รถคันนี้เคยมีพี่ชายนั่งไปด้วยทุกเสาร์อาทิตย์ และยามปิดเทอม เขามักจะนำหนังสือกองโตเข้าไปในไร่เสมอ อ่านหนังสือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียน และการสอบ พ่อบุญอุ้มจึงให้คนงานช่วยกันสร้างเพิงเล็กๆ ไว้เป็นที่กันแดดกันฝนไว้ให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ พร้อมให้คนงานคอยช่วยปรนนิบัติ ดูแลเอาใจใส่ทุกอย่าง จนตัวโก้เองแอบปลื้มใจในความโชคดีของพี่ชายคนนี้ไม่ได้ จำได้ดีว่าเขามักจะมานั่งมองพี่ชายคนนี้อ่านหนังสืออยู่อย่างเงียบๆ ยามพักจากงานในไร่ เวลาพี่ชายง่วงนอน และหลับอยู่ในเพิงนั้น เขาจะคอยช่วยห่มผ้า หรือพัดวีไล่แมลงไห้ และยามใดที่พี่ชายเบื่อก็จะชวนกันไปเล่นน้ำในคลองอย่างสนุกสนาน โดยมีเด็กสาว 2 คนคอยมาวุ่นวายเล่นด้วยอยู่ไม่ห่าง ส่งเสียงดังเจี้ยวจ้าวไปทั่วท้องไร่
น้ำตาแห่งความคิดถึง ความห่วงใย และความเหงาเอ่อล้นออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ เขาไม่เคยคิดหรอกว่าความรู้สึกเหล่านี้มันจะโหดร้ายและเจ็บปวดอย่างนี้ มันเก็บกดอยู่ภายในจิตใจของเขาอยู่ตลอดเวลา เขาพยายามต่อต้าน และเก็บความรู้สึกเหล่านี้ไว้ตลอดเวลา แต่ก็ทำไม่ได้ ใจหนึ่งก็อยากจะทำตามคำพูดของพ่อ กับพี่วันที่ว่าผู้ชายร้องไห้ไม่ได้ หรือถ้าร้องไห้ก็อย่าให้ใครเห็น เพราะมันเป็นการแสดงความอ่อนแอของเรา อาจจะทำให้คนดูแคลนได้ ทำไมต้องมีกฏเกณฑ์ห้ามแม้กระทั่งความรู้สึกอย่างนี้ โก้ทนไม่ไหว จอดรถไว้บนเนิน วิ่งไปยังคลอง และทรุดตัวนั่งลงบนฝั่งน้ำ ตะโกน และร้องไห้ออกมาดังๆ เหมือนกับระบายความรู้สึกต่างๆ ที่มันอัดอั้นอยู่ในใจให้หมดไป
"พ่อ แม่ พี่วัน มารับตัวผมไปอยู่ด้วยเถิด"
โก้นั่งกอดเข่าเอาหน้าซุกไว้ตรงกลาง ร้องไห้อยู่ตรงฝั่งคลอง ปิ่มว่าจะขาดใจ ภาพทุกอย่างอยู่ในสายตาของดอกแก้ว ที่กำลังเก็บผักอยู่ในกอหญ้าริมฝั่งน้ำอยู่ เธอเห็นภาพของโก้ตั้งแต่วิ่งเต็มแรงจากเนินดิน และมานั่งอยู่ตรงนี้ เธอรู้สึกสงสารเด็กหนุ่มกำพร้านี้อย่างจับใจ เขาคงมีความรู้สึกและอารมณ์ไม่ต่างจากเธอเท่าไรนัก เธอค่อยๆ เดินเข้าไปหาโก้อย่างเบา เพียงเพื่อที่จะแตะไหล่ปลอบใจเขาเบาๆ
"พี่โก้ พี่โก้ เป็นอะไรไปหรือเปล่า"
ความเหงา ความหว้าเหว่ และอารมณ์เศร้าที่ควบคุมไม่ได้ทำให้โก้ผวาเข้าไปกอดดอกแก้วอย่างแรง เพียงเพื่อต้องการใครสักคนที่ให้ความอบอุ่นทางใจเขาได้ ณ เวลานี้  เขากอดดอกแก้วไว้แน่นพร้อมกับปล่อยโฮ สะอื้นไห้ออกมา ดอกแก้วทำได้แค่เพียงการกอดตอบ และลูบหลังให้กำลังใจเขาเบาๆ เพื่อให้เด็กกำพร้าผู้ไร้ญาติขาดมิตรคนนี้คลายความเศร้าลงไปได้บ้าง  เธอจำสภาพของโก้ วันแรกที่มาเยือนครอบครัวนี้ สภาพที่มอมแมม สกปรก ผมเผ้ารุงรัง ไม่ต่างจากเธอตอนนั้น จากวันนั้นถึงวันนี้เธอทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน คอยปลอบโยนซึ่งกันและกันในยามที่ความเศร้ามาเยือน เธอมาจากครอบครัวที่มีพ่อแม่ครบบริบูรณ์เหมือกับครอบครัวทั่วไป เพียงแต่ยากจนเท่านั้นเอง พ่อกับแม่ต้องออกไปทำงานทุกวัน ปล่อยให้เธอเติบโตในสังคมแห่งนี้อย่างโดดเดี๋ยวเดียวดาย ไร้ที่พึ่งทางใจ มีเพียงพนาวัน เท่านั้นที่คอยห่วงใย และให้กำลังใจ เป็นเพื่อนยามเหงา เธอก็คิดถึงพี่ชายที่แสนดีของเธอไม่ต่างไปจากโก้เท่าไหร น้ำตาของเธอเอ่อล้นออกมา โดยปราศจากเสียงสะอื้นใดๆ
ทั้งสองนั่งกอดกันอยู่ริมฝั่งคลองเป็นนาน ปล่อยให้แสงแดดที่เริ่มร้อนขึ้นทีละน้อย โลมเลียปลายไม้ใหญ่และค่อยๆ ลอดผ่านกิ่งก้านสาขาของมัน มากระทบคนทั้งสองที่ยังคงอยู่นิ่งด้วยกัน ปล่อยให้ความเศร้ามันได้ระบายออกมาจนหมดสิ้น ทั้งสองไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเท้าของใครคนหนึ่ง ที่กำลังก้าวเดินอย่างหนักหน่วง รุนแรงเหมือนกับได้อัดความแค้นหรือความโกรธไว้ในใจเป็นนานแสนนาน ตรงรี่มาข้างหลังของดอกแก้ว จนประชิดตัวพร้อมกับกระชากผมของเธอดึงอย่างแรง จนกระทั่งหลุดออกจากวงแขนของโก้ ร่างของเธอเซไปมาเมื่อถูกผู้บุกรุกเหวี่ยงไปมาด้วยแรงอันหนักหน่วงของเธอ
"เธอมาทำอะไรที่นี่ดอกแก้ว อีเพื่อนใจแตก"
โก้ตั้งสติได้ รีบดึงกระชากวิไลวรรณออกจากตัวของดอกแก้ว พร้อมกับดึงแขนทั้งสองของเธอไขว้หลังไว้ โดยที่วิไลวรรณนั้นก็พยายามดิ้นสุดแรงเพื่อให้หลุดพ้น และหวังจะเข้าไปตบตีดอกแก้วต่อ  ส่วนดอกแก้วนั้นตกใจกลัว จึงวิ่งออกจากสถานที่แห่งนั้นไป
"เธอทำอะไรนะ วิ"
"ก็พ่อให้มาตาม ฉันก็กลับไปที่บ้านอีกรอบ ป้าแม้นบอกว่าเธอออกมาแล้ว จึงตามมาเห็นภาพบัดสีบัดเถลิงนี่ไง"
"เธอนี่จะบ้า เราไม่ได้ทำอะไรกันสักหน่อย ยังเป็นเด็กกันอยู่เลย"
"อ้อ! ถ้าโตกว่านี้ จะทำกันใช่ไหม หา”
โก้ ไม่ได้ตอบอะไร เขาเดินจ้ำอ้าวไปยังรถอีแต๋นที่จอดไว้บนเนิน และติดเครื่องทันที โดยมีวิไลวรรณ วิ่งตามมาติดๆ เธอกระโดดขึ้นกะบะข้างหลัง ทั้งสองไม่ได้พูดอะไร ต่างคนต่างนิ่งเงียบมาตลอดทาง ถึงไร่ก็เจอดอกแก้ว กับบุญอุ้มที่ช่วยกันกับคนงานอีกหลายคน บรรจุลิ้นจี่ที่เก็บจากต้นลงในเข่ง เพื่อเตรียมจัดส่งตลาดในตัวจังหวัดเหมือนทุกปี
“โก้ ทำไมมาสายนักละลูก เดี๋ยว แดดมันจะร้อน ลิ้นจี่มันจะแห้ง ไม่สด”
“ ผมขอโทษครับพ่อ พอดีรถมันเสียกลางทางครับ”
ทั้งสามต่างปิดปากเงียบ โดยไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรออกมา เพื่อต้องการปกปิดเรื่องราวที่เกิดขึ้น พยายามเร่งทำงาน เก็บลิ้นจี่ นำมากองรวมกันเพื่อให้คนงานผู้หญิงช่วยกันปลิดลูกที่แตก เน่า ไม่สวยออก พร้อมทั้งใช้กรรไกรตัดกิ่งเล็กๆ ออก ให้เกิดความสวยงาม น่ากินมากขึ้น จากนั้นก็บรรจุลงในเข่งอีกครั้ง เพื่อนำส่งพ่อค้าแม่ค้าคนกลางในตลาด ที่จังหวัด อย่างเช่นปีก่อนๆ โดยเฉพาะปีที่เกิดเหตุกาลอันไม่คาดฝันนั้น ซึ่งมันยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดมา โดยเฉพาะโก้ ผู้ที่ได้รับการกล่าวหาอยู่ตลอดเวลาจากวิไลวรรณ ว่าเขาเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์อันเศร้าสลดนั้น และเขาก็ไม่สามารถลบความทรงจำนั้นออกจากหัวใจของเขาได้
“วัน กับโก้ ไปเป็นเพื่อนพ่อหน่อยนะ  ลิ้นจี่ค่อนข้างเยอะ จะได้ช่วยพ่อขนลงจากรถ”
“ครับพ่อ”
เย็นวันนั้น บรรยากาศที่ตลาดค่อนข้างคึกคัก บุญอุ้มพาลูกชายทั้งสองนั่งรถปิคอัพคู่ใจ ที่บรรทุกลิ้นจี่เต็มคันเพื่อไปส่งที่ตลาดในเมือง ส่งลิ้นจี่ให้ลูกค้าประจำเสร็จแล้วก็พาลูกชายไปนั่งทานอาหารเจ้าประจำตามเคย ส่วนตัวเองออกไปทำธุระส่วนตัวข้างนอก เขาค่อยๆ เดินอ้อมไปทางหลังตลาด ด้วยความสบายใจ  ผ่านอาคารพาณิชย์หลายคูหา จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ที่ประตูหน้าบ้านหลังหนึ่ง เขาผลักประตูเบาๆ เข้าไป เดินผ่านห้องโถง ตรงไปยังห้องข้างในสุด ด้วยความคล่องแคล่ว เพราะความเคยชิน เขามักจะมาขลุกอยู่บ้านหลังนี้เป็นประจำเมื่อมีโอกาสเข้ามาส่งของ เขาทำแบบนี้มานานโดยไม่มีใครรู้ โดยเฉพาะจันทร์ ภรรยาที่เขารักมากที่สุด จะรับรู้ในสิ่งที่เขาทำไม่ได้เลย เพราะมันเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม ซึ่งเขารู้ดี แต่เขาก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีกิเลสและความต้องการ โดยเฉพาะเขาที่มีภรรยาขี้โรค ป่วยกระเซาะกระแซะมาตลอด ไม่สามารถสนองอารมณ์ความต้องการของผู้เป็นสามีได้ เขาจึงหาทางออกโดยการมีใครสักคน ที่สามารถเป็นได้ทั้งเพื่อนคุย คู่คิด คู่นอน และคู่สรวลเสเฮฮายามที่เครียด เหนื่อยล้าจากการทำงาน
หญิงสาวร่างสะโอดสะอง  เดินมาต้อนรับที่ประตู พาบุญอุ้มไปนั่งที่เก้าอี้ตรงมุมห้อง บนโต๊ะมีอาหารหลากรส ผลไม้ และเครื่องดื่มมึนเมา อีกหลายอย่าง เธอเตรียมพร้อมเหมือนกับรู้มาก่อนว่าชายที่ตนรักจะมาเยือน เธอรู้หน้าที่ในการปฏิบัติต่อบุญอุ้มให้เขาหายเหนื่อยได้เป็นปลิดทิ้ง โดยการแสดงกริยาฉอเลาะเอาใจ คอยหยิบจับถ้วย จาน ช้อน และตักอาหารป้อนให้  จนเขาอิ่มหนำสำราญ  จากนั้นเธอก็พาเขาไปอาบน้ำ ขัดถู เช็ดตัวให้ ปล่อยให้บุญอุ้มเคลิบเคลิ้ม เสพสุขกับความอ่อนหวาน ที่หล่อนมอบให้ จนลืมเวลาของความเหนื่อยล้าไปชั่วครู่ ชั่วยาม ปล่อยให้อารมณ์พริ้วไปกับเสน่หาที่ได้รับจากเธอ สิ่งได้รับจากเธอนั้น มันแตกต่างจากสิ่งได้รับจากจันทร์โดยสิ้นเชิง จนก่อให้เกิดความผูกพันธ์ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขารักเธอ และอยากทนุถนอมเธอไว้นานๆ  ซึ่งเธอก็รักเขาไม่เคยเรียกร้องอันใด หรือแม้แต่ทรัพย์สมบัติใดๆ สักชิ้นเธอไม่เคยเรียกร้องจากเขาเลยตั้งแต่คบกันมา 
ทั้งสองอยู่ด้วยกันนานหลายชั่วโมง พูดคุย หัวเราะ ดื่มกิน ด้วยกันจนเวลาผ่านไป จากย่ำค่ำ สู่ความมืด ที่เริ่มจะแผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนทั้งเมืองมืดมิ เหลือเพียงหลอดไฟไม่กี่ดวงที่เปิดให้ความสว่างตามทางเดิน  บุญอุ้มโอบกอดเธอไว้แนบอกก่อนจาก เพราะอีกหลายวันจะได้มาเจอกัน หญิงสาวแนบหน้าอันอ่อนนุ่มของเธอไว้บนแผงอกของเขา ปล่อยให้ลมหายใจอุ่นราดลดลงไปบนกล้ามเนื้อ ที่แข็งแน่นของเขา ยังไม่ทันที่จะได้ร่ำลากันก่อนจาก ประตูก็ถูกผลักให้เปิดอ้าออกอย่างแรง ทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน ภาพที่พวกเขาเห็นคือ จันทร์ผู้อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่  ขนาบข้างด้วยวิไลวรรณ และพนาวันลูกอันเป็นสุดที่รัก โดยมีโก้ยืนประกบอยู่ด้านหลัง  บุญอุ้มตกใจ และตะลึงไปชั่วขณะ ได้ยินจันทร์ พึมพำคำพูดออกมาจากสองสามคำ ก่อนที่ร่างของเธอจะทรุดลง
“พี่บุญอุ้ม ทำไมถึงทำกับจันทร์แบบนี้ มีอะไรทำไมไม่บอกกัน”

บุญอุ้มผวาเข้าไปอุ้มจันทร์ไว้แนบออก น้ำตาแห่งความเสียใจล้นออกมา ปากก็ได้พร่ำแต่คำว่าขอโทษและเสียใจ
"จันทร์  จันทร์ พี่ พี่ขอโทษ"

                   ความทุกข์ ความเศร้า หาได้อยู่กับใครได้ยั่งยืนไม่ มาแล้วก็ไปประดุจระรอกคื่นในท้องทะเล ที่กระทบฝั่ง แล้ะวก็จากไป เช่นเดียวกับบุญอุ้ม หลังจากที่เศร้าโศรกมานานแรมเดือน เขาก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่เขาควรจะดูแลต่อไปก็คือลูกของเขา ลูกบ้าน และคนงานในสวน อีกหลายชีวิตที่รอคอยความเข้มแข็งของเขาอยู่ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งพร่ำเพ้อถึงคนที่ได้ลาโลกนี้ไปแล้ว คนที่มีชีวิตอยู่ต่างหากที่สำคัญ และจะต้องดำเนินชีวิตต่อไป

                   “นี่โก้เธออีกแล้วนะ แต่งตัวเสร็จหรือยัง พ่อรออยู่นะ”
“ขอโทษจ๊ะวิ พอดีเราคิดอะไรเพลินอยู่นะ”
“คิดอะไรเพลิน หรึว่าคิดถึงดอกแก้วอยู่ละซิ ฮึ”

                   นับวัน วิไลวรรณจะมีอาการแปลกๆ คอยกระแทกแดกดันโก้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจ อยู่ใกล้กันก็ยิ่งจะก่อแต่ความรำคาญและขุ่นเคือง เขาจะทำตามที่เคยสัญญาพี่ชายที่รักของเขาได้อย่างไร เพราะพฤติกรรมขอวิไลวรรณนั้นมันค่อนข้างจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่เข้าในสิ่งที่เปลี่ยนไปนั้น ยิ่งทุกวันนี้ พ่อจันทร์ได้ให้ความสำคัญกับดอกแก้วมากขึ้น ให้สิทธิในการเข้าออกบ้านได้อย่างเจ้าของบ้าน หน้าที่หลักก็คือช่วยป้าแม้นทำงานบ้าน หุงหาอาหาร ซักเสื้อผ้า และถ้าว่างก็ให้ไปช่วยงานในไร่ สิทธิดังกล่าวที่ดอกแก้วได้รับนั้นมันกลับมาบั่นทอนความเป็นอิสระของโก้ให้ลดลงไปเรื่อยๆ เพราะวิไลวรรณ จะคอยสอดส่อง ใกล้ชิดเขามากยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะเวลาที่เขากับดอกแก้วอยู่ด้วยกัน สองต่อสองเพื่อทำงาน หรือทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จลุล่วงไป  เธอยิ่งจับตามองเขากับดอกแก้วไม่ให้ห่างสายตาของเธอเลย เขารู้สึกอึดอัด และหงุดหงิด ในบางครั้งจำเป็นต้องแสดงอาการไม่พอใจให้เธอรับรู้ แต่ยิ่งทำมันเหมือนกับเป็นการยั่วยุให้วิไลวรรณมีอารมณ์มากขึ้น

                   “เป็นไงโก้เหนื่อยไหมวันนี้ อีกหน่อยก็ใกล้เปิดเทอมแล้ว ก็คงไม่มีเวลาช่วยพ่อ คงเหลือแต่ดอกแก้วที่จะคอยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้”
“ครับพ่อ แต่เสาร์อาทิตย์ผมก็ช่วยพ่อได้นี่ครับ”
“ไม่เป็นไรช่วยกันตั้งใจเรียนก็แล้วกัน แค่นี้พ่อก็สุขใจแล้วที่เห็นความสำเร็จของพวกเรา”

 

 
 
 

 

 
 
Home Nothern style English Corner Amateur Writer Memories & Experience